วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดีเอสไอ'ลุยตรวจพื้นที่600ไร่ รุกป่าสงวนฯช่องอินทรีย์

ดีเอสไอภาค7 ร่วมทหาร-ป่าไม้-ตร.ฝ่ายปกครอง ตรวจสอบพื้นที่600ไร่ รุกป่าสงวนฯช่องอินทรีย์ ด้านตะวันออก และป่าดอนแสลบ-เลาขวัญ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2558 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี พ.ต.ท.อานนท์ อุนทริจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษภาค 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษภาค 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI นายวิวรรธน์ มองเห็นทวีโชค หน.หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ที่ 13 กรมป่าไม้ ร.ต.ต.สุวัฒน์ ห้วยหงษ์ทอง เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.5 บก.ปทส.) ร.ต.ไพบูลย์ ธรรมจาดี หน.ชุดประสานงานประจำพื้นที่ ร้อย รส.ร.9 พัน 2 กรมทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอห้วยกระเจา นางโยษิตา เหล่าทรัพย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.วังไผ่ ร่วมประชุมวางแผนเข้าตรวจสอบพื้นที่ร้องเรียนว่ามีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติช่องอินทรีย์ ด้านตะวันออก และป่าดอนแสลบ-เลาขวัญ ในพื้นที่ หมู่ 8 ต.วังไผ่ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี พื้นที่บุกรุกจำนวน 11 แปลง ประมาณ 600 ไร่ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ จากนั้นคณะทั้งหมดได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ทั้ง 11 แปลง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ นำไปปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส และ ผักชี เป็นต้น

พ.ต.ท.อานนท์ อุนทริจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษภาค 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI เปิดเผยว่า ศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษภาค 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติช่องอินทรีย์ ด้านตะวันออก และป่าดอนแสลบ-เลาขวัญ ในพื้นที่ หมู่ 8 ต.วังไผ่ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี พื้นที่บุกรุกจำนวน 11 แปลง ประมาณ 600 ไร่ จึงรายงานให้ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ทราบ

จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้ตน เป็นหัวหน้าคณะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยให้เป็นไปตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และก่อนหน้านี้คณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้นไปแล้ว พบว่าพื้นที่ในส่วนนี้มีการบุกรุกได้มีการพิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีการทำประโยชน์มาก่อนตามมติ ครม.วันที่ 30 มิ.ย.2541

นอกจากนี้ ยังพบว่า พื้นที่ทั้ง 11 แปลง มีพื้นที่อาจจะเข้าข่ายเป็นการบุกรุกพื้นที่ที่คาบเกี่ยวกับพื้นที่ สปก.และไม่ได้มีการแจ้งการสำรวจถือครอง แต่บางแปลงมีที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่อยู่ในเขตพื้นที่ สปก.ไม่มีเอกสารสิทธิทำกิน (สทก.)และไม่ได้มีการแจ้งสำรวจถือครองแต่อย่างใด ดังนั้นจึงต้องรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อที่จะดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด และดำเนินการตามมาตรการป้องปรามไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่บริเวณดังกล่าวเพิ่มเติม และประสานผู้นำท้องถิ่นเช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มีการเฝ้าระวัง
ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้พิจารณาแล้วพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมายังขาดหน่วยงานที่จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการตรวจสอบ เราจึงต้องประสานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่รับผิดชอบพื้นที่ให้เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการตรวจสอบ

และในเบื้องต้น ยังไม่พบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่แน่นอนว่ากลุ่มที่เข้ามาบุกรุกมีทั้งกลุ่มนายทุน และชาวบ้านในพื้นที่ ดังนั้นจะรีบทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมจะมีการวางแผนดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกทำลายให้คืนสภาพป่าที่สมบูรณ์ดังเดิม

ถามว่ากรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เบื้องต้นจะต้องนำไปพิจารณาเสียก่อนว่าจะรับหรือไม่รับ เพราะจะต้องไปหารือกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่รับผิดชอบพื้นที่ คือสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) เสียก่อน สำหรับรายชื่อผู้ที่บุกรุก กรมสอบสวนคดีพิเศษมีชื่อทั้งหมดแล้ว และจะนำไปพิจารณาการครอบครองหรือการเข้าทำประโยชน์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีกครั้งหนึ่ง และจะต้องทำการตรวจสอบประวัติการทำประโยชน์ในที่ดิน และเอกสารที่แสดงถึงสิทธิ ในการครอบครองหรือเข้าทำประโยชน์ หากพบกรณีที่เป็นการบุกรุก หรือเข้าทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวช้องต่อไป ซึ่งในส่วนนี้เป็นความรับผิดชอบของ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี)โดยตรง