บุรีรัมย์เร่งจัดสรรพื้นที่600ไร่ ให้ชาวบ้านผู้ไม่มีที่ทำกินกว่า100ราย
มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ ร่วมกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดได้เร่งดำเนินการจัดสรรพื้นที่ราชพัสดุ อ.ปะคำ โซน 2 กว่า 600 ไร่ ให้กับชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินที่เข้าไปบุกรุกจับจองพื้นที่ราชพัสดุ ที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎขออนุญาตใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา
ได้เข้าทำกินตามมติของคณะกรรมการฯ อย่างถูกต้อง หลังจากก่อนหน้านี้ทางศูนย์ดำรงธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการขอคืนพื้นที่ราชพัสดุหมายเลขทะเบียนที่ บร.808 ที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ให้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษา เนื้อที่ทั้งหมด 1,834 ไร่ จากกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่บุกรุกถือครองกลับคืนให้กับทางมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว หลังเกิดปัญหาพิพาทระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มผู้บุกรุกมานานกว่า 10 ปี
จากการตรวจสอบคัดกรองแล้วพบว่ามีผู้ที่จะได้รับการพิจารณาจัดสรรที่ทำกินให้กว่า 160 ราย โดยมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขการช่วยเหลือมีดังนี้ คือ กลุ่มที่ถือครองพื้นที่อยู่เดิมตั้งแต่ 0 – 3 ไร่ จะได้รับการจัดสรรที่ 2 ไร่ , น้อยกว่า 3 ไร่ จะได้รับจัดสรรในจำนวนที่ถือครองเท่าเดิม ,กลุ่มที่ครอบครอง 4 – 5 ไร่ จะได้รับการจัดสรร 3 ไร่ , 6 – 9 ไร่ จะได้รับจัดสรร 5 ไร่ , 10 – 20 ไร่ ได้รับจัดสรร 7 ไร่ และพื้นที่ครอบครองเดิม 20 ไร่ จะได้รับจัดสรร 10 ไร่ ซึ่งคาดว่ากระบวนการจัดสรรจะแล้วเสร็จและสามารถเข้าทำกินในเร็วๆ นี้
รศ.ดร.สมมาตร์ ผลเกิด รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่ชาวบ้านได้รับการจัดสรรให้เข้าไปทำกินดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ก็จะมีการทำสัญญาให้เช่าพื้นที่ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้กรณีหากเกิดภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ฝนแล้ง หรือศัตรูพืชระบาด ชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรให้เข้าทำกินในพื้นที่ราชพัสดุดังกล่าวอย่างถูกต้อง ก็สามารถขอรับความช่วยเหลือจากทางภารรัฐได้อย่างเช่นเกษตรกรทั่วไป เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เข้าทำกินอย่างถูกต้องไม่ได้บุกรุกเหมือนกับที่ผ่านมา
นางหมื่น เศษกระโทก อายุ 55 ปี ชาวบ้านบ้านสุขสำราญ ม.3 ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ บอกว่า ได้ซื้อที่ดินต่อจากชาวบ้านรวมจำนวน 12 ไร่ โดยไม่รู้ว่าเป็นพื้นที่ราชพัสดุเพื่อต้องการมีที่ทำนา เนื่องจากครอบครัวไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง และก็ทำกินมานานกว่า 10
ปีแล้ว แต่เมื่อภาครัฐระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ของรัฐก็ต้องยอมรับ และเมื่อภาครัฐได้ดำเนินการจัดสรรพื้นที่ราชพัสดุบางส่วนให้เช่าทำกินตามเงื่อนไขของกระทรวงการคลังแม้จะลดลงจะพื้นที่เดิม เพราะจะได้ไม่เป็นปัญหาตามมาในภายหลังและจะได้เข้าทำกินในที่ดินดังกล่าวอย่างถูกต้อง โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผลักดันออก แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้ทางรัฐบาลได้จัดสรรให้ทำกินอย่างถาวรและมั่นคงมากกว่านี้ เพราะหากหมดสัญญาเช่าแล้วไม่รู้ว่าทางมหาวิทยาลัยราชภัฎจะให้เช่าทำกินต่ออีกหรือไม่




