วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผบช.น.ขู่เอาผิดสื่อ-โซเชียล เสนอข่าววิจารณ์ให้เข้าใจผิด

ตร.แจงไม่ได้ยกเลิกจราจรโครงการพระราชดำริ ด้าน "ผบช.น." ขู่เอาผิดสื่อ-โซเชียล เสนอข่าววิจารณ์จนชาวบ้านเข้าใจผิด

กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จากกรณี พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ลงนามคำสั่งโยกกำลังตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ให้ไปช่วยตำรวจจราจรท้องที่ปฏิบัติหน้าที่ตามจุดที่มีการจราจรหนาแน่น หลังจากมีชาวบ้านร้องเรียนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ว่า ไม่เห็นตำรวจจราจรในจุดรถติด จนมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียล โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการโยกกำลังในครั้งนี้ เนื่องจากกลัวว่าจะมีกำลังไม่เพียงพอในการปฏิบัติภารกิจหลัก เช่น การช่วยเหลือคนเจ็บป่วยฝ่าการจราจรติดขัดไปโรงพยาบาล การทำคลอดฉุกเฉิน ร่วมทั้งโครงการตำรวจช่าง และยังได้แสดงความเห็นใจจราจรพระราชดำริ เพราะชื่นชมผลงานช่วยเหลือประชาชนมากว่า 20 ปี ตามที่เป็นข่าวนั้น


ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กกรกฎาคม พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล รอง ผบช.น. ดูแลงานจราจร เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า การดึงกำลังจราจรโครงการพระราชดำริมาช่วยนั้นไม่กระทบกับหน้าที่เดิมที่ทำอยู่ ส่วนการปฏิบัติหน้าที่หลักก็ยังปฎิบัติเหมือนเดิมอยู่ ทั้งส่งคนเจ็บคนป่วย ช่วยเหลือการทำคลอด ชุดช่างเขาก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่เราได้เสริมสมรรถนะเพิ่มไปมากยิ่งขึ้น ก็ให้เข้ามาช่วยในการอำนวยการจราจรตามแยกสำคัญๆมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้กำหนดไว้หมดแล้วตามจุดสำคัญๆ ซึ่งช่วงเวลาที่ได้ให้จราจรโครงการเข้ามาช่วยก็จะเน้นช่วงเช้าเย็นเป็นหลัก เป็นการเสริมสมรรถนะงานจราจรให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องน่าตกใจอะไร เป็นเรื่องที่ต้องน่าดีใจด้วยซ้ำว่าจราจรโครงการพระราชดำริทำได้หลายๆอย่าง ทั้งนำคนเจ็บคนป่วย ชุดช่างต่างๆ

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากที่มีการเข้าใจว่ามีการสั่งยกเลิกตำรวจจราจรโครงการพระราชดำรินั้น จริงๆแล้วไม่ใช่การยกเลิก เป็นเรื่องของการจัดกำลัง ทุกอย่างเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งหน่วยนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของการแก้ไขการจราจรติดขัด มี 5 ข้อ ไม่ได้มีการยกเลิกอย่างที่เข้าใจกัน เป็นการเกลี่ยกำลังปกติเพื่อแก้ไขปัญหารการจราจร เนื่องจากว่ากำลังท้องที่ในช่วง 9.00 น. - 14.00 น. อาจจะผ่อนกำลังเพื่อพักจากการทำงานถึง 14-15 ชั่วโมงในแต่ละวัน ก็จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร กก.6 บก.จร. หรือโครงการพระราชดำริไปช่วยเสริมการปฏิบัติงานให้การจราจรผ่อนคลาย ซึ่งกำลังต่างๆในโครงการพระราชดำริจากเดิมมีแค่ประมาณ 40-50 คน แต่ที่เรามีตอนนี้ 140-150 คน เป็นกำลังของท้องที่เอาไปช่วย เราก็ดึงกำลังส่วนนี้กลับไปทำหน้าที่เดิมเท่านั้นเองในบางส่วน อาจจะมีผลทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่เคยอยู่ประจำจุดอาจจะเปลี่ยนวิธีการทำงานบ้างเล็กน้อยเท่านั้นเองซึ่งไม่ได้กระทบอะไร อาจจะมีเสียงบ่นเพราะว่าต้องทำงานเหนื่อยเท่ากับท้องที่ ทั้งที่เมื่อก่อนเคยประจำจุดก็จะต้องปรับเปลี่ยน เพราะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนซึ่งเราจำเป็นต้องดูแล


“กำลังเดิมยังอยู่ ปกติกำลังซึ่งมีอยู่ 40-50 คน ทาง บช.น.ได้ส่งกำลังจากท้องที่เข้าไปช่วยเสริมเป็นร้อยกว่า แต่ตอนนี้กำลังส่วนที่เข้าไปช่วยเราได้เอากลับมา ซึ่งเอากลับมาบางเวลา แค่ 9.00 - 14.00 น. เท่านั้น พอหมดจากช่วงนี้ก็กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม ซึ่งไม่ได้กระทบการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆและก็เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ 5 ข้อของการตั้งหน่วยนี้ขึ้นมา คือการให้ไปตามจุดต่างๆ แก้ไขปัญหาการจราจร แต่เราเพียงแค่กำหนดจุดที่รู้อยู่แล้วมีปัญหา ซึ่งเป็นกำลังที่เราส่งไปเสริมในกองกำกับการนี้ตั้งแต่เดิม โดยไปช่วยอำนวยการจราจรไม่ได้ทำการจับกุมหรืออกใบสั่งที่ไม่อำนาจหน้าที่ของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ จุดต่างๆ เป็นจุดตัดต้องการคนไปจัดความสัมพันธ์ก่อนหลังของรถ ถ้าจำเป็นจะต้องจับกุมใครก็แจ้งวิทยุให้ตำรวจในท้องที่ทำการจับกุมได้” พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าว


ขณะที่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า สำหรับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ นั้น ในหลวงทรงพระราชทานแนวทางปฏิบัติให้ด้วย 5 ประการ คือ 1.แสวงหาแนวทางให้ผู้ใช้รถใช้ถนน เคารพกฎจราจรและมีมารยาท 2.ใช้รถจักรยานยนต์เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปแก้ปัญหายังจุดที่รถติดเปรียบเสมือนกับรถนำขบวนโดยเมื่อขบวนติด รถจักรยานยนต์จะเข้าไปแก้ไขปัญหาทำให้รถใจขบวนเคลื่อนที่ไปได้ ซึ่งรถในถนนมีหลายขบวนก็เช่นเดียวกัน 3.ให้รถจักรยานยนต์ดูแลการจราจรในถนน ให้รถเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ ตามความเหมาะสม 4.ถนนที่เป็นคอขวดให้รถจักรยานยนต์เข้าไปแก้ไขปัญหาให้รถเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ เปรียบเสมือนเทน้ำออกจากขวด และ5.ให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหากาจราจร


“กรณีการโยกจราจรโครงการพระราชดำริ มาทำงานนั้นผิดกฎข้อระเบียบตรงไหน และไม่ได้มีการยกเลิก เพียงแค่บังคับให้ทำงานมากขึ้นในหน้าที่เดิม ไม่มีสั่งอะไรนอกกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ ถ้าสื่อมวลชนหรือผู้แสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลมีเดียนำไปเขียนให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิด ก็จะมีการดำเนินการฟ้องดำเนินคดี” ผบช.น. ระบุ