ตร.สอบปากคำเพิ่ม เมีย-พี่สาว “เสี่ยชูวงษ์” ทนายเผยพบพิรุธโอนหุ้นสะกดนามสกุลผิด
ที่สน.อุดมสุข นางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง อายุ 51 ปี น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ อายุ 54 ปี ภรรยาและพี่สาวของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง อายุ 50 ปี นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุแบบมีเงื่อนงำ เดินทางมาพร้อม นายเอนก คำชุ่ม ทนายความ และได้นำเอกสารใบคำร้องขอถอน โอนหลักทรัพย์ ของนายชูวงษ์ เข้าพบ พ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.อุดมสุข เพื่อเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกรณีที่เข้าร้องทุกข์ เนื่องจากมีข้อสงสัยของการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวดังในตอนนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการแยกสอบสอบปาก ระหว่างภรรยาและพี่สาว ของนายชูวงษ์ โดยสอบอยู่คนละห้อง
พ.ต.ท.นพพร เปิดเผยว่า วันนี้(20 ก.ค.)ได้เรียกทางภรรยาและพี่สาวของผู้เสียชีวิตมาให้ปากคำเพิ่มเติม ซึ่งเป็นส่วนของรายละเอียดที่ให้สัมภาษณ์กับทางสื่อมวลชนที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุว่าญาติผู้เสียชีวิตยู่ที่ใด ทำอะไรอยู่ และรายละเอียดอื่นๆที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ขณะเดียวกันได้แบ่งชุดพนักงานสอบสวนไปสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถ ที่ทางคู่กรณีอ้างว่าทางบริษัทของภรรยาซื้อรถคันนี้มาเป็นรถมือสอง และการชนลักษณะดังกล่าว ทำไมถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน อีกทั้งในส่วนของตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลที่สนามกอล์ฟที่ผู้เสียชีวิตเดินทางไปในวันเกิดเหตุ
พ.ต.ท.นพพร กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ต้องเรียกคนขับรถของครอบครัวผู้เสียชีวิตมาสอบปากคำ เนื่องจากมีคำกล่าวพาดพิงถึงในวันเกิดเหตุว่า นายชูวงษ์ได้โทรศัพท์ไปสั่งให้นำเอาถุงกอล์ฟมาให้ยังสนามกอล์ฟ ซึ่งต้องสอบว่าหลังไปเอาถุงกอล์ฟมาให้แล้วได้พบกับนายชูวงษ์หรือไม่ และพบผู้ใดบ้าง ก่อนจะมีการประชุมชุดทำงานที่ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ในช่วงสายของวันนี้(20 ก.ค.)อีกครั้ง
ในเวลาต่อมา นายอเนก คำชุ่ม ทนายความ เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น.วันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งวันเกิดเหตุนายชูวงษ์ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต โดยเวลาดังกล่าวนางศิริรัตน์ ภรรยาของนายชูวงษ์ได้โทรศัพท์ติดต่อไปหานายชูวงษ์ที่บ้านพักทราบว่า นายชูวงษ์กำลังอาบน้ำ เตรียมตัวจะออกไปข้างนอก ต่อมาเวลา 22.00 น. นางศิริรัตน์ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาพ.ต.ท.บรรยิน ซึ่งบอกว่า พ.ต.ท.บรรยิน กับนายชูวงษ์ เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ นางศิริรัตน์จึงรีบเดินทางไปที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที เมื่อไปถึงพบว่า พ.ต.ท.บรรยิน ยังคงนั่งอยู่ที่เบาะคนขับ พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัย และ พ.ต.ท.บรรยิน ได้ให้การกับพนักงานสอบสวนว่าหลังเกิดอุบัติเหตุ พ.ต.ท.บรรยินได้สลบไป เมื่อรู้สึกตัวจึงโทรศัพท์บอกภรรยา
นายเอนก กล่าวอีกว่า ครอบครัวของนายชูวงษ์ยังติดใจ เพราะหากคิดตามสัญชาตญาณของคนทั่วไป เพราะหากเกิดอุบัติเหตุเมื่อพ.ต.ท.บรรยิน โทรศัพท์ไปบอกภรรยาแล้ว น่าจะต้องลงจากรถไปอีกฝั่งเพื่อตรวจสอบว่าเพื่อนที่นั่งมาด้วยเป็นอย่างไรบ้าง หรือน่าจะเรียกตำรวจทันที แต่กว่านางศิริรัตน์จะไปถึงที่เกิดเหตุ เป็นเวลากว่า 20 นาที กลับพบว่าพ.ต.ท.บรรยิน ยังนั่งคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่จุดเดิม โดยหลังจากนั้นได้เรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยและรถโรงพยาบาล พร้อมโทรแจ้งตำรวจ ก่อนจะมีการช่วยปั๊มหัวใจนายชูวงษ์ 1 ครั้ง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
“ทางครอบครัวของคุณชูวงษ์ยังคงติดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากเป็นคนสนิทกัน จึงพยายามไม่คิดอะไร และ พ.ต.ท.บรรยิน ก็ยังเดินทางมาร่วมงานศพของนายชูวงษ์ทุกคืน ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.บรรยิน ยังให้การว่าก่อนเกิดเหตุ ขับรถมาด้วยความเร็ว จากนั้นก็มีรถตัดหน้า พ.ต.ท.บรรยิน จึงตัดสินใจหักหลบจนรถปีนขึ้นฟุตบาท แล้วเสียหลักชนกับต้นไม้ ส่วนตัวผมเองวันนี้(20 ก.ค.)ก็มาตรวจสอบร่องรอยการเฉี่ยวชนของบริเวณกระทะล้อและใต้ท้องรถว่ามีร่องรอยการปีนขึ้นฟุตบาท รวมทั้งการหักหลบอย่างกระทันหันจริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องสอบถามไปยังศูนย์โตโยต้าถึงสมรรถภาพความเร็วของรถคันนี้อย่างละเอียด” นายเอนก กล่าว
นายเอนก กล่าวต่อว่า ในส่วนของการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ไปยังบุคคลอื่น ที่ทางครอบครัวพบพิรุธ จนกระทั่งเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ในเบื้องต้นพบว่ามีการโอน จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่1 ได้เซ็นต์โอนหุ้นไปให้ น.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล จำนวน 9.5 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ราคาหุ้นละ 24 บาท รวมมูลค่ากว่า 228 ล้านบาท แต่มีผลวันที่ 22 มิถุนายน จากนั้นพบว่าหุ้นดังกล่าวถูกขายออกไปในขณะที่หุ้นมีราคาที่ถูกลง โดยทราบมาว่าขายไปได้ประมาณ 30 ล้านบาท ก่อนที่ตำรวจจะดำเนินการอายัดในส่วนที่เหลือไว้ทัน ส่วนโอนครั้งที่ 2 พบเอกสารใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์ ระบุชื่อผู้โอนหุ้นว่า “นายชูวงษ์ แซ่ตั๋ง” ซึ่งนามสกุลจริงของนายชูวงษ์คือ “แซ่ตั๊ง” ทำให้พบความผิดปกติของเอกสาร รวมถึงวันที่ในการเซ็นโอนหุ้นนั้น มีร่องรอยคล้ายมีการแก้ไขวันที่ โดยครั้งนี้เป็นการโอนหุ้นให้ น.ส.ศรีธรา พรหมา เป็นหุ้นจำนวน 3 ตัว แบ่งเป็นBBC จำนวน 50,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 195 บาท ,CPN จำนวน 400,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 46 บาท และ PTTEP จำนวน 60,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 115 บาท รวมมูลค่ากว่า 40 ล้าบาท โดยการโอนหุ้นทั้ง 3 ตัวดังกล่าวนั้น ปรากฏชื่อว่า “อุรชา” เป็นเจ้าหน้าที่การตลาด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าอุรชาและน.ส.ศรีธรา เป็นแม่-ลูกกัน อย่างไรก็ตามจากการสอบถามได้รับการยืนยันจากพรักงานในบริษัทและเลขานุการว่าลายเซ็นต์ที่ถูกเซ็นต์ลงในใบโอนหุ้นไม่ใช่ลายเซ็นต์ของนายชูวงษ์ อยู่ระหว่างให้ตำรวจกองปราบปรามตรวจสอบ




