ประมงเล็กแปดริ้วยังป่วน หลังรัฐบาลมีการผ่อนปนบางเงื่อนไขให้ออกทะเลได้แล้ว แต่ยังติดปัญหาอุปสรรคอีกอื้อ เหตุไม่มีแรงงานลงเรือ
หลังลูกจ้างต่างด้าวหอบเสื้อผ้าหนีไปก่อนหน้า ขณะบุตรหลานและคนในครอบครัวยังถูกปิดล็อคด้วยเงื่อนไขบางประการ จนไม่สามารถออกเรือช่วยเหลือครอบครัวทำกินได้อย่างสะดวก
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 ก.ค. 58 นางติ่ง พูลผล อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61/1 ม.3 ต.สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ชาวประมงเรือเล็กในเขตพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงปัญหาอุปสรรคของชาวประมงในเขตพื้นที่ ต.สองคลอง ที่ยังไม่สามารถออกเรือหาปลาได้ ว่า อยากขอให้รัฐบาลมีมาตรการผ่อนผันให้บุตรหลานที่อายุไม่ถึง 18 ปี ขึ้นทำงานบนเรือได้ เพราะเรือชาวบ้านออกหาไปเพียงแค่วันต่อวันเท่านั้น ไม่ถึง 24 ชม. คือ ไปเช้าเย็นกลับ หรือไปเย็นเช้ากลับ และทำงานจริงๆ เพียงแค่ 4 ชม.เท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการสั่งห้ามเด็ดขาด
นอกจากนี้เมื่อมีการขึ้นทะเบียนเรือ และนายท้ายแล้ว จากเดิมที่คนในบ้านเคยผลัดกันเป็นนายท้ายในการออกเรือหาปลา แต่พอถูกบังคับให้ขึ้นทะเบียนนายท้าย ที่ต้องประจำเรือเฉพาะลำ ก็ยังเป็นปัญหาอุปสรรคทำให้ออกเรือไม่ได้อีกเช่นกัน โดยเดิมทีนั้นพ่อเป็นเจ้าของเรือ แต่ได้ให้ลูกไปจดทะเบียนเป็นนายท้าย แต่เมื่อพ่อจะผลัดกันมาเป็นนายท้ายบ้างก็ไม่ได้อีก จึงติดขัดเต็มไปด้วยปัญหาทุกอย่าง
ขณะเดียวกันนั้นปัญหาเรื่องของแรงงานต่างด้าวนั้น ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ชาวบ้านออกเรือไม่ได้ คือ พอในช่วงก่อนขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวนั้น แรงงานเหล่านี้ได้พากันเดินทางมาขอทำงานด้วย ซึ่งตนก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายอย่าง คนละเกือบ 1 หมื่นบาท และเมื่อเรานำคนงานเหล่านี้ไปขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างของเรา ซึ่งต้องเสียเงินรายหัว คนละกว่า 3 พันบาทแล้วนั้น พอคนเหล่านี้ได้ขึ้นทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ทำงานอยู่กับเราเพียงไม่กี่วันก็พากันแอบหอบเสื้อผ้าหนีไปทำงานที่อื่นที่ทำงานสบายกว่าและมีรายได้ดีกว่า ทั้งที่เราต้องเสียเงินในการกระบวนการขึ้นทะเบียนต่างๆ ไปเป็นจำนวนมาก
“เมื่อมาทำงานอยู่กับเราเพียงไม่กี่วันก็พากันหนีไป ซึ่งล่าสุดก็ยังแอบหอบเสื้อผ้าหนีไปอีก 2 คน จึงทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก เพราะขาดคนงานออกเรือไม่ได้ พอจะหันมาใช้บุตรหลานในบ้านที่อายุไม่ถึง 18 ปี ก็ผิดกฎหมาย แล้วในช่วงหยุดเรียนเสาร์อาทิตย์ หรือปิดเทอมก็ใช้งานไม่ได้ ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะให้เด็กเหล่านี้ไปแว้น หรือไปติดยาหรืออย่างไร และพอจะไปจ้างแรงงานต่างด้าวใหม่ เพื่อทดแทนพวกที่หอบเสื้อผ้าหนีไปก็ติดขัดปัญหาที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีก เป็นอยู่อย่างนี้ เพราะในรอบ 1 ปีนั้น ทางราชการเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนได้เพียงแค่ครั้งเดียว จึงทำให้ชาวประมงขาดแรงงาน จนถึงตอนนี้ตนได้ประกาศขายเรือแล้ว แต่ยังไม่มีคนมาชื้อ” นางติ่ง กล่าว
ขณะที่นายฮง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 70 ปี ชาวบ้าน ม.3 ต.สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เรือประมงของชาวบ้าน ต.สองคลอง ซึ่งอยู่ติดกับเขตพื้นที่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ นั้น ที่ผ่านมาต้องนำเรือไปขึ้นปลาขึ้นหอยที่ท่ารับซื้อสัตว์น้ำ ในเขต ต.คลองด่าน ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไป 8-9 กม. เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีท่าเทียบเรือ หรือสะพานปลา เนื่องจากน้ำตื้น และบางครั้งน้ำแห้งขอด แต่ติดขัดปัญหาในเรื่องของลูกจ้างแรงงานชาวต่างชาติ ที่ไม่สามารถนำขึ้นรถยนต์ข้ามเขตจังหวัดไปได้ เพราะผิดกฎหมาย
เนื่องจากแรงงานต่างด้าวนั้นหากขึ้นทะเบียนที่จังหวัดไหน ก็ต้องทำงานที่จังหวัดนั้น จึงทำให้คนที่อยู่ใกล้กับแนวตะเข็บรอยต่อของจังหวัด และมีความจำเป็นที่จะต้องข้ามเขตในลักษณะนี้นั้น หากินด้วยความยากลำบาก เพราะหากนำลูกจ้างต่างด้าวขึ้นรถไปลงเรือ เพื่อที่จะออกเรือหาปลาในเขตของ ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ ก็จะผิดกฎหมาย หากเจ้าหน้าเข้มงวดมากก็จะถูกจับกุมเสียเงิน เสียค่าปรับจำนวนมาก
“หากจะนำเรือออกจากสะพานปลากลับมายังที่บ้าน เพื่อรับลูกจ้างคนงานต่างด้าว น้ำชายฝั่งบริเวณนี้ก็แห้งขอด เรือไม่สามารถกลับเข้ามาได้สะดวก ต้องรอเพียงช่วงเวลาน้ำขึ้นเท่านั้น หรือต้องนำเรือย้อนกลับมาไกลแทนที่จะสามารถนำเรือออกทะเลหาปลาได้เลย ก็ต้องขับเรือย้อนกลับไปย้อนมาอย่างนี้ จึงทำให้ชาวบ้านออกหากินได้ไม่สะดวก จึงอยากให้รัฐบาลหันมาแก้ไขปัญหาตรงส่วนนี้ด้วย” นายฮง กล่าว





