"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ สั่งเจาะน้ำบาดาลช่วยภัยแล้ง เล็งนำเข้าในที่ประชุมครม.เศรษฐกิจเร็วๆนี้
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ปรารภและสั่งการในที่ประชุมครม.ถึงปัญหาภัยแล้งว่า ก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำแล้ง แม้วันนี้เข้าฤดูฝนแต่ฝนยังตกในพื้นที่ที่ไม่ใช่แหล่งรับน้ำ โดยเฉพาะในเขื่อนใหญ่ ทำให้ปัจจุบันมีน้ำต้นทุนมีน้อยมาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีปรารภว่า อยากให้ดูเรื่องการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งที่ผ่านมาที่รัฐบาลสนับสนุนให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและให้ค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน การลดต้นทุนการผลิต แต่มีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ยังอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องที่รัฐบาลทำ ก็พยายามจะปลูกข้าวทำให้แผนการใช้น้ำผิดพลาดไป เพราะเดิมช่วงการปลูกข้าวนาปรังจะใช้น้ำเต็มที่ไม่เกิน 2.9ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีเกษตรไม่เข้าใจ ไม่มั่นใจไม่เชื่อ ก็มีความเสียหายกับนาปรัง ซึ่งด้วยความที่เราเป็นคนไทยรัฐบาลก็ไม่อยากให้ไ้ด้รับผลกระทบมากขึ้นก็ปล่อยน้ำไปถึง4พันล้านกว่าลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าแผนงาน ทำให้น้ำต้นทุนน้อยลง
“วันนี้กรมชลประทานได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 22 จังหวัด แล้วว่าอยากให้ชี้แจงทำความเข้าใจในการเลื่อนเวลาปลูกข้าวออกไปก่อน ซึ่งรัฐบาลเข้าใจว่าเกษตรกรอยากทำนาปีละสองรอบ แต่ฟ้าฝนบังคับไม่ได้ก็อยากให้ฝ่าฟันปัญหาด้วยกัน และให้ทุกหน่วยเตรียมมาตรการช่วยชาวนา ถ้าฝนไม่ตก และไม่ตกในพื้นที่รับน้ำ จนไม่มีน้ำทำนาเราจะผ่านปัญหานี้ได้อย่างไร ก็อาจจะปลูกพืชน้ำน้อย จ้างแรงงานให้เกษตรกรและอาจจะต้องช้น้ำบาดาลมากยิ่งขึ้น”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า ซึ่งทราบว่าตอนนี้มีการใช้น้ำบาดาลเพียง 10 % เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีเครื่องที่จะขุดได้ลึกมากกว่านั้น แต่ก็ต้องดูเปอร์เซ็นต์ของน้ำที่จะนำขึ้นมาที่ต้องไม่ส่งผลเสียต่อดิน ที่ทำให้ดินผิวหน้าแห้งแล้ง มีเกลือของดิน จึง ขอให้รัดกุมและนำเสนอเข้าที่ประชุมครม.เศรษฐกิจครั้งหน้าที่จะมีการประชุมเร็วๆนี้ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีขอให้ทำความเข้าใจประชาชนจะและคิดถึงประชาชนทั้งประเทศด้วยที่มีผลกระทบถึงกัน และขอ ให้กรมประชาสัมพันธ์ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดและมีคุณภาพด้วย
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ผลพวงจากการที่นายกรัฐมนตรีไปเปิดงานสิ่งแวดล้อมโลกนั้น นายกฯได้สั่งการในครม.เรื่องของการสนับสนุนให้เลิกใช้หรือลดปริมาณการใช้พลาสติกเพราะเป็นขยะแล้วไม่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งบีโอไอเคยสนับสนุนการลงทุนสำหรับางบริษัทที่ผลิตพลาสติกจากสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ แต่ปรากฏว่าเรามีนวัตกรรมใหม่ ถ้าไม่กระตุ้นรณรงค์ส่งเสริมก็จะเป็นเพียงนวัตกรรมที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง เพราะยังมีราคาแพงกว่าพลาสติกทั่วไป 20 - 30 % ดังนั้นจึงขอให้ไปช่วยคิดว่าจะทำยังไงที่จะลดต้นทุนของพลาสติกอินทรีย์ได้





