วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งคกก.ตรวจสอบ 'สกสค.' คาดเสียหาย7,000ล้าน

บอร์ด สกสค. ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมูลค่าความเสียหาย สกสค.ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท จากทรัพย์สินทั้งหมด 10,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2558 รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินที่บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด นำมาใช้ในการแลกตั๋วเงินกับกองทุนสนับสนุนพิเศษ กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)จำนวน 2,500 ล้านบาท พบว่าเงินสกุลคูนา ของประเทศโครเอเซีย เป็นเงินที่ยกเลิกการใช้แล้ว และไม่มีค่าเท่าจำนวนเงินเดิม ส่วนดราฟหรือตั๋วแลกเงินประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐของธนาคารHSBC ประเทศไทย ได้รับการยืนยันว่าเป็นของปลอม เพราะไม่มีสถานที่ปลายทางที่ระบุอยู่จริง ขณะที่เช็คเงินสดจากธนาคารแลนด์แอนด์เฮาส์ จำนวน 2,100 ล้านบาท ไม่ได้รับการยืนยันว่าเบิกจ่ายได้จริงหรือไม่ ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. มอบหมายให้สกสค.ไปปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ถี่ถ้วน เรื่องของหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ยังไม่มีมูลค่าใด ๆ ในฐานะที่สกสค.เป็นเจ้าหนี้ ที่สามารถจะนำเช็คไปขึ้นเงินได้ และหากขึ้นเงินแล้ว ไม่มีเงินในเช็คก็สามารถตามหนี้จากลูกหนี้ซึ่งก็คือบริษัท บิลเลี่ยนฯได้ ซึ่งหากลูกหนี้ไม่มีเงินมาชำระก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นเช็คเงินสดจากธนาคารแลนด์แอนด์เฮาท์ จำนวน 2,100 ล้านบาท ไม่มีเงิน แต่ก็ต้องตรวจสอบให้รอบคอบ ซึ่งตั๋วสัญญาครบกำหนดการชำระเงินตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นประเด็นที่มีปัญหาในเรื่องการดำเนินการของสกสค.ที่ผ่านมา


ปลัดศธ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ส่วนที่นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการสกสค.ออกมาระบุว่า เงินจำนวนดังกล่าว ไม่ใช่เงินของสกสค. แต่เป็นเงินของกองทุนฯ ฯนั้น ตนขอบอกว่าจะเป็นเงินของส่วนใดก็ตาม แต่สกสค.ต้องรับผิดชอบ จะมาอ้างว่าเป็นเงินของกองทุนฯ สกสค. คงไม่ถูกต้องเพราะอยู่ในความดูแลของสกสค. รวมทั้งนิติกรรม ที่ไปทำกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งบริษัท บิลเลี่ยนฯ และธนาคารต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช็คแลนด์แอนด์เฮาท์ก็สั่งจ่ายสกสค. ไม่ได้สั่งจ่ายกองทุนฯเพราะกองทุนฯไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคล จะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจะให้เงินของใครเข้ามาโดยมิชอบได้ ต้องเข้ามาอย่างถูกต้องและต้องใช้จ่ายอย่างถูกต้องด้วย ไม่อย่างนั้นก็อาจทำให้มีการฟอกเงินได้


“มันมีความไม่ชอบมาพากลอยู่แล้วว่า ทำไมหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันมีจำนวนมาก และไม่แน่ใจว่าเหตุใดถึงมีการรับหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้ามา ตรงนี้ต้องไปหาข้อเท็จจริง แม้จะไม่มีใครมา ยอมรับ ว่าใครเป็นคนรับไว้ก็ตาม แต่ก็พอมีหลักฐานเอกสารบางเรื่องที่ชี้ไปถึงผู้ที่รับผิดชอบอยู่ รวมถึงกรณีที่กองทุนฯ ไม่สามารถนำเงินกลับคืนมาได้ พร้อมผลประโยชน์ ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งผู้ที่เป็นประธานบริหารกองทุนฯ ในขณะนั้นก็คือนายเกษม กลั่นยิ่ง ซึ่งต้องรับผิดชอบเพราะเป็นผู้ที่ตัดสินใจให้คนนำเงินไปให้คนกู้ และไม่มีการตรวจสอบว่าหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำเป็นของจริงหรือของปลอม ส่วนจะเรียกมาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น ทางคณะกรรมการสกสค.ไม่สามารถทำได้ เพราะนายเกษมพ้นจากความเป็นข้าราชการและไม่ได้เป็นบุคคลภายในสกสค.แล้ว ดังนั้นก็ต้องเป็นเรื่องของการดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาต่อไป”รศ.นพ.กำจร กล่าว


รศ.นพ.กำจร กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการสกสค. ยังมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อจะหาผู้กระทำความผิด เท่าที่ดูมูลค่าความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ6,000-7,000 ล้านบาท โดยสกสค.มีทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 10,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังขอให้สกสค.ตรวจสอบทรัพย์สิน ที่เคยมอบให้กับ อดีตผู้บริหารกองทุนฯ และอดีตที่ปรึกษาสกสค. ซึ่งมีทั้งรถประจำตำแหน่ง โทรศัพท์มือถือไอโฟน 6 รวมถึงกรณีที่ออกระเบียบให้คณะกรรมการยืมเงินออกไปจำนวนมากออกไป และขอให้เร่งดำเนินการนำทรัพย์สินกลับมาเพื่อนำไปใช้ในการช่วยเหลือครูต่อไป