เผยผลสำรวจไอคิว อีคิว เด็กไทยปี 2557 ต่ำลงจากที่เคยสำรวจเมื่อปี 2554 แจงปัจจัยหลักเกิดจากสภาพแวดล้อม ครอบครัว จี้รัฐแก้ไขปัญหา
ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้(สสค.) สถาบันรามจิตติ และสถาบันราชานุกูล จัดสัมมนาและแถลงข่าวผลการดำเนินงานเสริมสร้างพัฒนาการและเชาว์ปัญญาของเด็ก (ไอคิว อีคิว) ที่มีระบบสารสนเทศในการส่งต่อข้อมูลด้านสุขภาพของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ โดยมีพ.ญ.นพวรรณ ศรีวงศ์พานิช รองผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า จากการที่สถาบันราชานุกูลได้นำร่องสำรวจไอคิว อีคิว เด็กทุกช่วงวัย ปี2557 ในพื้นที่4จังหวัด ได้แก่ เชียงราย สุรินทร์ พระนครศรีอยุธยา และภูเก็ต พบว่า ระดับไอคิว อีคิวของเด็กระดับประถมศึกษาปีที่1อยู่ที่ 93.1 ลดลงจากการสำรวจเมื่อปี2554 อยู่ที่ 94.5 ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กมีอีคิวต่ำลงจากเดิมนั้น พบว่า เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กไม่เอื้อต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เช่น พ่อแม่ผู้ปกครองขาดความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก สภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัว การขาดแคลนครูประถมวัย ดังนั้น จะเห็นได้ว่า สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะครอบครัว มีผลต่อการพัฒนาไอคิว และอีคิวของเด็กประถมวัย อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินโครงการดังกล่าว ทางสถาบันฯจะร่วมกับสสค.และสถาบันรามจิตติ เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปการวางแผนในการพัฒนาเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.อมรวิชญ์ นาครทรรพ ที่ปรึกษา สสค. และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ่มค่ามากถึง7 เท่า เมื่อเทียบกับการที่จะต้องแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆของเด็กเมื่อโตขึ้น ดังนั้น ในส่วนของภาครัฐ ควรมีการกำหนดทิศทางของการจัดการรศึกษาเพื่อเด็กประถมวัยอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องกำหนดทิศทางการจัดการเรียนการสอน พัฒนาเด็กประถมวัย พัฒนาโครงสร้าง เปลี่ยนมาลงทุนด้านต่างๆที่เอื้อต่อการทำงานในระดับพื้นที่มากขึ้น เช่น การมีระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาประชากร การมีกองทุนเงินอุดหนุนเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยสำหรับครอบครัวที่อยู่ในภาวะยากลำบาก และการแก้ไขกฏระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆในการพัฒนาเด็กและประชากรของประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากโครงการฯชี้ให้เห็นว่ารัฐเพียงลำพังคงไม่สามารถพัฒนาประชากรของประเทศได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ในการลงมือปฏิบัติ
“การพัฒนาเด็กประถมวัยสำคัญมากที่สุด เพราะหากเด็กวัยนี้ไม่ได้รับการพัฒนาที่ดีก็จะส่งผลให้ต่อการศึกษาทั้งระบบ ดังนั้นผมจะผลักดันผลการดำเนินโครงการดังกล่าวไปยังกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)และสปช.เพื่อขยายผลสู่การดำเนินงานทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อว่าทั้งศธ.และสปช.จะไม่ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว เนื่องจากผลการดำเนินงานสอดคล้องกับแผนการปฎิรูปประเทศที่มุ่งเพื่อสร้างและพัฒนาเด็กไทยให้มีทั้งไอคิวและอีคิว”ดร.อมรวิชญ์ กล่าว
ด้านดร.รังสรรค์ มณีเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่าทาง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะนำผลการดำเนินโครงการดังกล่าว ไปขยายผลต่อการพัฒนาทักษะของเด็กประถมวัย โดยผ่านการใช้เครื่องมือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เพื่อช่วยครูให้สามารถค้นหาเด็กที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ขณะเดียวกันยังเป็นการนำข้อมูลมาใช้ในการสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อสร้างความเข้าใจและร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ให้เด็กเติบโตไปเป็นประชากรของประเทศที่มีคุณภาพ





