นักวิชาการหวั่นผูกขาดทีวีดิจิทัล

นักวิชาการหวั่นผูกขาดทีวีดิจิทัล

นักวิชาการด้านกฎหมาย หวั่นทุนใหญ่ผูกขาดทีวีดิจิทัล กระทบแนวทางแข่งขันเสรี

นางสาวพัฒนาพร โกวพัฒนกิจ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทำงานตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้าประมูลโทรทัศน์ เปิดเผยว่าหากพิจารณาตามมติ บอร์ด กสท. ที่ออกมา 3 แนวทาง ต่อกรณีเอสแอลซีซื้อหุ้นเนชั่น 12.27% ด้วยลักษณะการออกเสียง 2 :2 :1 โดยมีความคิดเห็นขัดแย้งกันเองต่อแนวทางการใช้ประกาศฯ หลักเกณฑ์ประมูลทีวีดิจิทัล ในการกำกับดูแลสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ได้รับใบอนุญาต


ดังนั้น กสทช. จะต้องมาหารือแนวทางการกำกับดูแลตามประกาศฯ ก่อนว่า หลังจากนี้จะใช้หลักเกณฑ์ใด โดยต้องกลับไปดูตั้งแต่เจตนารมณ์การจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล , เงื่อนไขการกำกับสัดส่วนผู้รับใบอนุญาต ผู้มีผลประโยชน์ร่วม และผู้มีอำนาจควบคุม ว่าจะใช้แนวทางใด เพราะหากการกำกับดูแลของ กสท.และ กสทช. ไม่ชัดเจนจะส่งผลต่อผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในอนาคต


อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากประกาศฯ หลักเกณฑ์การประมูลฯ ที่กำหนดเงื่อนไขสำคัญให้ผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล แต่ละประเภท ถือครองได้ 1 ช่อง ,กำหนดให้ผู้ถือใบอนุญาตช่องเอชดี ห้ามถือใบอนุญาตช่องข่าว และกำหนดให้ 1 บริษัท รับใบอนุญาตได้สูงสุด 3 ช่อง จากการประมูลทีวีดิจิทัล 4 ประเภท รวม 24 ช่อง ซึ่งจะทำให้มีผู้รับใบอนุญาตต่ำสุด 14 บริษัท ซึ่งในการประมูลมีผู้ได้รับใบอนุญาตรวม 17 บริษัท โดยมีผู้ถือใบอนุญาตช่องข่าว 7 บริษัท จาก 7 ช่องที่เปิดประมูล


การพิจารณากรณีเอสแอสซี ซื้อหุ้นเนชั่น ที่บอร์ด กสท. เห็นว่าสัดส่วนการถือหุ้น 12.27% สามารถดำเนินการได้ โดยไม่มีมติให้แก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าว หากใช้กรณีนี้ เป็นกรณีตัวอย่างในการกำกับ ในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะเกิดสภาพการผูกขาดสื่อทีวีดิจิทัล จากกลุ่มทุนที่ต้องการเป็นเจ้าของทีวีดิจิทัลจำนวนมาก และส่งผลต่อการแข่งขันเสรีในอุตสาหกรรมสื่อทีวี ที่จะมีผู้เล่นน้อยราย ต่างจากหลักเกณฑ์การประมูลที่ต้องการมีผู้ประกอบการหลายราย


นายปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าการพิจารณากรณีเอสแอลซี ซื้อหุ้นเนชั่น ของบอร์ด กสท. เชื่อว่าจะต้องไปจบที่กระบวนการพิจารณาของศาลเป็นผู้ตัดสินกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งจะใช้เป็นบรรทัดฐานการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในอนาคต


ทั้งนี้ หากพิจารณา มติบอร์ด กสท. ซึ่งสรุปว่าเอสแอลซี ไม่ต้องแก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นเนชั่นดังกล่าว และในอนาคตอาจมีกรณีการซื้อหุ้นของผู้รับใบอนุญาตในทีวีดิจิทัล ประเภทเดียวกัน โดยสัดส่วนอาจทำได้ถึง 25% ตามความเห็นของกรรมการ กสท. ท่านหนึ่ง แนวทางดังกล่าวอาจมองได้ว่า “ไม่มีหลักประกัน” เรื่องความหลากหลายของผู้รับใบอนุญาต ตามที่ประกาศฯ หลักเกณฑ์ประมูลกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนประมูล และมีแนวโน้มจะเกิดการผูกขาดตลาด เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมทีวีต่างประเทศ