วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คณะสงฆ์เล็งรวมตัว12มี.ค. จี้รัฐปกป้องพระพุทธศาสนา

รองอธิการบดี มจร.เผย 12 มี.ค. พระสงฆ์ทั่วประเทศ เตรียมร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ดลใจให้รัฐบาลเข้าแก้ไขปัญหา-ปกป้องพระพุทธศาสนา

 แต่ยังไม่กำหนดสถานที่ชัดเจน รอดูท่าทีรัฐบาล-สนช.ก่อน ด้านคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ส่งหนังสือถึง "เทียนฉาย"คัดค้านออกกฎหมายปกครองสงฆ์ที่ขัดต่อพระธรรมวินัย เพื่อมิให้เกิดสังฆเภทอันเป็นกรรมหนักที่สุดในพระพุทธศาสนา


พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) รองอธิการบดี ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีองค์กรทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง แสดงจุดยืนเดียวกับ สนพ. ในการเรียกร้องให้ยุบคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา


อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการที่ตนและองค์กรทางพระพุทธศาสนาต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวให้ยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา ภายใน 15 วันนั้น หากพบว่ารัฐบาล และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังคงนิ่งเฉย ขอยืนยันว่าจะมีกิจกรรมจากองค์กรทางพระพุทธศาสนาต่างๆ เพิ่มมากขึ้น แม้ยังไม่มีการกำหนดสถานที่ที่ชัดเจนก็ตาม


"ที่สำคัญจะมีพระสงฆ์จำนวนมากมาร่วมเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อดลใจให้รัฐบาลมาร่วมแก้ไขปัญหากับคณะสงฆ์ ในวันที่ 12 มี.ค. ซึ่งครบกำหนดวันตามคำเรียกร้องของสนพ.แน่นอน"


พระเมธีธรรมาจารย์ ยังกล่าวไปถึงพระสงฆ์ทั่วประเทศว่า วันนี้พระพุทธศาสนามีภัย อยากให้ออกมาร่วมกันปกป้องพระพุทธศาสนากับ สนพ. โดยยืนยันว่าจะไม่มีการทำอะไรนอกรีต ไม่มีการทำอะไรที่ผิดพระธรรมวินัยแน่นอน


ขณะที่คณะกรรมการสโมสรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) วิทยาเขตขอนแก่น และคณะกรรมการสภานิสิต มจร. วิทยาเขตขอนแก่น ได้ออกแถลงการณ์ ขอให้ยกเลิกคณะกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยระบุว่า ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป เพราะคณะสงฆ์ก็พยายามเสนอการปฏิรูปโดยการปรับแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์หลายครั้งแล้ว แต่ติดปัญหาทุกครั้ง ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปฯพระพุทธศาสนา ที่เหมือนกับมีวาระซ่อนเร้นที่จ้องจะทำลายคณะสงฆ์ และการปฏิบัติของประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯพระพุทธศาสนา ก็ไม่ได้เป็นไปตามแนวทางที่เคารพต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า จึงกลัวว่าปัญหานี้บานปลาย และคณะสงฆ์แตกแยกยิ่งไปกว่านี้อีก จึงขอแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียกเลิกคณะกรรมการปฏิรูปชุดดังกล่าวตามกรอบเวลาที่ สนพ.กำหนด

ส่วนที่จ.ระนอง เช้าวานนี้ กลุ่มผู้จัดงานของศูนย์กัลยาณมิตรแก้ว ระนอง เครือข่ายวัดพระธรรมกาย ได้ย้ายสถานที่พิธีตักบาตรพระไทย-พม่า 1,000 รูป เพื่อต้อนรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จากบริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ฝั่งขาออกเมืองระนอง มาจัดที่วัดวารีบรรพต ห่างจากจุดที่จัดเดิม กว่า 5 กิโลเมตร โดยมีตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมทั้งทหารเข้าคุ้มกันเข้ม และอำนวยความสะดวกตั้งแต่ประตูทางเข้าวัด จากการตรวจสอบไม่พบกลุ่มผู้คัดค้านมาก่อเหตุหรือสร้างความวุ่นวายแต่อย่างใด


โดยบรรยากาศถนนภายในวัดวารีบรรพต เนืองแน่นไปด้วยพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวพม่ากว่า 3,000 คน แต่กลับไม่มีหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ และผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นมาร่วมงานเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งการจัดพิธีตักบาตรไทย-พม่า ที่จ.ระนองในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 แล้ว โดยพิธีในช่วงเช้า นายวิรัช โกยศิริพงศ์ ประธานฝ่ายฆราวาส จ.ระนอง เป็นผู้กล่าวนำอาราธนาร่วมกับฆราวาสนักธุรกิจ จังหวัดเกาะสอง ประเทศพม่า ฝ่ายคณะสงฆ์ไทย มีพระครูอุปนันทโสภณ เจ้าอาวาสวัดอุปนันทาราม และเป็นเจ้าคณะสงฆ์อำเภอเมืองระนอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ร่วมกับพระอุกันฑะเสวนะ เจ้าคณะสงฆ์ จ.เกาะสอง ประเทศพม่า


ด้านณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ทำหนังสือถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ขอเรียกร้องให้ดำเนินการต่อไปนี้ 1.ในการร่างรัฐธรรมนูญ ขอเรียกร้องให้บัญญัติว่า “การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์” และขอให้แก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตราอื่น ให้บัญญัติตามพระธรรมวินัยว่า “ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา” มิใช่ “ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์”
2.คัดค้านการออกกฎหมายปกครองสงฆ์ที่ขัดต่อพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ดีแล้ว เพื่อมิให้เกิดสังฆเภทอันเป็นกรรมหนักที่สุดในพระพุทธศาสนา โดยหากมีการถวายคืนพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้เป็นของพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์แล้ว การวิ่งเต้นเพื่อต้องการได้ “ยศช้างขุนนางพระ” จะลดน้อยลงไป การจะตั้งองค์กรใดมาควบคุมย่อมไม่สำคัญเท่ากับได้คนดีมาปกครองประเทศ ได้พระดีมาปกครองสังฆมณฑล เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดี ไม่สามารถทำให้พระทุกรูปเป็นพระดีได้ ประเทศไทยมีองค์กรจำนวนมากทั้ง ปปง. ปปช. สตง. ก็ยังไม่สามารถปราบปรามทุจริตคอรรัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการได้ ดังนั้น การเอาองค์กรประเภทนี้เข้ามาก้าวล่วงเรื่องของสงฆ์ซึ่งมีพระธรรมวินัยเป็นองค์แทนของพระศาสดาก็ย่อมสุ่มเสี่ยงจะเกิดปัญหาใหม่ที่บานปลายหนักยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ การที่จะบัญญัติกฎหมายให้เข้าไปตรวจสอบเงินของวัดนั้น ขัดต่อพระธรรมวินัยชัดเจน แม้พระพุทธเจ้าจะบัญญัติมิให้พระภิกษุมีความยินดีในสมบัติเงินทอง แต่ก็บัญญัติให้พระสงฆ์ปกครองกันเอง เช่น สมบัติของสงฆ์ในแต่ละวัดไม่ว่าจะเป็นลหุภัณฑ์หรือครุภัณฑ์ ให้เป็นหน้าที่และเป็นอำนาจของพระวัดนั้น มีสมภารเป็นหัวหน้าเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยข้อนี้ หากพระรูปใดได้ทรัพย์นั้นมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมถูกดำเนินคดีได้ในทันที ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการเข้าไปแทรกแซงทุกวัด ซึ่งเท่ากับก้าวล่วงพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง การจะฉกฉวยจากปัญหาวิกฤติการณ์ในสังฆมณฑล ตั้งฆราวาสมาปกครองสงฆ์นั้น เริ่มต้นแม้จะเป็นความปรารถนา แต่เป็นการเปิดช่องให้พระพุทธศาสนาถึงแก่กาลอวสาน คณะศิษยานุศิษย์ขององค์หลวงตาพระมหาบัวฯ จึงขอยืนยันการคัดค้านดังกล่าว