(รายงาน) กปภ.ลุ้นผันน้ำป้อน3จังหวัดอันดามัน ด้านชะอำห่วงปัญหาน้ำประปาไม่เพียงพอ
การเติบโตทางเศรษฐกิจของสุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และภูเก็ต ส่งผลให้แหล่งน้ำดิบที่ใช้เพื่ออุปโภคบริโภคไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จึงมีแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำดิบสำหรับอุปโภค-บริโภคในระยะยาวให้ภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งยังต้องการสร้างความมั่นคงด้านแหล่งน้ำในพื้นที่ 4 จังหวัดข้างต้น จึงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ทำการศึกษาความเหมาะสมในการลงทุน วางท่อส่งน้ำจากเขื่อนรัชชประภา (สุราษฎร์ธานี) หรือแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง ไปยังภูเก็ต เพื่อใช้ในกิจการประปา ภาคการเกษตรและอื่นๆ
นายจำเนียร เมืองจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรน้ำ กปภ. กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการสรุปผลการศึกษา ทางกปภ.ได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาได้ดำเนินกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำเสนอข้อมูล และความก้าวหน้าการศึกษาความเหมาะสมโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดทำรายงานผลการศึกษา นำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ในการดำเนินโครงการจัดหาแหล่งน้ำดิบ เพื่อการอุปโภค-บริโภค ให้กับจังหวัดในฝั่งอันดามันคือ กระบี่ ภูเก็ต และพังงานั้น กปภ. ได้จัดวางงบประมาณ 30 ล้านบาท ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา 2 ราย คือ บริษัท แอสดีคอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท โปรเกรส เทคโนโลยี คอนซัลแท็นส์ จำกัด เข้ามาทำการศึกษาความเหมาะสมถึงการวางท่อส่งน้ำจากเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี หรือบริเวณใกล้เคียงไปเกาะภูเก็ต เพื่อใช้ในกิจการประปาและอื่นๆ ให้เพียงพอในระยะ 20 ปีข้างหน้า ครอบคลุมความต้องการใช้น้ำของชุมชนตามแนวท่อส่งน้ำในอนาคตที่อาจมีขึ้น โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่ 24 มิ.ย. 2556 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา รวม 420 วัน
รูปแบบของโครงการคือ การวางท่อส่งน้ำดิบขนาด 1.80 เมตร จากเขื่อนรัชชประภาไป ภูเก็ต ระยะทางรวม 400 กิโลเมตร งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งตามเส้นทางของการวางท่อ จะผ่านกระบี่ พังงา เข้าสู่ภูเก็ต โดยจะเป็นการวางท่อไปตามแนวถนนทางหลวงหมายเลข 415 (สุราษฎร์ธานี-พังงา) ทางหลวง หมายเลข 4 (อ.เมืองพังงา และ อ.ตะกั่วทุ่ง) และทางหลวงหมายเลข 402 (พังงา-ภูเก็ต)
ส่วนการวางท่อ ส่งน้ำดิบมี 3 แนวทาง ได้แก่ 1. วางท่อส่งน้ำดิบจากเขื่อนรัชชประภาไปภูเก็ตสำหรับกิจการประปา การเกษตรและอื่นๆ 2. จัดทำระบบผลิตประปาและวางท่อส่งน้ำประปา จากเขื่อนรัชชประภาไปยังภูเก็ต สำหรับการประปาส่วนภูมิภาค 3.วางท่อส่งน้ำดิบจากเขื่อนรัชชประภาไปพังงา และจัดทำระบบผลิตน้ำประปาและวางท่อส่งน้ำประปาจากพังงาไปเกาะภูเก็ต
ขณะที่แผนงานสนับสนุนส่วนอื่นคือ จัดทำสถานีสูบน้ำดิบบริเวณเขื่อนรัชชประภา สูบน้ำโดยท่อส่งน้ำขนาด 1,800 มิลลิเมตร ระยะทาง 15 กิโลเมตร 2.สถานีสูบน้ำดิบบริเวณคลองพุมดวง (สุราษฎร์ธานี) ตั้งอยู่จุดบรรจบคลองพระแสงกับคลองสก สูบน้ำจากท่อขนาด 2,200 มิลลิเมตร จำนวน 2 ท่อ ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ไปยังสระเก็บกักน้ำดิบ สามารถสูบน้ำได้ตลอดทั้งปี แต่ต้องกำหนดเวลาสูบน้ำเพื่อประหยัดพลังงาน
3.สระเก็บกักน้ำดิบ ตั้งอยู่ใกล้สถานีสูบน้ำดิบคลองพุมดวง บริเวณ ต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ความจุเก็บกัก .5 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้พื้นที่ 125 ไร่ 4.สถานีสูบน้ำดิบเพื่อการเกษตรพื้นที่เกษตรกรรม อ.บ้านตาขุน 5.ระบบผลิตน้ำประปา กำลังการผลิต 22,000 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง ใช้พื้นที่ 150 ไร่ สร้างใกล้กับบริเวณสระเก็บกักน้ำดิบ 6.สถานีสูบน้ำประปา ส่งผ่านท่อส่งน้ำขนาด 2,250 มิลลิเมตร ระยะทาง 28 กิโลเมตร ขนาด 2,000 มิลลิเมตร ระยะทาง 24 กิโลเมตร และขนาด 1,800 มิลลิเมตร ระยะทาง 73 กิโลเมตร 7.สถานีเพิ่มแรงดันน้ำ อยู่ห่างจากระบบผลิตประมาณ 94 กิโลเมตร 8.ถังน้ำใส จ.ภูเก็ต ความจุประมาณ 60,000 ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง ใช้พื้นที่ 20 ไร่ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูเก็ต
อย่างไรก็ดี นายไพโรจน์ จันทร์แสงกุล รองนายกเทศมนตรีตำบลพนม อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี กลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของโครงการนี้ เพราะกลัวว่าน้ำในเขื่อนรัชชประภา จะไม่พอต่อการใช้เพื่อการเกษตร และที่สำคัญการกับเก็บน้ำในเขื่อนรัชชประภาไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการผันน้ำไปยังจังหวัดทางฝั่งอันดามัน
"อยากให้กปภ.ไปทบทวนใหม่ ประเด็นที่ต้องพิจารณา 1 ต้นทุนที่สูงเพราะระยะทางการวางท่อ จากเขื่อนรัชชประภาไป ภูเก็ต ผ่าน พังงา กระบี่ ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งจะเกิดปัญหาในเรื่องทำลายสิ่งแวดล้อมได้ และอนาคตเชื่อว่าอาจเกิดปัญหากับระบบชลประทานได้ หากโครงการนี้เกิดขึ้น คำถามก็คือ มั่นใจได้อย่างไรว่าปริมาณน้ำในเขื่อน เพียงพอหล่อเลี้ยงเกษตรกรในสุราษฎร์ธานี และใกล้เคียง นอกเหนือจากการสำรองผลิตกระแสไฟฟ้า ที่สำคัญเขื่อนรัชชประภาถูกออกแบบมา เพื่อผันน้ำให้กับระบบชลประทานในลุ่มน้ำใกล้เคียงเท่านั้น ไม่ใช่การผันข้ามลุ่มน้ำ"นายไพโรจน์ กล่าว
......................
ชะอำห่วงปัญหาน้ำประปาไม่เพียงพอ
นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันเขตเทศบาลเมืองชะอำ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเดินทางทางเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเจริญ ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน จะเห็นว่ามีการก่อสร้างโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท รวมทั้งที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียม เทศบาลเมืองชะอำ จึงให้ความสำคัญกับการวางแผนรองรับด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะน้ำประปา
ที่ผ่านเทศบาลเมืองชะอำได้ใช้งบประมาณ รวม 55 ล้านบาท ขยายสระน้ำดิบ และระบบการผลิตน้ำประปา พร้อมวางท่อประปาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เขตเทศบาล ปัจจุบันการประปาของเทศบาลเมืองชะอำ มีผู้ใช้น้ำประปาจำนวน 10,000 รายเศษ มีโรงผลิตอยู่ 3 แห่ง สามารถผลิตน้ำประปาได้สูงถึง 2,250 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตามแผนจะสามารถรับการขยายตัวของผู้ใช้น้ำประปาได้นานถึง 10 ปี
แต่การที่เมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว ทางเทศบาลจึงมีแผนที่จะศึกษาการใช้น้ำประปา และวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำประปาให้เพียงพอ และเพิ่มท่อแจกจ่ายน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วเขตเทศบาล เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้
"จะเห็นว่าปัจจุบันมีการขออนุญาตก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมสูงถึง 10,000 ยูนิต ซึ่งบางแห่งก่อสร้างเสร็จแล้ว และบางแห่งกำลังก่อสร้างจะทยอยเสร็จในปี 2558 -2559 และคาดว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเมืองชะอำในเรื่องที่อยู่อาศัย และที่พักผ่อนอีกมากมายอีกมากมาย เทศบาลเมืองชะอำ จึงต้องวางแผนรองรับการเติบโตของเมือง โดยเฉพาะในเรื่องของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน" นายนุกูล กล่าว





