วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชาวสวนยางเดือดร้อนหนักวอนรัฐช่วยเหลือ

ชาวสวนยางบุรีรัมย์ เดือดร้อนหนักวอนรัฐช่วยเหลือ รายได้ไม่เพียงพอชำระดอกเบี้ย ธกส.ใกล้จะครบกำหนด

เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่บุรีรัมย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ หลังเกษตรกรเกือบทั้งหมู่บ้านที่มีอาชีพปลูกยาง เดือดร้อนหนักจากผลกระทบราคายางตกต่ำ ทำให้รายได้จากการขายยางไม่เพียงพอชำระดอกเบี้ย ธกส.ที่ใกล้จะครบกำหนด บางรายมีหนี้สะสมกว่าล้าน

เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา บ้านหินเหล็กไฟ ม.1 ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ เกือบทั้งหมู่บ้านกว่า 200 ครัวเรือน กำลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนัก จากผลกระทบราคายางพาราตกต่ำที่ปัจจุบันเหลือเพียงกิโลกรัมละ 45 บาท ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี ทำให้ขณะนี้เกษตรกรมีรายได้จากการขายน้ำยาง หรือยางแผ่นลดลง ไม่เพียงพอที่จะนำไปชำระหนี้ ธกส.ที่กู้ยืมมาลงทุนทำสวนยาง โดยจะครบกำหนดชำระดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมที่ใกล้จะถึงนี้ ทั้งนี้ราคายางที่ตกต่ำนอกจากจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรปลูกยางแล้ว ยังกระทบกับผู้ที่มีอาชีพรับจ้างกรีดยาง ก็มีรายได้ลดลงตามไปด้วย บางรายรายได้ไม่เพียงพอใช้จ่ายในครอบครัว

จนต้องเลิกรับจ้างกรีดยางหันไปทำอาชีพอื่นที่มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัวแทน จากผลกระทบดังกล่าวจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ไม่ให้น้อยกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท จึงจะอยู่รอดได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทาง ธกส.พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางที่กำลังประสบปัญหาเดือดร้อนดังกล่าวด้วย

นางศิริวรรณ พุทธานุ อายุ 52 ปี เกษตรกรบ้านหินเหล็กไฟ ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง บอกว่า ปลูกยางทั้งหมด 60 ไร่ ขณะนี้เปิดกรีดแล้ว 50 ไร่ แต่ละปีจะต้องชำระดอกเบี้ยให้กับ ธกส.ปีละ 150,000 บาท เนื่องจากมีหนี้สินที่กู้ยืมมาลงทุนปลูกยางสะสมอยู่เกือบ 2 ล้านบาท แต่ปีนี้ยังไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปชำระดอกเบี้ยให้กับ ธกส. เนื่องจากราคายางตกต่ำจะใช้จ่ายในครอบครัวก็ยังจะไม่เพียงพอ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางแก้ไขปัญหาราคายางไม่ให้ต่ำกว่า ก.ก.ละ 80 บาท และหามาตรการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับผู้ปลูกยางที่ได้รับผลกระทบด้วย

เช่นเดียวกับนางสำรวย จันทร์นวล อายุ 60 ปี บอกว่า จากราคายางที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเหลือเพียงกิโลกรัมละ 45 บาท ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี จากที่เคยขายได้สูงสุดกิโลกรัมละ 120 บาท จากผลกระทบดังกล่าวก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่ปลูกยางพาราในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก จากเมื่อก่อนเคยมีรายได้จากการขายน้ำยาง ยางแผ่น หรือยางก้อนถ้วยเฉลี่ยเดือนละหลักหมื่นถึงแสนบาท ปัจจุบันเหลือเพียงหลักพันเท่านั้น จากรายได้ที่ลดลงดังกล่าวปีนี้จึงยังไม่รู้จะเงินที่ไหนไปชำระหนี้ให้กับ ธกส. ซึ่งตนเองมีหนี้ ธกส.อยู่กว่า 200,000 บาท และจะครบกำหนดชำระดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนไปจ่ายดอกเบี้ย จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรด้วย