วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทนายความร้องถูกตร.ระดับผกก.ข่มขู่

สภาทนายความฯตรังร้องสตช. ตรวจสอบพฤติกรรมตร.ระดับผกก.ข่มขู่หลังรับเป็นทนายให้ชาวบ้านเกาะลิบงกรณีที่ดินทำกิน

นายสุพัฒน์ แก้วเกื้อ ประธานสภาทนายความจังหวัดตรัง พร้อมด้วยนายชัยพร ชุเสน ทนายความ อายุ 49 ปี และทนายความในจังหวัดตรังรวมประมาณ 30 คน ได้ร่วมกันแถลงข่าวประณามนายตำรวจระดับผู้กำกับการนายหนึ่งว่ากระทำการข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ทนายความของนายชัยพร ชูเสน และข่มขู่คุกคามชาวบ้านตำบลเกาะลิบง ซึ่งเป็นลูกความของนายชัยพรหลังมีปัญหากันเรื่องการแย่งที่ดินทำกิน พร้อมเรียกร้องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายตำรวจคนดังกล่าว และเตรียมทำหนังสือร้องเรียนไปยังคสช., สภาทนายความแห่งประเทศไทย และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น

นายชัยพร กล่าวว่า ตนเองถูกนายตำรวจคนดังกล่าวคุกคามข่มขู่มุ่งร้ายแก่ชีวิต เมื่อเวลา 14.28 น.ของวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายตำรวจคนดังกล่าวโทรฯพูดข่มขู่คุกคามว่า “ไอ้ทนายชัยพรใช่มั๊ย กูซื้อที่ดินเกาะลิบงห้าปีแล้ว ยังไม่ได้ที่ดิน มึงจะค้านไปถึงไหน มึงต้องเจอกับกู แล้วมึงจะได้เจอกูแน่” ซึ่งหลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ห้วยยอดแล้ว

นายชัยพร กล่าว่า ตนเองไม่ได้ถูกข่มขู่คุกคามเอาชีวิตเป็นรายแรก แต่มีลูกความของตนเองจำนวน 3 คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องที่ดินผกก.คนดังกล่าวก็ถูกผกก.คนดังกล่าวพร้อมชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คน เข้าไปข่มขู่คุกคามถึงที่ดินบนเกาะลิบง และยังมีการส่งคนเข้าไปกรีดยางพาราของชาวบ้านรายดังกล่าวด้วย โดยชาวบ้านได้ถ่ายบันทึกภาพเก็บไว้ได้

นายชัยพร กล่าวอีกว่า ข้าราชการตำรวจมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน แต่การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและขัดต่อเจตนารมณ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) ที่มุ่งเน้นให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนแต่กลับมามีพฤติกรรมกระทำผิดเสียเอง

นายชัยพร กล่าวว่า สาเหตุที่ตนเองถูกข่มขู่เนื่องจากตนเองรับเป็นทนายความและรับเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับ นางส้าเดี๊ยะ รงค์รัตน์ ,นายประหยัก รงค์รัตน์และนางวัดยะ หนูเหมือน ราษฎรซึ่งมีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ 17 ไร่เศษ บนเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง

ซึ่งได้ถูกผกก.คนดังกล่าวข่มขู่จะเอาที่ดินของราษฎรทั้งสามคน โดยอ้าง นส.3 ก.เลขที่ 207 ที่ได้มาจากการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ด้วยการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดหมายขับไล่ราษฎรทั้งสามให้ออกจากที่ดินมาครั้งหนึ่งแล้ว

โดยราษฎรทั้งสามได้แต่งตั้งตนเองเป็นทนายความยื่นคำคัดค้านการบังคับคดีต่อศาลจังหวัดตรัง และศาลจังหวัดตรังได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง เข้าไปทำการรังวัดที่ดิน

โดยปรากฏหลักฐานชัดว่า ที่ดินของราษฎรทั้งสามคนแปลงดังกล่าวเป็นคนละแปลงกับที่ดิน นส. 3 ก.เลขที่ 207 และ ผกก.คนดังกล่าวก็ยอมรับความจริงตามที่เจ้าพนักงานที่ดินแถลงต่อศาลและยอมรับว่าการปิดหมายบังคับคดีในที่ดินของราษฎรทั้งสามไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง จึงยินยอมให้เพิกถอนการบังคับคดีในที่ดินของราษฎรทั้งสามตั้งแต่นั้นมา

ทำให้ราษฎรทั้งสามจึงได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา จากนั้นนายตร.ใหญ่จึงได้ไปบังคับคดีขับไล่กับราษฎรอีกรายหนึ่งที่ครอบครองทำกินบนที่ดินแปลงที่อยู่ใกล้กัน แต่สุดท้ายก็ยอมยื่นแถลงการณ์ปิดคดี อ้างว่าการขับไล่หรือฟ้องคดีกับราษฎรรายนั้น เพื่อให้ออกจากที่ดินแปลงนั้น เป็นการหลงผิด และขอให้ศาลกลับไปดำเนินคดีการบังคับคดีกับราษฎรทั้งสาม อีกครั้ง ทั้งๆที่คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท

ทั้งนี้นายชัยพรยังได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 และพร้อมจะร้องเรียนต่อ คสช.ต่อสภาทนายความแห่งประเทศไทย และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งขาติ โดยแนบเอกสารหลักฐาน เช่น สำเนาภาพถ่ายชายฉกรรจ์ การใช้โทรศัพท์ทื่ถูกนายตำรวจคนดังกล่าวโทรเข้าข่มขู่ และเอกสารสมุดโทรศัพท์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเรียกร้องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงพฤติกรรมของนายตำรวจในสังกัด

นายสุพัฒน์ แก้วเกื้อ ประธานสภาทนายความจังหวัดตรัง กล่าวว่า พร้อมจะดูแลเรื่องนี้ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และพร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ เพื่อขอสัมภาษณ์ บิ๊กตร.สถานีตำรวจภูธรกงหรา จ.พัทลุง หลายครั้งแต่ไม่มีคนรับสาย