ศาลทหารสอบปากคำ26จำเลย คดีขอนแก่นโมเดลนัดแรก ทนายความยันปฏิเสธทุกข้อหา พร้อมหาทางผลักดันให้คดีไปสู่ศาลพลเรือน
ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทรขอนแก่น ได้มีการนำผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล จำนวน 26 คน โดยศาลได้นัดพร้อมและสอบคำให้การจำเลย ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีครั้งแรกโดยเป็นการนัดถามคำให้การ โดยมีญาติมาคอยให้กำลังใจจำนวนมาก
หลังจากที่รถจากเรือนจำเข้ามาจอดที่บริเวณทางเข้าอาคารศาล ผู้มารอรับต่างวิ่งเข้าไปกอดพร้อมกับร่ำไห้ด้วยความดีใจ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่ตะโกนด้วยความคึกคะนองและอารมณ์โกรธว่า เพื่อประชาธิปไตย
จนกระทั่งได้นำผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าไปในศาล เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าไปร่วมรับฟัง ให้เพียงองค์กรสิทธิมนุษยชนและทนายความเท่านั้น ญาติจึงได้กระจายมานั่งรอตามซุ้มข้างอาคารและเต็นท์ที่ทนายจากกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.) จัดเตรียมมา
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.) เปิดเผยว่า ทุกคนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เพราะไม่มีพยานหลักฐาน กระบวนการในการสอบสวนเป็นเวลาที่สั้นมาก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องเรื่องพยานหลักฐาน ยืนยันมาโดยตลอดว่าข้อกล่าวหารุนแรงมาก แต่เมื่อเข้าสู่ศาลทหารแล้วก็จะต่อสู้ตามกระบวนการ ขอยืนยันตามเจตนารมณ์ว่า จะทำให้คดีนี้กลับสู่ศาลพลเรือนให้ได้ เพราะไม่มั่นใจกระบวนการพิจารณาเพียงศาลเดียว แม้จะเป็นกฎอัยการศึกก็ตาม และภาวะในปัจจุบันก็เป็นภาวะปกติแล้ว
น.ส.วาสนา แงมชัยภูมิ ภรรยาผู้ต้องหาคนหนึ่ง เปิดเผยว่า เคยมาเยี่ยมสามีที่เรือนจำ 3 ครั้งและที่ศาล 7 ครั้งรวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 รอความหวังที่สามีจะออกมาได้อยู่กับครอบครัว ตอนนี้ครอบครัวลำบากมาก เพราะสามีเป็นหลักแม้ว่าจะทำงานรับจ้างแต่มีรายได้วันละ 500 บาท ยังมีลูกสาวอายุ 5 ขวบ พ่อ แม่ของสามีก็กำลังป่วย ที่สำคัญเชื่อว่าสามีไม่มีส่วนรู้เห็นแค่ถูกชวนจากเพื่อนบ้านว่า ให้รับจ้างไปขนถังทำปุ๋ยชีวภาพเท่านั้น
ทั้งนี้กรณีจับกุมผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ค.57 หลังรัฐประหาร 1 วัน มีการจับกุมตัวผู้ต้องหา 22 รายที่อพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง ในตัวเมืองขอนแก่น ขณะอยู่ในห้องประชุม 2 ห้อง ห้องหนึ่งมีผู้ประชุม 10 คน อีกห้องมีคนอยู่ 9 คน และการจับกุมยังรวมไปถึงอีกห้องที่มีคนพักอาศัยอยู่ 2 คน การตรวจค้นเบื้องต้นทั้งหมดไม่มีอาวุธสงครามพกติดตัว ส่วนที่เหลืออีก 4 รายมีการทยอยจับกุมในภายหลัง ในคำฟ้องขอฝากขังผลัดที่ 1 ระบุว่าหลังจากตรวจค้นรถพบว่าพบอาวุธในรถบางคัน เช่น ระเบิดขว้าง 3 ลูก ระเบิดควัน 1 ลูก ขวาน 1 เล่ม เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 161 นัด กระสุนปืนขนาด 11 มม.จำนวน 73 นัด อาวุธพกขนาด 9 มม. 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 8 นัด ถึงแก๊ส 1 ถัง เสื้อเกราะอ่อน 1 ตัว
สำหรับข้อกล่าวหาที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 23 ได้ยื่นฟ้องกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 26 คน คือ (1)ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง (2)ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สินให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายหรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย หรือรู้ว่าจะมีผู้ก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ (3)เป็นซ่องโจร (4)มีและร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย (5)มีอาวุธ เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (6)พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควร (7)มีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาต (8)มีเครื่องยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และ(9)มีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อัตราโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต และวันนี้ศาลได้นัดพร้อมและสอบคำให้การจำเลย
ทั้งหมดถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร 7 วัน จากนั้นถูกฝากขังจนครบ 7 ผลัดที่เรือนจำขอนแก่น อัยการทหารยื่นฟ้องในวันนี้ ในจำนวนนี้มีผู้หญิง 2 ราย ผู้ต้องหาส่วนใหญ่อายุ 50-60 ปี และอายุสูงสุดคือ 72 ปี หลายรายมีโรคประจำตัวเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ เก๊าต์ ผู้ต้องหามีหลากหลายอาชีพตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน เกษตรกร คนทำเครื่องจักรสาน คนขายไม้กวาด คนขายอาหาร ช่างเคาะพ่นสีรถยนต์ นักการเมืองท้องถิ่น พ่อค้าขายปลา ทำธุรกิจให้เช่าเครื่องเสียง โดยมี จ.ส.ต.ประทิน จันทร์เกศ พนักงานรักษาความปลอดภัยของธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาขอนแก่น ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1
ส่วนแผนการของขอนแก่นโมเดลนี้น พล.ต.ธวัช สุกปลั่ง รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ว่า แผนขอนแก่นโมเดลนั้น แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1.ระดมมวลชนให้มากที่สุด 2. เจรจาปลดอาวุธเจ้าหน้าที่ 3. เจรจาเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร 4. ทำลายสถาบันการเงินและนำเงินมาแจกจ่ายให้ประชาชน (ปฏิบัติการโรบินฮูด) “ทั่วปฐพีหนี้เป็นศูนย์” ซึ่งหากกลุ่มผู้ไม่หวังดีก่อเหตุที่ จ.ขอนแก่น สำเร็จ อาจมีการก่อเหตุที่ภาคเหนือ การจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาได้ ทำให้แผนการก่อเหตุต่างๆ หยุดชะงัก





