นศ.หนุ่มถูกพาดพิงคดีฆ่าฝรั่งบนเกาะเต่า เปิดตัวยันบริสุทธิ์ ขอความเป็นธรรมจากสังคมไม่ให้ปรักปรำ โต้สื่อบิดเบือน
นายเอ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกสื่อบางแขนงตีข่าวว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 ราย บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ได้เดินทางมาพร้อมกับมารดา และนายอรรถกรณ์ อ้นอาจ ทนายความ เพื่อพบกับสื่อมวลชนประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากต้องการแสดงตัวในความบริสุทธิ์ และชี้แจงข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชน เนื่องจากที่ผ่านมาถูกกระแสสังคม และสื่อบางสำนักพิพากษาให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยจนเกิดความเสียหายทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและสภาพทางจิตใจ โดยได้นำหลักฐานซึ่งเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในหอพัก และเอกสารการเข้าเรียนมายืนยัน รวมทั้งนำหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เสนอข่าวพาดหัวขึ้นหน้าหนึ่งทำให้เสื่อมเสียมาแสดงให้สื่อมวลชนดูด้วย
นายอรรถกรณ์ กล่าวว่า จากกรณีที่มีคดีฆาตรกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 รายบนเกาะเต่าจนเป็นข่าวโด่งดัง ซึ่งเหตุเกิดในช่วงเช้ามืดวันที่ 15 ก.ย. จากนั้นสื่อทุกแขนงได้นำเสนอความคืบหน้าของคดี กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปิดเผยความคืบหน้าว่ารู้ตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งกบดานอยู่ที่กรุงเทพฯ จนมีการนำเสนอผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ว่า ล่าตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งจริงๆ แล้วนายเอ ที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้หลบหนี ไม่ได้กบดาน แต่เรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ การเสนอข่าวที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เกิดความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก
นายอรรถกรณ์ กล่าวอีกว่า เรามีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ในวันเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น นายเอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น เพราะมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่หอพัก ไล่เลียงดับดับวันเวลาตั้งแต่วันที่ 13 -15 ก.ย.ได้ชัดเจน พร้อมกันนี้ยังมีคณะอาจารย์ผู้สอนสามารถยืนยันได้ว่านายเอ เรียนหนังสืออยู่ โดยมีเอกสารการเข้าเรียนอย่างชัดเจน จึงต้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชนนำเสนอให้สังคนรับรู้และเข้าใจ พร้อมกับเลิกพิพากษาไปเองโดยไม่มีมูลความจริง
“จริงๆน้องเขาไม่ได้หนี ยังเรียนหนังสือ ข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างชัดเจน จนต้องขาดเรียน ที่สำคัญถูกสังคมออนไลน์นำเรื่องนี้ไปพูดถึงแล้วกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่า ใช้คำหยาบคายด่าทอถึงบุพการี และน้องก็ไม่ได้หนีไปไหน พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หมด แต่ที่ไม่ได้มาพบตำรวจก็เพราะยังไม่มีหมายเรียกมีการเชิญตัวอะไรทั้งสิ้น ถ้ามีมาเป็นขั้นตอนก็พร้อมจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ ที่มาในวันนี้ก็เพราะทนรับไม่ได้ที่ต้องถูกสังคมพิพากษา ถูกสื่อเสนอข่าวบิดเบือน จึงต้องมาเปิดเผยตัวกับสื่อว่า ไม่ได้หนีไปไหน และชี้แจงกับสื่อให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงแล้วขอความกรุณาสื่อนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ข้อเม็จจริง เลิกใส่ร้ายปรักปรำในตัวเขา เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ มีสภาพจิตใจปกติ เรียนหนังสือต่อไปได้” นายอรรถกรณ์ กล่าว
ด้านนายเอ กล่าวว่า ข่าวที่เกิดขึ้นกับตัวเองทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง ถูกสังคมด่า ประนาม กล่าวหาว่าเป็นฆาตรกร โดยเฉพาะสังคมอนนไลน์อย่าง เฟชบุ๊ค และอินสตราแกรม ถูกกระหน่ำด่าต่างๆนานา ด่าถึงมารดา ทำให้รับไม่ได้ ข่าวที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกกลัว เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรในคดีที่เกิดขึ้น แต่มาถูกปรักปรำ ทำให้ต้องขาดเรียนไป 3-4 วัน ผลกระทบเรื่องการเรียนแน่นอนว่าเรียนไม่ทัน มีงานที่ต้องทำส่งอาจารย์ที่สอนอีก และอีกไม่กี่วันก็จะสอบแล้ว
“เรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อนผม อาจารย์ที่สอน ก็เข้าใจดีและสามารถเป็นพยานยืนยันได้ว่า ผมบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้อง แต่คนอื่น คนในสังคม รวมทั้งสื่อไม่เข้าใจ พอข่าวเสนอไปว่าผมเป็นผู้ต้องสงสัย ในโลกออนไลน์ก็ว่าผมเป็นคนฆ่าแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ ผมรู้สึกเสียใจ สภาพจิตใจผมแย่ ยิ่งมาด่าถึงแม่ ใช้คำหยาบคายกับแม่ผม ผมทนไม่ได้ โทรปรึกษาแม่ตลอด ทนไม่ได้จึงต้องออกมาพบกับสื่อเพื่อชี้แจงให้ข้อเท็จจริงในวันนี้(30 ก.ย.) และขอให้เลิกปรักปรำผมได้แล้ว อยากได้รับการขอโทษจากสื่อที่เสนอข่าวบิดเบือน อยากได้คำขอโทษจากสังคม และสังคมออนไลน์ต่างๆ ถ้าตำรวจอยากสอบ อยากให้ตรวจดีเอ็นเอก็พร้อม แต่ให้ทำเป็นขั้นตอนมา จู่ๆจะให้ไปเองมันเป็นไปไม่ได้ ผมขอให้สังคมให้ความเป็นธรรมกับผมบ้าง” นายเอ กล่าวย้ำ
นายอรรถกรณ์ กล่าวเสริมด้วยว่า เบื้องต้นนายเอ กับครอบครัวเพียงแค่ต้องการชี้แจงให้สังคมเข้าใจในความบริสุทธิ์ ขอความเป็นธรรมจากสังคมไม่ให้ปรักปรำ ซึ่งยังไม่มีความคิดที่จะดำเนินการเอาผิด หรือฟ้องร้องกับผู้ที่พาดพิง รวมทั้งสื่อที่พาดพิงให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทางครอบครัวจะได้ปรึกษาหารือกันต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะถ้ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ความถูกต้องอาจจะมีการดำเนินการฟ้องร้องหมิ่นประมาท เนื่องจากมีพยานหลักฐานแสดงถึงความบริสุทธิ์ชัดเจน ตรวจสอบได้





