วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กอบกาญจน์'ลุยเกาะเต่าจัดโซนปาร์ตี้นทท.

"กอบกาญจน์"ลงพื้นที่เกาะเต่า สร้างความมั่นใจแก่นทท. ผุดไอเดีย"ริสต์แบนด์"ระบุที่พักให้นักท่องเที่ยวสวมใส่

ตั้งศูนย์ตำรวจท่องเที่ยว ติดกล้องวงจรปิดทั่วเกาะ พร้อมเตรียมจัดโซนลดปาร์ตี้หนุนภาพกรีนไอซ์แลนด์

เหตุการณ์ฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะกำชับด้วยตัวเอง พร้อมมอบหมายให้ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเอง แต่ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับคนร้ายที่ก่อเหตุได้ ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบพอสมควร

เมื่อวานนี้(28 ก.ย.) นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนใน ต.เกาะเต่า เพื่อติดตามและรับฟังปัญหาหลังเกิดคดีฆ่าโหด 2 นักท่องเที่ยว อีกทั้งยังได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี บรรยายสรุป

นายฉัตรป้อง กล่าวว่า ปัญหาของเกาะเต่ามีข้อจำกัดของพื้นที่หลายอย่าง จึงขอเสนอให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วทั้งเกาะ และขอให้จัดตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานและขอเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าด้วย

ด้านนางกอบกาญจน์ กล่าวภายหลังว่า ได้มีการพูดคุยร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาด้านการท่องเที่ยวกับหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจเอกชน โดยในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้เตรียมประเด็นหลักนำเสนอใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การเข้าสร้างความมั่นใจในการสื่อสารสร้างความชัดเจนให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต และสังคมที่ติดตามข่าวสารได้ทราบถึงกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่แท้จริงซึ่งเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้เกิดข่าวสารที่สับสนที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์เหมือนที่ผ่านมา

2.ประเด็นสำคัญในเรื่องการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดในอนาคต ในภาวะที่ทั้งเกาะเต่า เกาะสมุย และเกาพงัน มีนักท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว จนโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างอาจจะไม่ทันรองรับ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลความปลอดภัยและระบบคมนาคมขนส่ง ดังนั้นจึงเตรียมการให้เพิ่มประสิทธิภาพในหลายด้าน ได้แก่ การพิจารณาจัดตั้งสถานีตำรวจถาวร หรือตั้งศูนย์ตำรวจท่องเที่ยว เพื่อรองรับกำลังตำรวจที่จะเพิ่มจาก 10 นายเป็น 50 นาย รวมถึงการเพิ่มอาสาสมัครชุมชนซึ่งได้มาจากการอบรมคนในพื้นที่เพื่อช่วยสอดส่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ได้มีการเสนอให้จัดทำสายรัดข้อมือ (ริสต์แบนด์) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีการระบุโรงแรมที่พักไว้ เพราะเข้าใจว่านักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งอาจจะมีการดื่มแอลกอฮอล์สังสรรค์ในยามค่ำคืนและอาจเกิดปัญหามึนเมา ดังนั้นหากมีการระบุที่พักไว้ จะทำให้อาสาสมัครท่องเที่ยวช่วยนำส่งถึงที่พักอย่างปลอดภัยได้ พร้อมกับการจัดทำคู่มือนักท่องเที่ยวเฉพาะเกาะเต่า จากเดิมที่มีข้อแนะนำทั่วประเทศ ไม่ได้เจาะจงรายพื้นที่ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ทราบถึงลักษณะเฉพาะของการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีหลายข้อปฏิบัติที่พึงระวัง

ขณะที่ด้านการเตรียมพร้อมรับอุบัติเหตุนั้น ยอมรับว่าควรจะมีการเพิ่มอัตรารถขนส่งผู้บาดเจ็บให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เร็วกว่านี้ เนื่องจากระยะห่างของเกาะเต่าที่ต้องนั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมงจึงค่อนข้างเป็นอุปสรรค จึงเสนอให้มีการเพิ่มอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วย รวมถึงอาจพิจารณาให้เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจท่องเที่ยวที่มีอยู่ 2 ลำทั่วประเทศประจำที่พัทยา 1 ลำ และที่บริเวณเกาะฝั่งอ่าวไทยอีก 1 ลำ ซึ่งเป็นแผนคู่ขนานไปกับส่วนท้องที่ที่มีแผนจะสร้างโรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่ขาดงบประมาณอีกเล็กน้อย

พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ จะสมทบงบประมาณ 4 ล้านบาทในการติดตั้งกล้องซีซีทีวี โดยจะหารือกับท้องถิ่นถึงการเร่งติดตั้งในจุดที่จำเป็นก่อน รวมถึงการเพิ่มไฟส่องสว่างในจุดที่ควรมีด้วย พร้อมกับเสนอให้มีการพัฒนาท่าเรือให้รองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นได้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดและอาจจะเป็นต้นเหตุสร้างความอันตรายในการเดินทาง

เล็งจัดโซนลดปาร์ตี้หนุนภาพกรีนไอซ์แลนด์

ด้านนางกอบกาญจน์ กล่าวว่า เรื่องสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ได้หารือกับผู้ประกอบการเอกชน คือ การวางจุดยืนของเกาะเต่าให้มีเอกลักษณ์ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าควรเป็นกรีนไอซ์แลนด์ เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเกาะเต่าเพราะเรื่องธรรมชาติที่สวยงาม แต่ที่ผ่านมาบนเกาะยังมีการจัดปาร์ตี้กระจายรอบเกาะทุกคืน ซึ่งอาจจะตอบสนองนักท่องเที่ยวได้กลุ่มหนึ่ง แต่ก็เป็นปัญหาเรื่องเสียงดังรบกวนทั่วทั้งเกาะเช่นกัน ดังนั้น ในขั้นต่อไปหากเอกชนในพื้นที่เห็นในทิศทางเดียวกัน อาจจะมีการจัดโซนนิ่งหรือกำหนดเวลาในการจัดปาร์ตี้ และจะทำร่วมไปกับการสร้างระบบดูแลสิ่งแวดล้อม อื่นๆ อาทิ ระบบกำจัดขยะและน้ำเสีย เป็นต้น

ด้าน พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เปิดเผย ว่า ด้านคดีมีความคืบหน้าไปมากพอสมควร และใกล้จะถึงตัวคนร้ายแล้ว โดยขณะนี้รอผลตรวจดีเอ็นเอ หากตรงกันก็จะสามารถสาวถึงตัวคนร้ายได้ทันที โดยเจ้าหน้าที่ตีวงแคบเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าผู้ต้องสงสัยเป็นใคร มีไม่ต่ำกว่า 3 คน ทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าว