สุรินทร์แนะไทยเร่งดันภาคเอกชน ปรับกระบวนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมรับอาเซียน
“สุรินทร์”แนะไทยเร่งดันภาคเอกชน ออกไปหาประโยชน์ในอาเซียน จับกลุ่มคนชั้นกลางที่จะมีกว่า 400 ล้านคนในปี 2573 หลังอาเซียนเริ่มมีบทบาทในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ชี้ไทยต้องปรับกระบวนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมไทยทั้ง อาหาร ท่องเที่ยวและยานยนต์
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (FIT) อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถาพิเศษ “เดินหน้าประเทศไทยในตลาดโลก” ในงานสัมมนา “SCB Investment Symposium 2014 : Change Rising ที่จัดโดยธนาคารไทยพาณิชย์ว่า ในขณะนี้ที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว อาเซียน+6 จะต้องกำหนดจุดยืนในการเป็นแกนหลักที่จะผลักดันเศรษฐกิจโลกด้วยประชากรกว่า 3,000 ล้านคนด้วยกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายที่ชัดเจนและฉกฉวยประโยชน์จากโอกาสที่จะเกิดขึ้นในการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน
ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) มีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 อาเซียน 10 ประเทศจะมีประชากร 700 ล้านคนและมีสัดส่วนของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านคน หรือกว่า 60% ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีวิถีชีวิตที่มีรสนิยมพิเศษ จึงเป็นตลาดที่ทั่วโลกจับตามองดังนั้นภาคธุรกิจควรเร่งมองหาประโยชน์จากตลาดดังกล่าว เป็นการเตรียมตัวเพื่ออนาคต
อย่างไรก็ตามในแง่ความสามารถทางการแข่งขันยังถือเป็นปัญหาของประเทศไทย แม้ว่าในขณะนี้อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปรวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังเป็นจุดแข็งของประเทศ แต่ต้องมีการปรับปรุงการจัดการให้มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของไทยสู้ได้ทั่วโลก แต่เราต้องเพิ่มความสามารถในการผลิต ประชานิยมให้น้อย การช่วยเหลือชาวนาต้องนำเทคโนโลยีเข้าไปให้ มีกระบวนการจัดการผลิตเก็บเกี่ยวไม่ให้เกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับแรงงานต่างชาติน้อยเกินไปทั้งที่แรงงานต่างชาติถือเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตที่สำคัญแต่ยังไม่มีการจัดการหรือเตรียมการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจนกลายเป็นประเด็นให้ต่างชาติมาว่าเราเอาเปรียบแรงงานต่างด้าว หรือปัญหาค้ามนุษย์และแรงงานที่กระทบกับภาพพจน์ซึ่งเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสนใจและแก้ปัญหาดังกล่าว
ขณะที่การจัดการของภาคท่องเที่ยวนั้นจะต้องพิจารณาความต้องการที่เปลี่ยนไป ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากจะรักษาคุณภาพการให้บริการแล้วยังต้องหาทางเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่จะเชื่อมต่อการท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนจากเดิมที่รอรับนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์แม้ไทยจะเสียอันดับหนึ่งให้กับอินโดนีเซียไปแล้ว และมีโอกาสที่ตลาดในอินโดนีเซียจะเติบโตได้อีกมากจากจำนวนประชากรกว่า 245 ล้านคนและยังมีจำนวนครัวเรือนที่มีรถยนต์ไม่มากเท่าไทย แต่ในแง่กำลังการผลิตของไทยยังสูงกว่า จึงควรพัฒนาเทคโนโลยีโดยรวมกับผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศเพื่อรักษาตลาดเอาไว้
ที่ผ่านมาการกลุ่มประเทศอาเซียนมีสัดส่วนค้าระหว่างกันเพียง 24% ของมูลค่าการค้าของอาเซียนไปทั่วโลกที่มี 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับการค้ากันเองระหว่างประเทศในกลุ่มยุโรปที่ค้ากันเอง 87% ซึ่งภาครัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) บีโอไอ หรือธนาคารพาณิชย์ควรปรับมีบทบาทในการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ออกไปขยายตลาดในต่างประเทศเพื่อได้ประโยชน์ตจจากอาเซียน
หลังจากวิกฤติการเงินโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค โดยอาเซียนมีบทบาทกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ในปี 2556 มีเม็ดเงินลงทุนในอาเซียน 1.22 แสนล้านดอลลาร์ เป็นเม็ดเงินจากยุโรป 22% ญี่ปุ่น 16% แต่กลับมีเม็ดเงินที่เข้าสู่ประเทศไทยในสัดส่วนที่น้อยกว่าขนาดเศรษฐกิจไทยที่ถือเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของอาเซียน
สาเหตุหลักมาจากต้นทุนที่สูงโดยเฉพาะต้นทุนทางด้านภาษีทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลไปสิงคโปร์ ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องเร่งทำก็คือระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและมีกรอบป้องกันการเมืองให้มากกว่านี้ ปรับระบบการศึกษาและความสามารถทางด้านภาษาของคนในชาติ ลงทุนในการพัฒนางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ยังมีปัญหาอยู่
นายสุรินทร์ยังกล่าวถึงปัญหากลุ่มรัฐอิสลามหรือ ไอซิส ว่าเป็นปัญหาของโลกและยังมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะสร้างความระส่ำระสายหรือมีผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงให้กับภูมิภาคและผลต่อเศรษฐกิจด้วย ซึ่งหลายประเทศต้องการแก้ปัญหาความรุนแรงดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้เห็นทางที่ของกลุ่มอาเซียนที่ประชากรกว่า 50% เป็นชาวมุสลิม





