ชาวบ้านเกาะลิบง นำผู้สื่อข่าวตรวจสอบแนวเขตสวนยางพาราที่ถูกนายทุนออกนส.3ก.ทับที่ทำกินของราษฎร เนื้อที่รวม250ไร่
ชาวบ้านเกาะลิบงที่ถูกนายทุนออก นส.3 ก.ทับที่ดินทำกิน นำผู้สื่อข่าวตรวจสอบแนวเขตสวนยางพาราที่ถูกนายทุนขุดบ่อเลี้ยงกุ้งกินเนื้อที่เข้ามาในสวนยางและออก นส.3 ก.ทับที่ทำกินของราษฎรจำนวน 28 ครัวเรือน เนื้อที่รวม 250 ไร่ บ้านพักอาศัย 7 หลังคาเรือน
วันที่ 22 ก.ย.57 ชาวบ้านบ้านสุไหงบาตู ม.8 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง และชาวบ้านมดตะนอย ม.3 ซึ่งมีพื้นที่อยู่ติดกัน นัดรวมตัวกันที่มัสยิดบ้านสุไหงบาตู เพื่อนำเอกสารการถือครองที่ดิน ภบท.5 และใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีที่ดินอย่างถูกต้องกับทาง อบต.เกาะลิบงมาแสดงให้ผู้สื่อข่าวตรวจสอบ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้ง หลังจากถูกบริษัท ธุรกิจฟาร์มกุ้ง จำกัด ออกเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก.จำนวน 12 แปลง เนื้อที่กว่า 400 ไร่ เพื่อเอาไปทำนากุ้ง โดยเกือบครึ่งของเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวออกทับที่ดินทำกินของชาวบ้านจากทั้ง 2 หมู่บ้าน จำนวน 28 ครัวเรือน รวมเนื้อที่กว่า 246 ไร่
และส่วนที่เป็นบ้านเรือนอาศัยจำนวน 7 หลัง ซึ่งชาวบ้านอยู่อาศัยทำกินมานานหลายชั่วอายุคน และมีเอกสารหลักฐานเป็นหนังสือสำคัญ ภบท.5 ที่ได้ทำการเสียภาษีกับ อบต.เกาะลิบงเป็นประจำทุกปีมาแสดง โดยก่อนหน้านี้ได้ร้องเรียนไปยังอำเภอกันตัง และอำเภอกันตังแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเข้ามาทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว แต่ทางตัวแทนบริษัทไม่สามารถชี้ยืนยันแนวเขตการถือครองที่ดินแต่ละแปลงได้ ซึ่งขณะนี้ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ยังไม่ได้ข้อสรุป ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทำให้ชาวบ้านเกิดความวิตกกังวล
ทั้งนี้ ชาวบ้านทั้งหมดได้นำผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบที่ดินของตนเองถูกนายทุนออก นส.3 ก ทับ เพื่อยืนยันว่าที่ดินแต่ละแปลงปู่ ย่า ตา ยาย อยู่อาศัยและทำกินมาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งตกมาเป็นลูกหลานในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน รวมทั้งบ้านพักอาศัย ทั้งนี้ พบว่าพื้นที่ที่นายทุนอ้างสิทธิ์ตาม นส.3 ก.และได้ใช้เครื่องจักรกลขุดทำบ่อเลี้ยงกุ้งและไถปรับพื้นที่แล้วนั้น
นอกจากส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนแล้ว ยังกินพื้นที่สวนยางพาราของชาวบ้านเข้ามาแล้วจำนวนมาก ขณะที่พื้นที่การถือครองจริงที่นายทุนอ้างสิทธิ์ตาม นส.3 ก.นั้น คะเนจากจุดที่ได้ขุดทิ้งไว้ไปจนถึงถนนใหญ่เข้าหมู่บ้านรวมระยะทางกว่า 1.5 กม. พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ถูกออกนส.3 ก ทับเป็นทั้งพื้นที่สวนยางพาราที่ชาวบ้านกรีดน้ำยางขายเลี้ยงครอบครัว บางแปลงลำต้นแก่ขนาดเท่าคนโอบ รวมทั้งสวนยางพาราที่เพิ่งปลูกใหม่อายุ 2 ปีเศษ ซึ่งได้รับทุนสงเคราะห์จากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น
นางหลงมินะ สุอาหลำ อายุ 55 ปี ราษฎรที่กำลังได้รับความเดือดร้อน กล่าวว่า ทับที่สวนยางพาราของตนเองจำนวน 3 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 15 ไร่ โดย 2 แปลงอายุประมาณ 30 ปี ส่วนอีก 1 แปลง เพิ่งไถปรับพื้นที่ขอทุนสงเคราะห์เพื่อปลูกใหม่ทดแทนแล้ว
นางวิไลพร แสงรุ่งเรือง อายุ 45 ปี กล่าวว่า ของตนถูกนส.3 ก นายทุนทับที่ดินไป 2 แปลงๆละ 11 ไร่ โดยยางพาราอายุประมาณ 20 ปี กับเพิ่งปลูกใหม่อายุ 2 ปีเศษ โดยได้รับทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจาก สกย.เช่นเดียวกัน ส่วนตัวบ้านพักอาศัยนั้น โชคดีที่มีถนนคั่นกลางจึงไม่ถูกฮุบไปด้วย ซึ่งที่ดินทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่จนกระทั่งบิดาได้มอบให้ตนเอง เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้าน
ด้านนายสุขถวิน พระคง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 8 บ้านสุไหงบาตู กล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้าน ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด 28 ครัวเรือน แบ่งเป็นชาวบ้านมดตะนอย จำนวน 12 ครอบครัว เนื้อที่ 95 ไร่ และชาวบ้านสุไหงบาตู จำนวน 16 ครอบครัว เนื้อที่ 151 ไร่ บ้านพักอาศัยจำนวน 7 หลัง ซึ่งหลังจากชาวบ้านร้องเรียนไปยังอำเภอกันตัง เพื่อให้มีการตรวจสอบและทวงที่ดินคืนมาให้แก่ชาวบ้าน แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงนำผู้สื่อข่าวมายืนยันแนวเขตว่าถูกนายทุนออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินทำกิน และได้รับความเดือดร้อนกันจริง ที่ผ่านมามีคนข่มขู่ชาวบ้านด้วย หากชาวบ้านโวยวายจะทำการฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ แต่ขณะนี้ชาวบ้านไม่กลัวแล้ว
สิ่งที่กลัวที่สุดคือ กลัวที่ดินที่อยู่อาศัยมายาวนานจะตกเป็นของนายทุน ทั้งๆที่ชาวบ้านได้รับเป็นมรดก เคยเสียภาษีให้แก่ อบต.เกาะลิบงทุกปี และพยายามขอออกเอกสารสิทธิ์ สค.1 มาแล้วหลายยุคหลายสมัยแต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้อ้างว่าอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง แต่สุดท้ายนายทุนสามารถออก นส.3ก.ได้ ซึ่งตามแผนที่ระวางที่นำมามาอ้างพบว่าบุกรุกทั้งพื้นที่ป่าชายเลนและที่ดินชาวบ้าน โดยหลังจากนี้จะเข้ายื่นหนังสือผ่านตัวแทนระดับจังหวัดไปถึงหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี เพื่อให้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนและเอาที่ดินคืนจากนายทุนให้ได้





