วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทม.ลดภาษีโรงเรือนภาคเอกชน

กทม.ลดภาษีโรงเรือนภาคเอกชน จูงใจสนับสนุนจุด"จอดแล้วจร" คาดปี60 ลดจำนวนรถบนถนน50%

พบปี57 ยอดรถจดทะเบียนสูงพุ่ง 8,476,272 คัน

นายมานิต เตชอภิโชค รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงานเสวนา"ถึงเวลากรุงเทพฯลดรถ...เพื่อคน...เพื่อโลก" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแบงค์คอก คาร์ฟรีเดย์ 2014 โดยมีคณะผู้บริหารกทม. ผู้แทน 50 เขต ภาคเครือข่าย 46 เครือข่าย ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ 18 แห่ง เอกชน 26 แห่ง มหาวิทยาลัย 24 แห่ง สมาคมที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเสวนา

นายมานิต กล่าวว่า กทม.พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ร่วมกันเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ประชาชนนิยมเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนเป็นหลักและเป็นเมืองพาหนะส่วนรวมเป็นเมืองที่คนเสียสละความสุขส่วนตัวจากการใช้รถส่วนบุคคล มาใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นเมือง ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเป็นลำดับแรก พร้อมทั้งสนับสนุนให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ จักรยาน และการเดินเท้า มากกว่าการใช้รถส่วนบุคคล

นายมานิต กล่าวต่อว่า สำนักการคลัง กทม. จึงมีโครงการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วมให้การสนับสนุนจุดจอดแล้วจร โดยใช้ระบบ Corporate Social Responsibility (CSR) ซึ่งถือว่าเป็นการรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อม โดยการให้บริการประชาชน โดยกทมได้เพิ่มแรงจูงใจเพื่อให้ภาคเอกชนเข้าร่วมโดยการลดภาษีโรงเรือนในอัตราที่ต่ำกว่ากำหนด อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาจราจรเชิงระบบทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม จึงได้เชิญผู้ประกอบการเข้าให้การสนับสนุนจุดจอดแล้วจร เพื่อเชื่อมระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ซึ่งคาดว่าปี 2560 เมื่อระบบขนส่งมวลชนเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ก็จะสามารถลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนได้ถึง 50 เปอร์เซนต์

นายมานิต กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จากผลสำรวจระบุความต้องการเดินทางในกรุงเทพฯ มากกว่า 17 ล้านเที่ยวต่อคนต่อวันและคาดว่าภายในปี 2564 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 26.2 ล้านเที่ยวต่อคนต่อวัน ส่งผลให้รถยนต์เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ โดยจำนวนรถยนต์ที่จดทะเบียนสะสมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี2555 ถึงเดือนมิ.ย.2557 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2555 มีจำนวนรถยนต์ที่จดทะเบียน 7,523,381 คัน ปี 2556 มีจำนวนรถยนต์ที่จดทะเบียน 8,216,859 คัน และปี 2557 นับถึงเดือนมิ.ย.มีถึง 8,476,272 คัน จะเห็นว่าจำนวนรถยนต์เพิ่มสูงขึ้น แต่ถนนในกทม.ขยายไม่ทันความต้องการ เพราะต้องใช้เวลาและงบประมาณมาก ขณะเดียวกันการสร้างถนนเพิ่มไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและมีผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ

"อย่างไรก็ตามงานเสวนาวันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง ประสบการณ์ เพื่อนำผลสรุปของการเสวนาไปรวบรวมประกอบการรายงานเสนอแนะแนวทางเบื้องต้นที่เหมาะสมกับกทม. ในการลดปัญหาจราจรอย่างจริงจังต่อไป"นายมานิต กล่าว