ผู้ค้าท่าช้าง-ท่าเตียน วอนคสช.ทบทวนคำสั่งห้ามขาย ให้เปลี่ยนเป็นจัดระเบียบแทน ด้าน"กองทุนฟื้นฟู"ยื่น3ข้อร้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา มีกลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) ทำเนียบรัฐบาล โดยช่วงเช้า นายปัทมา สินวงษา ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าท่าช้าง-ท่าเตียน เขตพระนคร กทม. นำกลุ่มผู้ค้า เข้ายื่นคำร้องเรื่องขออนุญาตทำการค้าบริเวณท่าช้าง-ท่าเตียน
โดยตัวแทนกลุ่มรายหนึ่ง กล่าวว่า การค้าบริเวณทางเท้าท่าช้าง-ท่าเตียนมีพ่อค้าแม่ค้า เข้าค้าขายเป็นทางสาธารณะมีความกว้าง 11เมตรจากริมฟุตบาต มีการค้าขายยาวนานกว่า10ปี แต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีการเรียกประชุมพ่อค้าแม่ค้าบริเวณดังกล่าวโดยเป็นการประชุมจัดระเบียบแบบแผนบริเวณริมทางเท้าโดยมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่ากทม.เป็นประธานการประชุม
และจากผลการประชุมดังกล่าวมีข้อสรุปประกาศยกเลิกการค้าบริเวณท่าช้าง-ท่าเตียน เนื่องจากการค้าบริเวณดังกล่าวทำให้พื้นที่ไม่เป็นระเบียบ รกตา จึงให้พ่อค้าแม่ค้าท่าช้าง-ท่าเตียนย้ายที่ทำการค้าไปบริเวณที่รัฐจัดให้ 4 จุด ดังนี้ ตลาดพลู ราษฎร์บูรณะ เทเวศน์ และสนามหลวง2 โดยให้เวลาในการย้าย1สัปดาห์ แต่พวกตนยื่นคำขอเป็นเวลา1เดือนให้เจ้าหน้าที่รัฐทบทวนคำสั่งดังกล่าว และขอให้ทบทวนการเข้ามายกเลิกการค้าขายบริเวณท่าช้าง-ท่าเตียน แต่ให้เปลี่ยนเป็นแค่การจัดระเบียบการค้าขายบริเวณดังกล่าวโดยให้พ่อค้าแม่ค้ายังสามารถค้าขายได้ในบริเวณท่าช้าง-ท่าเตียนเหมือนเดิม
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มตัวแทนเครือข่ายสมาชิกองค์กรเกษตรกร กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) เข้ายื่นเอกสารเสนอการแก้ไขปัญหาเกษตรกรและดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยเข้าร้องขอความเป็นธรรมให้คสช.คืนความสุขให้กับชาวเกษตรกรหลายพันคน ตัวแทนเกษตรกรกล่าวว่า ต้องการความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นในการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจังเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานใดที่เข้าช่วยเหลือเกษตรกรด้วยความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
มีเพียงแต่อำนาจผู้มีอิทธิพลเข้าครอบคลุมทำให้ไม่เกิดการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง การมาของกลุ่มตัวแทนเครือข่ายสมาชิกองค์กรเกษตรกร ต้องการให้คสช.เข้าช่วยเหลือ โดยมีข้อเสนอ3ข้อดังนี้ 1.ต้องการให้คสช.เข้าปฏิรูป กฟก.โดยใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯตามจำนวนและสัดส่วนที่กำหนดไปก่อนและขอคสช.เร่งแก้ไข เพิ่มเติมพรบ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรกรพ.ศ.2542(ฉบับ2)พ.ศ.2544 ตามที่กลุ่มเครือข่ายสมาชิกองค์กรเกษตรกรได้เสนอมาในเอกสาร
2.การชำระหนี้สิน ให้คสช.กำหนดมาตราการ3ไม่ คือไม่เร่งรัด ไม่ฟ้องคดี ไม่บังคับคดี จนกว่าเกษตรกรและสมาชิกกองทุนได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้รัฐจัดงบประมาณสนับสนุนอย่างพอเพียงและเป็นธรรมรายปีตามภูมิภาคและเป้าหมาย และ3.สร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยคสช.ประกาศร่างกฎหมายและมีมาตรการคุ้มครองเกษตรกรทั้งอาชีพ ที่ดินทำกิน อาทิเช่น กำหนดการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรไม่ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ประกันราคาผลผลิต/สินค้าเกษตรกรเพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ จัดธนาคารต้นไม้ขึ้นโดยใช้ต้นไม้เป็นหลักประกันคำหนี้แทนที่ดิน เป็นต้น โดยกลุ่มเครือข่ายสมาชิกองค์กรเกษตรกร หวังว่าคสช.จะรับพิจารณาและเข้าแก้ไขปัญหากลุ่มอิทธิพลอย่างเร่งด่วนเพื่อคืนความสุขให้กับชาวเกษตรกรอย่างแท้จริง





