ปภ. อัปเดตน้ำท่วมล่าสุด 17 จังหวัดและ กทม. กระทบกว่า 3.8 แสนครัวเรือน เผยระดับน้ำเริ่มลดลงทุกพื้นที่ สั่งเร่งฟื้นฟูเยียวยาด่วน
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ยังคงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 17 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 64 อำเภอ 473 ตำบล 3,423 หมู่บ้าน และอีก 2 เขตในกรุงเทพฯ รวมผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3.8 แสนครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนประชาชนมากกว่า 1.16 ล้านคน ทั้งนี้ ภาพรวมระดับน้ำในทุกพื้นที่เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้านอธิบดี ปภ. สั่งการระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อจ่ายเงินเยียวยาตามระเบียบราชการโดยเร็ว
ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วม 22 ต.ค. 69 มวลน้ำเหนือสมทบภาคกลาง
วันนี้ (22 ต.ค. 69) ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.ปภ.) ได้เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวเกิดจากสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการระบายน้ำจากภาคเหนือที่ไหลลงมาสมทบกับมวลน้ำสะสมในพื้นที่ภาคกลาง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและน้ำล้นตลิ่งในหลายจังหวัด
อย่างไรก็ตาม จากการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำล่าสุด พบว่าระดับน้ำในพื้นที่ประสบภัยทุกแห่งมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 17 จังหวัด กับอีก 1 กรุงเทพมหานคร คิดเป็น 64 อำเภอ 473 ตำบล 3,423 หมู่บ้าน และในกรุงเทพมหานคร 2 เขต 14 แขวง รวมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 384,469 ครัวเรือน หรือประมาณ 1,160,486 คน
รายงานเจาะลึกพื้นที่ประสบอุทกภัยแบ่งตามภูมิภาค
1. ภาคเหนือ (3 จังหวัด)
พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างซึ่งเป็นทางผ่านของมวลน้ำก่อนไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังคงมีน้ำท่วมขังในบางจุด แต่ระดับน้ำได้ลดลงแล้ว ดังนี้
- จังหวัดพิษณุโลก ประสบภัยในพื้นที่อำเภอบางระกำ รวม 3 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 45 ครัวเรือน
- จังหวัดนครสวรรค์ ประสบภัยใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชุมแสง และอำเภอท่าตะโก รวม 4 ตำบล 37 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 517 ครัวเรือน
- จังหวัดอุทัยธานี ประสบภัยใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุทัยธานี และอำเภอสว่างอารมณ์ รวม 11 ตำบล 35 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 240 ครัวเรือน
2. ภาคตะวันออก (4 จังหวัด)
พื้นที่ภาคตะวันออกได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำหลาก ส่งผลให้เกิดความเสียหายในหลายอำเภอ และมีรายงานผู้เสียชีวิตในบางพื้นที่
- จังหวัดนครนายก ประสบภัยใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอองครักษ์ และอำเภอบ้านนา รวม 12 ตำบล 117 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 23,835 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 6 ราย
- จังหวัดปราจีนบุรี ประสบภัยใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอบ้านสร้าง และอำเภอศรีมโหสถ รวม 12 ตำบล 91 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 23,641 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 26 ราย
- จังหวัดฉะเชิงเทรา ประสบภัยใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา และอำเภอบางคล้า รวม 18 ตำบล 224 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 20,156 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย
- จังหวัดชลบุรี ประสบภัยในพื้นที่อำเภอพนัสนิคม รวม 5 ตำบล 37 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 455 ครัวเรือน
3. ภาคกลาง (9 จังหวัด)
ภาคกลางเป็นพื้นที่รับน้ำซวดทรงขนาดใหญ่ จึงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสุพรรณบุรี
- จังหวัดลพบุรี ประสบภัยในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี รวม 2 ตำบล 8 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 142 ครัวเรือน
- จังหวัดสุพรรณบุรี ประสบภัยครอบคลุม 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางปลาม้า, อำเภอสองพี่น้อง, อำเภอดอนเจดีย์, อำเภอศรีประจันต์, อำเภอเมืองสุพรรณบุรี, อำเภอสามชุก, อำเภออู่ทอง และอำเภอเดิมบางนางบวช รวม 57 ตำบล 548 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 23,793 ครัวเรือน เสียชีวิต 5 ราย
- จังหวัดกาญจนบุรี ประสบภัยใน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอด่านมะขามเตี้ย, อำเภอเมืองกาญจนบุรี, อำเภอสังขละบุรี, อำเภอท่าม่วง, อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอบ่อพลอย รวม 12 ตำบล 30 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 470 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย
- จังหวัดอ่างทอง ประสบภัยใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอป่าโมก, อำเภอไชโย, อำเภอเมืองอ่างทอง และอำเภอวิเศษชัยชาญ รวม 29 ตำบล 142 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,367 ครัวเรือน
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในภาคกลาง รวม 14 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสนา, อำเภอบางบาล, อำเภอผักไห่, อำเภอบางไทร, อำเภอพระนครศรีอยุธยา, อำเภอบางปะอิน, อำเภอบางปะหัน, อำเลอลาดบัวหลวง, อำเภออุทัย, อำเภอนครหลวง, อำเภอวังน้อย, อำเภอบ้านแพรก, อำเภอบางซ้าย และอำเภอมหาราช รวม 187 ตำบล 1,226 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 72,888 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย
- จังหวัดสมุทรปราการ ประสบภัยใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางเสาธง และอำเภอบางบ่อ รวม 6 ตำบล 38 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,100 ครัวเรือน เสียชีวิต 9 ราย
- จังหวัดนครปฐม ประสบภัยใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางเลน, อำเภอสามพราน และอำเภอนครชัยศรี รวม 49 ตำบล 385 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,058 ครัวเรือน
- จังหวัดราชบุรี ประสบภัยใน 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพธาราม, อำเภอเมืองราชบุรี, อำเภอดำเนินสะดวก, อำเภอบ้านโป่ง, อำเภอวัดเพลง, อำเภอจอมบึง, อำเภอปากท่อ และอำเภอบางแพ รวม 31 ตำบล 243 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,689 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย
- จังหวัดสมุทรสงคราม ประสบภัยใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม, อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที รวม 33 ตำบล 255 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,870 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย
4. ภาคใต้ (1 จังหวัด)
- จังหวัดกระบี่ ประสบภัยในพื้นที่อำเภอคลองท่อม รวม 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน ขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว
5. กรุงเทพมหานคร
- พื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและระบายน้ำออกสู่ทะเล ได้รับผลกระทบใน 2 เขต ได้แก่ เขตลาดกระบัง และเขตหนองจอก รวม 14 แขวง มีประชาชนได้รับผลกระทบ 168,203 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยขณะนี้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
มาตรการช่วยเหลือ การฟื้นฟู และการเยียวยาผู้ประสบภัย
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. เน้นย้ำว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานงานและระดมสรรพกำลัง เครื่องจักรกลสาธารณภัย เช่น รถสูบส่งน้ำระยะไกล เครื่องสูบน้ำ รถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย และเรือท้องแบน เข้าปฏิบัติการเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่อย่างเต็มกำลัง
สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายและระดับน้ำลดลงแล้ว ปภ. ได้กำชับให้สำนักงาน ปภ. จังหวัด ร่วมกับศูนย์ ปภ. เขต และหน่วยงานท้องถิ่น เร่งดำเนินการตามขั้นตอนฟื้นฟูหลังน้ำลดทันที ดังนี้
- เร่งสำรวจความเสียหาย ครอบคลุมทั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตร สิ่งสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน
- จัดทำฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อความแม่นยำและรวดเร็วในการรวบรวมรายชื่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
- เร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยา ดำเนินการช่วยเหลือและจ่ายเงินชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลังและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด
ข้อควรปฏิบัติและคำเตือนสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
ถึงแม้ว่าภาพรวมระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ทาง ปภ. ยังคงจัดเจ้าหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังแนวโน้มสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงขอแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยดังนี้
- เฝ้าระวังอันตรายต่อเนื่อง ระวังอันตรายจากน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นหากมีฝนตกซ้ำ
- ระมัดระวังเรื่องกระแสไฟฟ้า ตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านหลังน้ำลด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าช็อต
- ติดตามข่าวสารจากทางราชการ ขอให้ประชาชนรับฟังประกาศเตือนภัยจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน "THAI DISASTER ALERT"
อ้างอิง : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)





