วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

กษ. อัดงบ 1.5 พันล้าน เยียวยา น้ำท่วม ครัวเรือนละ 3,000 บาท

เกษตรและสหกรณ์ ผนึกกำลังทุกหน่วยงานขับเคลื่อนมาตรการเร่งด่วน เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยรายละ 3,000 บาท วงเงินกว่า 1,575 ล้านบาท พร้อมลุยมาตรการแก้ปัญหา PM2.5 และยกระดับ Big Data ภาคเกษตรปี 2569

KEY POINTS

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เตรียมเสนอของบกลางประมาณ 1.5 พันล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย
  • เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษสำหรับใช้ในการผลิตรอบใหม่ ครัวเรือนละ 3,000 บาท
  • มาตรการเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ รวมกว่า 52,000 ราย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนวาระเร่งด่วนเพื่อเกษตรกรไทย ทั้งมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยครอบคลุมด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมเตรียมรับมือวิกฤตฝุ่น PM2.5 และยกระดับการบริหารจัดการด้วยระบบข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อความยั่งยืน

กษ. อัดงบ 1.5 พันล้าน เยียวยา น้ำท่วม ครัวเรือนละ 3,000 บาท

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ว่า งานนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหลายเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องขับเคลื่อนทันที โดยเฉพาะมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการ 5 ข้อ ให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย คือ

ช่วยเหลือเร็ว ยืนยันความโปร่งใส โดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เชื่อมโยงกัน เพื่อลดขั้นตอนเงินเยียวยา

ป้องกันวงจรหนี้นอกระบบ โดยประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการเงิน ในการพักชำระหนี้สิน สินเชื่อฟื้นฟู และสินเชื่อชะลอการขาย โดยใช้กลไกสหกรณ์ช่วยเสริมสภาพคล่องในพื้นที่

ฟื้นฟูให้เร็วและดีกว่าเดิม โดยเร่งปรับปรุงดิน สนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และพันธุ์สัตว์น้ำ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้ทนทานต่อภัยธรรมชาติ

เฝ้าระวังโรคระบาดหลังน้ำลด โดยจัดทีมเชิงรุกพร้อมวัคซีนและเวชภัณฑ์ ลงพื้นที่ควบคุมโรคระบาดพืชและสัตว์ทันที

เตรียมทำนาปรัง โดยวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ จัดหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพให้เพียงพอ และเฝ้าระวังศัตรูพืชตั้งแต่ต้นฤดูกาล

โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการตามแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 เพิ่มเติม โดยให้ความช่วยเหลือกรณีพิเศษสนับสนุนวงเงินสำหรับการผลิตรอบใหม่ ครัวเรือนละ 3,000 บาท ครอบคลุมทั้งเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว และที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร จากข้อมูลการสำรวจเบื้องต้น ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัยจำนวน 18 จังหวัด จากพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 55 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับความเสียหายทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ รวม 52,832 ราย วงเงินช่วยเหลือรวมประมาณ 1,575.79 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมเสนอของบกลางเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป

กษ. อัดงบ 1.5 พันล้าน เยียวยา น้ำท่วม ครัวเรือนละ 3,000 บาท

ด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นอกจากการเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ PM2.5 ผ่านมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2569/70 โดยเฉพาะระยะหลังการเก็บเกี่ยวและบริเวณพื้นที่สูง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 - พฤษภาคม 2570 โดยเตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่มกราคม - พฤษภาคม 2570 และการจัดทำ Big Data ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยมีกรอบแนวคิดเชิงวิเคราะห์และแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ เน้น 5 ด้านที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรให้เป็นรูปธรรมและนำไปใช้ได้จริง ได้แก่ การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร การวิเคราะห์ข้อมูลอุปสงค์-อุปทานสินค้าเกษตร การประเมินความเสี่ยงภัยแล้งและภัยพิบัติ การประเมินความเปราะบางของเกษตรกร และการประเมินความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เป็นต้น โดยเตรียมแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานทันที รวมถึงได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานพิจารณากรอบการเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ด้วย

มาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตฝุ่น PM2.5 และการขับเคลื่อนระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว