วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

ADB เตือนกรุงเทพฯ เสี่ยง 'น้ำท่วมใหญ่รอบ 100 ปี' บ่อยขึ้น

ADB ชี้ภัยน้ำท่วมชายฝั่งเอเชียรุนแรงขึ้น ความเสียหายอาจพุ่งแตะ 7.39 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี เตือน 'กรุงเทพฯ-จาการ์ตา-มุมไบ-โกลกัตตา' เสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงบ่อยครั้งขึ้น แนะเร่งลงทุนป้องกันภัยพิบัติ

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เปิดเผยรายงานล่าสุด Asia-Pacific Climate Report 2026: Coastal Risks on the Rise—Actions for a Resilient Future ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเพิ่มความรุนแรงของภัยน้ำท่วมตามแนวชายฝั่ง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

ADB ยกตัวอย่าง "กรุงเทพฯ จาการ์ตา โกลกาตา และมุมไบ" เป็นเมืองที่อาจเผชิญน้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงบ่อยครั้งขึ้น 

โดยเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่ในอดีตเกิดขึ้นเฉลี่ยหนึ่งครั้งในรอบ 100 ปี อาจเกิดขึ้น "ทุกๆ ไม่กี่ปี" ภายในปี 2050 และอาจกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "ทุกปี" ภายในปี 2100 

ขณะที่ความเสียหายจากน้ำท่วมชายฝั่งทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกอาจเพิ่มขึ้น "เกือบ 20 เท่า" ภายในสิ้นศตวรรษนี้ หากไม่มีมาตรการรับมือที่เพียงพอ

ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวหมายถึงความถี่ของเหตุการณ์น้ำท่วมชายฝั่งที่มีความรุนแรงในระดับเดียวกับเหตุการณ์ซึ่งในอดีตเกิดขึ้นเฉลี่ยหนึ่งครั้งในรอบ 100 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ทั้งหมดของกรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมทุกปี

ความเสียหายเอเชียจ่อพุ่งเกือบ 20 เท่า

รายงาน ADB ซึ่งศึกษาประเทศและเขตเศรษฐกิจชายฝั่ง 30 แห่งในเอเชียและแปซิฟิก ประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมชายฝั่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าเป็น 1.72–1.99 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2050 

จากนั้นความเสียหายอาจทวีเพิ่มขึ้นเป็น 5.20–7.39 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2100 หากไม่มีมาตรการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีแนวโน้มเผชิญความเสียหายสูงที่สุดเมื่อคิดเป็นมูลค่าเงิน ขณะที่ประเทศหมู่เกาะปะการังวงแหวน (Atoll Nations) อาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ โดยความเสียหายจากน้ำท่วมชายฝั่งต่อปีอาจสูงถึง 30–60% ของจีดีพีภายในปี 2100 ภายใต้ฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับสูง

ความเสี่ยงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค เนื่องจากพื้นที่ชายฝั่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของการค้า การขนส่ง อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยมีประชากรมากกว่า 400 ล้านคน หรือมากกว่าหนึ่งในสิบของประชากรในประเทศสมาชิกกำลังพัฒนาของ ADB ที่มีชายฝั่งทะเล อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 10 กิโลเมตร

พื้นที่เหล่านี้ยังสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น พายุรุนแรง และภัยน้ำท่วม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ADB ยังประเมินว่า การหยุดชะงักของกิจกรรมท่าเรือจากภัยพิบัติอาจทำให้มูลค่าการค้าของภูมิภาคตกอยู่ในความเสี่ยงประมาณ 4–4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี สะท้อนว่าความเสียหายจากน้ำท่วมชายฝั่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ประสบภัย แต่สามารถส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศได้ด้วย

ลงทุนป้องกันน้ำท่วม คุ้มค่าสูงสุด 20 เท่า

อย่างไรก็ตาม ADB ระบุว่า การลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติชายฝั่งสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 20 เท่าของต้นทุนการลงทุน

รายงานประเมินว่า หากต้องการควบคุมความเสียหายจากน้ำท่วมชายฝั่งไม่ให้เพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจำเป็นต้องลงทุนในมาตรการป้องกันชายฝั่งประมาณ 9,000–19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งอาจช่วยหลีกเลี่ยงความเสียหายจากน้ำท่วมได้ถึง 1.78–3.60 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

เยฟเกนีย์ จูคอฟ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ADB กล่าวว่า พื้นที่ชายฝั่งเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชียและแปซิฟิก แต่กลับไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร และขณะนี้กำลังเผชิญภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง

“เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ และจำเป็นต้องลงมือดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ ด้วยแนวทางระยะยาวที่สามารถปรับเปลี่ยนได้และคำนึงถึงความเสี่ยง เพื่อสร้างพื้นที่ชายฝั่งที่มีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติ รักษาความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้” จูคอฟกล่าว

แนะรัฐบาลเร่งวางแผนระยะยาว

ADB เสนอให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ปรับแนวทางรับมือภัยพิบัติ จากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การวางแผนระยะยาว โดยเชื่อมโยงมาตรการรับมือความเสี่ยงเข้ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

รายงานเสนอแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 

  1. การบูรณาการแผนรับมือความเสี่ยงชายฝั่งเข้ากับการตัดสินใจด้านการพัฒนา 
  2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและระบบบริหารจัดการ 
  3. การระดมเงินทุน 
  4. การสร้างกลไกขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การระดมเงินทุนยังเป็นความท้าทายสำคัญ เพราะแม้ว่าเงินทุนจากภาครัฐระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเศรษฐกิจชายฝั่งเอเชียและแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่า จากราว 5,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 เป็นเฉลี่ยปีละ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2022–2023 แต่ก็ยังต่ำกว่าความต้องการลงทุนอย่างมาก

ADB ระบุว่า เงินทุนภาครัฐยังคงเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการลงทุนเพื่อรับมือความเสี่ยงชายฝั่ง แต่รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถทางการคลัง ควบคู่กับการระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากภาคเอกชน แหล่งเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาวที่จำเป็นต่อการปกป้องประชาชนและเศรษฐกิจจากภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น


ที่มา: ADB, Cina Daily, Tribne