กรุงเทพมหานคร สปสช. และภาคีเครือข่าย เปิด “i HOME CARE” จุดบริการสุขภาพแรงงานกลุ่มห้องเช่าย่านกีบหมู เชื่อมบริการแพทย์ทางไกลกับเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ ช่วยแรงงานและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงคำปรึกษา การดูแลเบื้องต้น และการส่งต่อตามสิทธิได้สะดวกขึ้น ชูต้นแบบบริการสุขภาพเชิงรุกในชุมชนเมือง ลดอุปสรรคด้านเวลา รายได้ และค่าเดินทาง
วันนี้ (2 สิงหาคม 2569) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย พญ.พรณรีย์ ทัศยาพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคีเครือข่าย ร่วมเปิด “i HOME CARE” จุดบริการสุขภาพแรงงานกลุ่มห้องเช่าย่านกีบหมู ณ โครงการเคหะชุมชนรามอินทรา กีบหมู เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการสุขภาพให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ประชาชน และกลุ่มเปราะบางในชุมชนเมือง
การดำเนินงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตคลองสามวา สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และศูนย์บริการสาธารณสุข 64 คลองสามวา ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย บริษัท จิรัฏสิริ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งดูแลโครงการเคหะชุมชนรามอินทรา กีบหมู บริษัท คลิกนิก เฮลท์ จำกัด มูลนิธิเส้นด้าย พระยาสุเรนทร์คลินิกเวชกรรม สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย หน่วยบริการ ภาคประชาชน เครือข่ายชุมชน และ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร
นพ.จเด็จ กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ช่วยให้คนไทยมีสิทธิรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง แต่การมีสิทธิเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้จริง โดยเฉพาะแรงงานรายวัน ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กเล็ก และกลุ่มเปราะบางที่มีข้อจำกัดด้านเวลา รายได้ ค่าเดินทาง หรือการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ
สำหรับชุมชนกีบหมู แรงงานและประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจต้องเลือกระหว่างการหยุดงานไปพบแพทย์กับรายได้ของครอบครัว บางคนจึงชะลอการรักษา ซื้อยารับประทานเอง หรือรอจนมีอาการรุนแรง สะท้อนว่าระบบสุขภาพต้องไม่เพียงรอให้ประชาชนเดินทางมาหาบริการ แต่ต้องออกแบบบริการให้เข้าไปถึงพื้นที่ที่ประชาชนใช้ชีวิตจริง ทั้งชุมชน ที่พักอาศัย ตลาด และแหล่งงาน
ในการจัดตั้ง i HOME CARE วันนี้ เป็นการต่อยอดจากการลงพื้นที่ตรวจคัดกรองสุขภาพประชาชนในเคหะชุมชนรามอินทรา กีบหมู เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งมีผู้รับบริการประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยและผู้สูงอายุ ผลการตรวจพบว่าประชาชนจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ขณะที่แรงงานรายวันจำนวนหนึ่งไม่ไปพบแพทย์ เนื่องจากการหยุดงานหมายถึงการสูญเสียรายได้
นอกจากนี้ ข้อมูลการศึกษาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะในเขตเมืองพบว่า แรงงานนอกระบบมีภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังร้อยละ 37 มีความดันโลหิตสูงร้อยละ 18 เบาหวานร้อยละ 11 และไขมันในเลือดสูงร้อยละ 10 ขณะที่ยังเผชิญข้อจำกัดทั้งค่าใช้จ่าย เวลา รายได้ ค่าเดินทาง และหน่วยบริการตามสิทธิอยู่ห่างไกล
ปัจจุบันเคหะชุมชนรามอินทรา กีบหมู มีประชาชนกลุ่มเปราะบางพักอาศัยกว่า 3,000 คน ขณะที่บริเวณตลาดกีบหมูและพื้นที่โดยรอบมีแรงงานไทยหมุนเวียนประมาณ 3,000–5,000 คนต่อวัน การมีจุดบริการสุขภาพในชุมชนจึงช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับการดูแลตั้งแต่เริ่มมีอาการ
นพ.จเด็จ กล่าวว่า i HOME CARE ยังได้นำเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาเชื่อมกับหน่วยบริการและเครือข่ายชุมชน ประชาชนสามารถรับคำปรึกษา ประเมินอาการ และรับการดูแลเบื้องต้นใกล้บ้าน หากจำเป็นต้องรักษาต่อ จะเชื่อมเข้าสู่หน่วยบริการตามสิทธิอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุก หรือ Proactive Care ที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
ด้าน พญ.พรณรีย์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีนโยบายยกระดับบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และไร้รอยต่อ โดยเน้นการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกและนำบริการเข้าไปใกล้ชุมชน พร้อมเชื่อม i HOME CARE เข้ากับเครือข่ายบริการสุขภาพในเขตคลองสามวา ตั้งแต่บริการปฐมภูมิผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขและคลินิกชุมชนอบอุ่น การส่งต่อไปยังโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ ตลอดจนโรงพยาบาลในเครือข่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
“i HOME CARE เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนจากการรอผู้ป่วยมาหาเรา ไปสู่การนำบริการไปหาประชาชน ดิฉันหวังว่าจุดบริการแห่งนี้จะเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของแรงงานและประชาชนในชุมชนกีบหมู และเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังชุมชนเมืองอื่นต่อไป” พญ.พรณรีย์ กล่าว
ทั้งนี้ ภายในงานได้มีบริการตรวจคัดกรองสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ พร้อมบริการตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แนะนำการใช้สิทธิ และย้ายหน่วยบริการประจำโดย สปสช. กรุงเทพมหานคร รวมถึงเวทีเสวนาเรื่อง “ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเข้าถึงทางสุขภาพอย่างเท่าเทียมของประชากรกลุ่มเฉพาะ” โดยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่าย



