background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เหตุเกิดที่ ‘พารากอน’ SMS ฉุกเฉินจะต้องมี

เหตุเกิดที่ ‘พารากอน’ SMS ฉุกเฉินจะต้องมี

เหตุ "กราดยิง" ที่เกิดขึ้นที่ "สยามพารากอน" ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าไทยควรมี "ระบบการแจ้งเตือนภัย" (Emergency Alert System หรือ EAS) ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือ Cell Broadcast แบบเจาะจงรายบุคคล ให้ข้อมูลที่ทันเวลา เพื่อลดผลกระทบ ความสูญเสีย ต่อประชาชน และต้องทันเวลา

5 ข้อหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เป็นเยาวชนวัย 14 ปี ทั้งฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่า, มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต  แม้ว่าตามกฎหมายหากเป็นเด็กหรือเยาวชน ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ การเสนอข่าวสารอาจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546  ทว่า “สรวิศ ลิมปรังษี” โฆษกศาลยุติธรรม ให้มุมมองในส่วนของพ่อแม่ว่าอาจจะต้องรับผิดด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 เว้นจะพิสูจน์ข้อยกเว้นตามกฎหมายได้ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมกระทำผิดด้วย

เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นับจากเหตุกราดยิงที่ นครราชสีมา และศูนย์เด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู สะท้อนให้เห็นว่าการซื้อหาอาวุธปืนทำได้ไม่ยาก มีข้อมูลขององค์กรรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธเบา (เอสเอเอส) ระบุว่า ในระดับสากล ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 50 ในแง่ของการครอบครองปืนของพลเรือนต่อหัวมีสัดส่วนปืน 15 กระบอก ต่อประชากร 100 คนและสถาบันเพื่อการวัดและประเมินสุขภาพหรือไอเอชเอ็มอี มหาวิทยาลัยวอชิงตัน รายงานผลวิจัยเรื่องภาระโรคของโลกเมื่อปี 2562 ว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 2 ในกลุ่มอาเซียน โดยเป็นรองจากฟิลิปปินส์ เกี่ยวกับการเสียชีวิตจากการฆาตกรรมด้วยอาวุธปืน คงต้องถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงพ.ร.บ.อาวุธปืน 2490 และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ที่สำคัญเด็กอายุ 14 มีอาวุธปืนครอบครองแถมมีทักษะการใช้อาวุธได้เป็นอย่างดี และยังสามารถพกพาเข้าไปในห้างสรรพสินค้านำไปก่อเหตุได้ แสดงว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยอาจจะไม่รัดกุมพอ แต่ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะมีแรงจูงใจจากอะไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก ควรจะมีระบบแจ้งเตือนภัย (Emergency Alert System หรือ EAS) ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือ Cell Broadcast แบบเจาะจงรายบุคคล ให้ข้อมูลที่ทันเวลา เพื่อลดผลกระทบ ความสูญเสีย ต่อประชาชน และที่สำคัญต้องทำให้ทันเวลา

สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทำให้เด็กอยู่ห่างไกลจากความรุนแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ทั้งของสถานศึกษา พ่อแม่ผู้เลี้ยงดู ต้องหล่อหลอมตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งวิธีที่ช่วยกล่อมเกลาเด็กที่ดีที่สุด ก็คือการมีต้นแบบที่ดีจากครอบครัว พ่อแม่ ที่ใกล้ชิดเด็ก มีความผูกพันจะทำให้เด็กซึมซับสิ่งดีๆที่พ่อแม่ปฏิบัติได้ รวมทั้งการให้เด็กอยู่ในกลุ่มเพื่อน กลุ่มเพื่อนบ้าน หรือสังคมที่มีความอ่อนโยนและใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เหมาะสมและมีวิธีดูแลสุขภาพจิตใจในทางที่ไม่ได้สร้างปัญหาให้ตนเองและคนอื่น หากว่ามีประเด็นปัญหาทางจิตใจ อารมณ์ หรือความเจ็บป่วยทางจิตใจใดๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิดและถูกวิธี

อย่างไรก็ตามแม้เด็กจะกระทำความผิดอาญา ทว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก 2546 มาตรา 27 ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ” ผู้ใดที่ฝ่าฝืนมาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดำเนินการต่างๆ จึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการความเชื่อมั่น การท่องเที่ยวของประเทศซึ่งเป็นความหวังในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตด้วย