ชวนเที่ยวค่ายเนินวง จ.จันทบุรี เป็นเมืองป้อมปราการเก่าที่สร้างขึ้นในสมัย ร.3 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกองโบราณคดีใต้น้ำ มีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุจากเรือจมและเรื่องราวการเดินเรือในอดีต
KEY POINTS
- ค่ายเนินวงเป็นเมืองป้อมปราการเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ณ จังหวัดจันทบุรี เพื่อเตรียมป้องกันการรุกรานจากญวน
- ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกองโบราณคดีใต้น้ำ และมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นเรือจมและเรื่องราวการเดินเรือในอดีต
- ภายในพื้นที่ยังคงหลงเหลือโบราณสถานที่สำคัญ เช่น วัดโยธานิมิต ประตูต้นไทร และแนวกำแพงคูเมืองเก่า
ผมเขียนเรื่องนี้ด้วยความระลึกถึงจริงๆ จะบอกว่าเป็นการรำลึกถึงถิ่นเก่าก็ว่าได้ ท่านผู้อ่านหลายท่านที่อาจจะพอรู้จักผมบ้าง อาจจะรู้ว่าผมเคยออกพ็อกเก็ตบุ๊คมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “หรรษาประดาน้ำ” เป็นการเล่าเรื่องการดำน้ำขุดค้นเรือจม รวบรวมเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการทำงานของสำนักงานโบราณคดีใต้น้ำในตอนนั้น (ก่อนจะมาเป็น “กอง” ในปัจจุบัน)
นักประดาน้ำที่ทำภารกิจขุดค้นเรือจมในน้ำทั้งหลาย สำรวจแหล่งโบราณคดีที่อยู่ใต้น้ำในแม่น้ำ ในเขื่อน ในทะเล เหล่านี้คืองานของสำนักงานโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากรทั้งสิ้น ตั้งแต่ที่การดำน้ำเพิ่งจะเริ่มมาฮิตในไทยไม่นาน หน่วยงานนี้ก็เพิ่งตั้งมาไม่นาน อันเป็นผลพวงมาจากการไปจับกุมเรือของชาวต่างประเทศที่มาจอดลอยลำงมหาสมบัติเรือจม แล้วได้เครื่องถ้วยชามมามากมาย ตอนนั้นเรายังไม่มีหน่วยงานโบราณคดีใต้น้ำ พอหลังจากเหตุการณ์นั้น จึงมีการตั้งหน่วยงานนี้ขึ้น
ผมขอนำเนื้อหา ที่มาที่ไปของงานโบราณคดีใต้น้ำ กองโบราณคดีใต้น้ำ ที่เขาเผยแพร่ นำมาบอกเล่าเพื่อเป็นการปูเรื่อง ดังนี้ครับ
“....ในช่วงเวลานี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เป็นช่วงเดียวกันที่ซากเรือสำเภากลางอ่าวไทยถูกค้นพบ การค้นพบแหล่งเรือจมลำนี้ คล้ายกับการค้นพบแหล่งเรือจมเกาะครามเมื่อปี พ.ศ. 2517 กล่าวคือ ถูกค้นพบโดยเรือประมงโชคแสงชัย จากจังหวัดระยอง เมื่อข่าวการค้นพบได้แพร่สะพัดออกไป แหล่งเรือจมแห่งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก จนถูกนักล่าสมบัติบุกรุกทำลาย งมนำโบราณวัตถุขึ้นมาอย่างน้อย 3 ครั้ง
ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 นักล่าสมบัติงมโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยชามสังคโลก และเครื่องเคลือบดินเผาจากเตาแม่น้ำน้อยเกือบ 100 ชิ้น โดยนำไปขายได้เงินเกือบแสนบาท
ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2534 กองเรือป้องกันชายฝั่ง ได้จับกุมเรือประมงไทยพร้อมนักล่าสมบัติชาวไทย ที่กำลังลักลอบงมโบราณวัตถุจากเรือกลางอ่าว ยึดโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยสังคโลกได้ทั้งหมด 477 ชิ้น เมื่อทราบเช่นนั้น กรมศิลปากรจึงเตรียมดำเนินการสำรวจและขุดค้นแหล่งเรือจมกลางอ่าว โดยขอความร่วมมือกับกองทัพเรือ แต่ยังไม่ทันได้เริ่มดำเนินการอะไรก็เกิดเหตุขึ้น
วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2535 เมื่อมีนักล่าสมบัติต่างชาตินำโดยนาย Michael Hatcher แล่นเรือเดินสมุทรชื่อ “Australia Tide” ขนาดความยาว 60 เมตร ระวางขับน้ำ 421 ตัน ที่พร้อมด้วยอุปกรณ์ในการดำน้ำลึกที่ทันสมัย ลงไปลักลอบงมโบราณวัตถุจากซากเรือกลางอ่าว ต่อมากองเรือเฉพาะกิจ กองทัพเรือและตำรวจน้ำได้ทราบข่าว จึงเข้าตรวจค้นเรือลำดังกล่าว ในช่วงแรกการไกล่เกลี่ยของทั้งสองฝ่ายยังไม่ลงตัวนัก
ฝ่ายเรือออสเตรเลียไทด์ตกลงจะมอบโบราณวัตถุให้เพียงบางส่วน แต่ฝ่ายไทยยังไม่ยอมรับ ขณะเดียวกัน ฝ่ายเรือออสเตรเลียไทด์ทำท่าทีจะถอนสมอกลับสิงคโปร์ แต่ถูกฝ่ายไทยกีดกันไว้ จนภายหลังจึงยอมมอบโบราณวัตถุทั้งหมดให้แก่ฝ่ายไทย
ภายหลังการบันทึกทำทะเบียนโบราณวัตถุทั้งหมดพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 10,760 ชิ้น เป็นภาชนะดินเผาที่ผลิตในประเทศร้อยละ 97 แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากเตาแม่น้ำน้อย จ.สิงห์บุรี ประมาณ 3,400 ชิ้น ผลิตภัณฑ์จากเตาป่ายาง จ.สุโขทัย ประมาณ 6,500 ชิ้น เครื่องถ้วยจีน 5 ใบ เครื่องถ้วยอันนัมประมาณ 320 ชิ้น ปืนขนาดเล็ก 3 กระบอก โดยโบราณวัตถุทั้งหมดกองทัพเรือมอบให้แก่กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล
เหตุที่เรือ “Australia Tide” กล้าที่จะเข้ามางมโบราณวัตถุนั้น ก็เพราะตำแหน่งที่ตั้งของเรือจมกลางอ่าว อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะชั้นใน (Exclusive Economic Zone) ซึ่งในแง่กฎหมายทางทะเลบริเวณดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กรณีการลักลอบงมโบราณวัตถุครั้งนี้ ทำให้เกิดความตื่นตัวในการปกป้องคุ้มครองแหล่งโบราณคดีใต้น้ำของชาติ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติแก้ไขพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยขยายขอบเขตหวงห้ามการงมโบราณวัตถุในน่านน้ำไทยจากเดิม 12 ไมล์ทะเล ออกไปเป็น 200 ไมล์ทะเลจนถึงขอบเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Cr. : กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร-UADThailand)
ช่วงแรกๆ เจ้าหน้าที่สำรวจใต้น้ำต้องโอนย้ายมาจากทหารเรือ เพราะเขาเชี่ยวชาญเรื่องการดำน้ำ ผมเข้าไปคลุกคลีในช่วงที่พี่ “เอิบเปรม วัชรางกูร” เป็นหัวหน้าสำนักงาน ผมก็คลุกคลี ไปเป็นอาสาสมัครช่วยเขาดำน้ำบริเวณจุดค้นเรือจมที่นั่นที่นี่หลายแห่ง ใช้เวลามาเก็บข้อมูล ร่วมออกภาคสนามกับเขาเป็นปีๆ จนได้หนังสือ “หรรษาประดาน้ำ” ดังกล่าวมาเล่มหนึ่ง จนนานมากที่ไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนอีกเลย เกิดอาการ “คิดถึง” มีโอกาสไปจันทบุรี ก็เลยพาท่านผู้อ่านมาเที่ยวซะเลย
กองโบราณคดีใต้น้ำ ตั้งอยู่ที่ “ค่ายเนินวง” ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ซึ่งที่ตั้งค่ายเนินวงนี้ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งเมืองค่าย หลังจากที่เรามีเรื่องบาดหมางกับญวน แล้วสยามยกทัพไปรบกับญวน ที่รู้จักกันในชื่อ อานามสยามยุทธ ในช่วงแรกสยามตีได้หลายเมืองในพื้นที่ญวน แต่หลังจากการรบทางทะเล สยามพ่ายศึกและถอนทัพกลับมา และด้วยเกรงว่าญวนอาจจะยกทัพเรือตามมา จึงเลือกเอาพื้นที่ “เนินวง” มาสร้างค่ายขึ้นเพื่อเตรียมรับศึกญวน (แต่ญวนก็ไม่ได้ตามมา)
เมืองจันทบุรีนั้น เดิมตั้งอยู่ที่ ต.บ้านลุ่มฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี ภูมิประเทศไม่เหมาะจะเป็นที่รับศึก รัชกาลที่ 3 ทรงเกรงว่าญวนจะมายึดเอาได้โดยง่าย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เลือกหาชัยภูมิ ก็มาได้ที่บ้านเนินวง ซึ่งเป็นเนินเล็กๆ พื้นที่สูงสามารถเห็นข้าศึกถึงปากแม่น้ำจันทบุรี เหมาะแก่การตั้งมั่นอย่างยิ่ง จึงลงมือสร้างเมื่อ พ.ศ.2377
การก่อสร้างนั้นก็ดำเนินการอย่างถูกหลักยุทธศาสตร์ โดยสร้างเป็นเมืองป้อมรูปสี่เหลี่ยม มีพื้นที่ประมาณ 270 ไร่ สร้างกำแพงสูง 6 เมตร ล้อมรอบป้อมมีคูน้ำและประตูสี่ทิศ มีปืนใหญ่จุกช่องตามกำแพงเมือง ตั้งเรียงรายไปตามช่องใบเสมา ตั้งจังก้าพร้อมทำการยิง เป็นปืนใหญ่ที่ขนาดกว้างปากลำกล้องน่าจะเกิน 155 มม.
จากภายนอกจะเห็นว่ามีการขุดคูขึ้นเป็นเทินรอบเนินดินขนาดใหญ่ และก่อกำแพงศิลาแลงที่รื้อมาจากเมืองลุ่ม มีใบเสมาและช่องปืนบนเชิงโดยรอบประตูเมืองเป็นช่องอิฐก่อเป็นคันกั้นดิน ป้อมประตูเมืองเดิมเป็นอาคารไม้ มุงกระเบื้องทรงไทยอยู่เหนือประตู (ลักษณะคล้ายประตูชุมพล ประตูเมืองโคราช แต่เล็กกว่ามาก) ยังเหลือตัวอย่างพอสังเกตเค้าเดิมได้จากประตูที่เรียกว่าประตูต้นไทร ด้านทิศเหนือ
ทั้งสร้างศาลหลักเมือง คลังกระสุนและดินดำ พร้อมกันนั้นให้สร้างวัดโยธานิมิตขึ้นไว้เป็นวัดประจำเมือง เมื่อสร้างเสร็จจึงให้ย้ายราษฎรไปอยู่ที่เมืองใหม่ค่ายเนินวงนี้ แต่เนื่องจากไกลจากแหล่งน้ำใช้ ราษฎรจึงสมัครใจอยู่ที่เก่าเป็นส่วนมาก คงมีอยู่แต่หมู่ทหาร และข้าราชการเท่านั้น พอถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองกลับมาอยู่ที่บ้านลุ่มที่เก่าดังเดิม ค่ายเนินวงจึงร้างตั้งแต่นั้นมา
ที่เห็นเป็นหอคอนกรีตเสริมเหล็กทรง 8 เหลี่ยม ที่เห็นในปัจจุบัน บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2516 โดยดำริของนายวิชิต ศุขะวิริยะ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี (ข้อมูลจาก: โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์)...”
จะเห็นว่า วัดโยธานิมิต เป็นวัดเก่าแก่สร้างให้เป็นวัดประจำเมืองมาแต่ครั้งสร้างเมืองเนินวง ปัจจุบันรูปลักษณ์ของวัดโยธานิมิต ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยเฉพาะเจดีย์ กำแพงวัดที่เห็นเป็นศิลาแลงนั้น ก็ถูกรื้อมาจากเมืองลุ่มเช่นกัน แล้วนำมาสร้างเป็นกำแพงวัดที่เนินวง
ในปัจจุบันคูค่ายกำแพงเมืองก็ยังปรากฏ แต่ประตูต้นไทรที่มีการกล่าวถึง เป็นประตูเพียงแห่งเดียวจากประตูเมืองทั้งหมด 8 ประตู ที่ยังคงหลงเหลือ มีการบูรณะใหม่เมื่อหลายปีก่อน ผมเอาภาพก่อนการบูรณะมาให้ดูด้วย จะได้เปรียบเทียบได้ว่าก่อนและหลังเป็นอย่างไร
ในค่ายเนินวง นอกจากจะเป็นที่ตั้งของกองโบราณคดีใต้น้ำแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์ ที่เรียกง่ายๆ ว่า พิพิธภัณฑ์เรือ ภายในมีการจัดแสดงถึงเนื้อหาเรื่องราวของการเดินทางทางเรือ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงผู้คนในมุมต่างๆ ของโลกให้ได้ติดต่อ แลกเปลี่ยน ค้าขายกัน ผ่านการเดินทางทางเรือ นำพาสินค้าและอารยธรรมอย่าง "ทวารวดี" มาถึงดินแดนนี้ โดยคาดว่ามาจากการติดต่อค้าขายทางเรือในอดีตเช่นกัน
ที่เป็นไฮไลท์ก็คือ มีการจำลองรูปแบบเรือสำเภาที่เคยเป็นเรือค้าขายในอดีตมาให้ดู จะได้เห็นว่า คนเรือเขาอยู่กิน เขาบรรทุกสินค้ากันแบบไหน แรกที่ก้าวเข้าไปในห้องจัดแสดงเรือสำเภานี้ ผมนึกถึงพิพิธภัณฑ์เรือบนเกาะเซนโตซา ของสิงคโปร์ แม้ของเราจะลำเล็กกว่า แต่บรรยากาศแบบนั้นเลย
รวมทั้งจัดแสดงต้นแบบของเรือใบมด ที่รัชกาลที่ 9 ทรงต่อเรือและใช้แข่งขัน และจัดแสดงรูปแบบจำลองของเรือต่างๆ ที่เคยลอยลำในไทย ที่ชอบมากคือเรือชาวบ้าน มีทุกชนิด เรือโดยสารสมัยก่อนจากบ้านแพน หรือเสนามากรุงเทพฯ ก็มีให้ดู เรือสำเภาสมัยอยุธยา เรือรบในปัจจุบัน แม้กระทั่งกระบวนเรือในพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค ก็มีให้ดู
รวมทั้งการจำลองการดำน้ำขุดค้นเรือจมว่าเขาทำกันอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้แหละที่ผมเคยมาร่วมกิจกรรมดำน้ำช่วยเขาอยู่เป็นปีๆ จนได้หนังสือมา 1 เล่มอย่างที่บอกไปข้างต้น
เนื้อหาครั้งนี้ค่อนข้างยาว แต่เชื่อว่าท่านผู้อ่านจะได้รู้เรื่องราวของกองโบราณคดีใต้น้ำ ที่มีที่ทำงานอยู่ใต้น้ำ อยู่กลางทะเล ยากที่คนจะไปเห็น แต่อย่างที่ผมบอกว่า ผมเหมือนได้กลับมาเยือนถิ่นเก่าจึงอิ่มอกอิ่มใจส่วนตัว หากท่านผู้อ่านได้มาที่ค่ายเนินวงที่เดียว นอกจากจะได้เห็นถึงเรื่องราว สิ่งของที่เคยอยู่ใต้ทะเลผ่านการจัดแสดง ได้เห็นวัดโยธานิมิต ประตูต้นไทร และขอบคูเมืองเก่าแล้ว สิ่งที่จะได้มากกว่านั้นคือ
เพลิน...เที่ยวแล้วเพลิน ลองมาเดิน ค่ายเนินวง เพลินจริงๆ ไม่หลอก...





