วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ได้เวลา...น้ำยืน

น้ำยืน...ที่ผมเอ่ยถึงครั้งนี้ เป็นอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ถ้าท่านผู้อ่านนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหน ขอให้นึกว่าเขตชายแดนไทยและกัมพูชาทางด้านอีสานใต้เลย ด้านตะวันตกของอำเภอน้ำยืนจะเป็นพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ ของศรีสะเกษ ทางที่จะไปเขาพระวิหารนั่นละครับ ทางเหนือก็จะเป็นอำเภอน้ำขุ่น-ทุ่งศรีอุดม ทางๆ นั้นแหละ

ส่วนด้านตะวันออก เป็นอำเภอนาจะหลวย ส่วนด้านใต้จะเป็นผืนป่าของเทือกพนมดงรัก ชายแดนติดกัมพูชา "น้ำยืน" จึงเป็นอำเภอที่ติดชายแดนเขมรไปด้านหนึ่งเลย โดยมีถนนหลวงหมายเลข 2248 ร้อยเชื่อมพื้นที่จากกันทรลักษณ์ ผ่านน้ำยืน ผ่านนาจะหลวย ไปถึงบุณฑริก ซึ่งบุณฑริกก็จะเป็นด้านใต้สุดของ "เขื่อนสิรินธร" นั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่า เหล่านี้คืออุบลฯ ทางใต้ ซึ่งถ้ามีการแยกจังหวัดเป็นเดชอุดม ผมว่าอำเภอเหล่านี้จะถูกแบ่งให้มาขึ้นกับเดชอุดมแน่ๆ

ได้เวลา...น้ำยืน

ได้เวลา...น้ำยืน หน้าฐานอนุพงศ์

ท่านผู้อ่านพอนึกทำเลที่ตั้งออกแล้วนะ ผมพยายามจะให้รู้จุดหมายปลายทางของการเดินทางของเราในแต่ละครั้งว่าอยู่ตรงไหน ที่ไหนของประเทศไทย บ้านเมืองของเรา เราก็ควรรู้ โดยปกติถ้าผมเดินทางไปท่องเที่ยวอุบลฯ หากไม่รีบร้อนไป ผมก็จะใช้ทางหลวงสาย 2248 นี่แหละ ขับรถกินลมชมวิวไปเรื่อย

แม้จะยังเป็นถนนสองเลนแล่นสวนกัน แต่รถไม่เยอะ สภาพถนนหนทางก็ดี มีป่ามีต้นไม้เขียวครึ้มริมทาง ซึ่งผมชอบลักษณะถนนแบบนี้ และแน่นอนว่าฤดูฝนนี้ อย่างที่ผมเคยบอกว่า "อีสานกำลังสวย" น้ำยืน จึงควรค่าแก่การนำมาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้รับทราบกัน พร้อมแล้ว...ไปกันครับ

ได้เวลา...น้ำยืน แผนที่บริเวณสมรภูมิช่องบก

ผมจะเริ่มจากทางตะวันออกแล้วไล่ไปทางตะวันตกก็แล้วกัน เผื่อท่านผู้อ่านมาเที่ยว "น้ำตกห้วยหลวง" ของอำเภอนาจะหลวย ซึ่งผมคงไม่ต้องบรรยายสำหรับที่นี่ เพราะเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในอีสานใต้ (หรืออาจจะใหญ่สุดในอีสานด้วยซ้ำไป) 

ใช้ถนนหมายเลข 2248 ไปทางกันทรลักษณ์ ไม่ไกลก็จะเข้าเขตอำเภอน้ำยืนแล้ว ท่านผู้อ่านขับรถเพลินๆ ไปถึงตำบลโดมประดิษฐ์ จะเห็นป้ายทางซ้ายมือ เข้าไป "สามเหลี่ยมมรกต" ซึ่งจะเป็นทางเดียวกันกับที่จะไป "เนิน 500" ไป "ช่องบก" แม้กระทั่งไป "อ่างเก็บน้ำห้วยพลาญเสือ" ตอนล่างและตอนบน นั่นละครับไปทางเดียวกัน เลี้ยวรถเข้าไปเลย

เข้าไปนิดเดียว ท่านผู้อ่านก็จะเจอกับหน่วยงานชลประทานโครงการพลาญเสือ ซึ่งริมอ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนล่าง จะเป็นสนามหญ้าริมน้ำกว้าง เห็นมีคนมากางเต็นท์พักแรมเหมือนกัน บรรยากาศดูดีทีเดียว บรรดารถนอนหรือขากางเต็นท์จะไม่ลองมาหน่อยรึ 

ได้เวลา...น้ำยืน อ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนล่าง

ได้เวลา...น้ำยืน กางเต็นท์ริมอ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนล่าง 

อ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนล่างนี้ สร้างมาเพื่อกักเก็บน้ำจากห้วยพลาญเสือ ที่ไหลมาจากทางฐานอนุพงศ์ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนบนอีกแห่งหนึ่ง แล้วก็ลำห้วยที่มาจากทาง "น้ำตกถ้ำบอน" รวมทั้งลำธารเล็กลำธารน้อย ไหลลงมารวมกันที่อ่างเก็บน้ำฯ ตอนล่างนี้ ถนนที่เป็นขอบอ่างด้านหนึ่ง จะนำพาเราขึ้นไปด้านบนเขา ขับไปตามทางเลยครับ สภาพทางดีแต่ก็จะขึ้นเนินไปเรื่อยๆ

ได้เวลา...น้ำยืน อ่งเก็บน้ำพลาญเสือตอนบน ตรงข้ามฐานอนุพงศ์

เดินทางไปจนถึงหน้าหน่วยทหาร ก็จะมีทางแยก แยกขวาจะขึ้นเนิน 500 ส่วนแยกซ้ายจะยังฐานอนุพงศ์ เราไปทางซ้ายก่อน เลยทางแยกหน้าฐานทหารมาไม่ไกล จะเห็นทางซ้ายมือมีทางลงไป "น้ำตกจรวด" จะเป็นลานหินกว้าง และลำธารน้ำที่ไหลลงมาตามแก่งหิน ลำธารนี้ก็จะไหลลงมาจากอ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนบน แล้วไหลลงอ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนล่างเหมือนกัน

เลยมาอีกไม่ไกลจะเป็น "หน่วยพิทักษ์ป่าของอุทยานฯ ภูจอง-นายอย" เลยมาอีกนิดจนสุดถนนที่หน้าฐานอนุพงศ์ ตรงนี้จะมีฐานทหารและอ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนบน

ได้เวลา...น้ำยืน

ทำไมจึงชื่อฐานอนุพงศ์ ?

เพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมของ ร.ท.อนุพงศ์ บุญญะประทีป ที่นำกำลังสู้รบกับทหารเวียดนามเมื่อ 3 ก.พ. 2530 จนตัวตาย ทางกองทัพจึงตั้งชื่อฐานเพื่อเป็นเกียรติแด่ทหารกล้า ว่าก็ว่าเถอะครับว่า ผืนแผ่นดินไทยที่เราได้อยู่ ได้ทำมาหากิน ได้ดำเนินชีวิต จนหลายคนร่ำรวย ใช้ชีวิตสุขสบาย ได้ด่ารัฐบาล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีคนที่แลกชีวิตและเลือดเนื้อรักษาไว้ให้ทั้งสิ้น จะชังชาติก็คิดถึงคนที่เขาเสียสละบ้าง

มาว่ากันถึงแนวคิดการสร้างอ่างเก็บน้ำตามแนวชายแดน อย่างที่มีการคิดจะสร้างอ่างเก็บน้ำตรงห้วยตามาเรีย ใกล้เขาพระวิหารนั่นก็แนวคิดเดียวกัน คือ ชายแดนของเราและประเทศกัมพูชานั้น เราจะอยู่บนแนวหน้าผาสูง ที่เอียงลาดลงมาทางเหนือ ลงมาทางแผ่นดินบ้านเรา

ได้เวลา...น้ำยืน ริมทางเดินไปยังเนิน 500 ยังคงมีป้ายเตือนเรื่องกับระเบิด

อีกด้านของภูเขาจะเป็นหน้าผาสูงที่หักตกลงไปทางด้านเขมร เป็นลักษณะปกติของภูเขาหินทราย ซึ่งบังเอิญเขมร เขาอยู่ที่ต่ำ ส่วนไทยเราอยู่ที่สูง พอฝนตกลงมา น้ำก็จะไหลหลากโดยใช้สันหน้าผาแบ่งเส้นเขตแดน อย่างที่เขาเรียกกันว่า "สันปันน้ำ" นั่นแหละ

ทีนี้ทางฝั่งบ้านเรา เขาก็จะสร้างอ่างเก็บน้ำกักเก็บน้ำที่หลากลงมาไว้เพื่อการดำเนินชีวิต ทำการเกษตร ดีกว่าปล่อยไหลลงแม่น้ำชี หรือลงแม่น้ำโขงเฉยๆ แล้วมันก็ได้ประโยชน์ทางความมั่นคงด้วย ซึ่งปลายอ่างเก็บน้ำจะไปอยู่ใกล้ชายแดน แต่หัวอ่างจะมาอยู่ในเขตบ้านเราชัดเจน

ได้เวลา...น้ำยืน สนามเพลาะบนยอดเนิน 500 

ย้อนกลับมาที่สามแยกหน้าฐานทหาร เราจะขึ้นไป "เนิน 500" กัน ทางเส้นนี้แม้จะเทปูน แต่เป็นทางขึ้นเขา มีทางชันในบางช่วง ทางจะไปสุดที่ฐานทหารด้านบน แล้วเราก็เดินเท้าไปตามทางปูนราว 100 เมตร ก็จะถึงเนินสูงที่เรียกว่าเนิน 500 เนินนี้สมัยที่เราต้องสู่รบกับเวียดนามนั้น ทหารเวียดนามมายึดไว้ก่อน ซึ่งถือว่ารุกล้ำดินแดนของเรา

ทหารไทยจึงต้องเข้าตียึดคืนมา ถือเป็นพื้นที่สู้รบที่ดุเดือดมาก กว่าจะยึดคืนมาได้ เราก็ต้องสละชีพทหารอีกหนึ่งนาย คือ จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์ เมื่อ 24 มิถุนายน 2530 จนขับไล่ข้าศึกออกไปจากแผ่นดินเราได้ บอกแล้วว่าทุกที่บนแผ่นดินนี้ ต้องแลกมาด้วยการพลีชีพของบรรพบุรุษทั้งสิ้น กว่าจะได้แผ่นดินไทยนี้มาไว้ให้ลูกหลานอย่างพวกเราในทุกวันนี้

ได้เวลา...น้ำยืน เนิน 500 ในวันหมอกหนา อดเห็นทิวทัศน์ฝั่งเขมร-ลาว

เดี๋ยวนี้บนเนิน 500 กลายเป็นจุดท่องเที่ยว เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ (แต่วันผมไปฝนตก ฟ้าขาวโพลนไปหมด) มีร่องรอยการสู้รบในครั้งนั้น อย่างสนามเพลาะยังปรากฏอยู่ และรูปปั้นทหารหาญ รวมทั้งป้ายจารึกวีรกรรม จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์ ในการสู้รบครั้งนั้นด้วย

จริงๆ ตามแผนที่ จะมีทางเชื่อมจากเนิน 500 ลงไปที่ "วัดน้ำตกถ้ำบอน" ได้เลย แต่ผมต้องไปเริ่มที่ตำบลโดมประดิษฐ์ แล้วจึงขึ้นมาที่วัดน้ำตกถ้ำบอนอีกที ซึ่งทางจะเป็นทางดินบ้าง ทางปูนบ้าง ซอกแซกไปมา แต่ก็จะไปสุดทางที่วัดน้ำตกถ้ำบอน วัดนี้จะมีลานหินทรายกว้าง ที่ลานหินจะเทลาดเอียงลงไปทางหุบเหวหิน วัดทำทางปูนให้เดินลงไป เพราะในหน้าฝนลานหินทรายจะลื่นมาก แล้วยิ่งลานมันเอียงลงไป ถ้าใครเผลอล้มตรงนี้ เป็นได้กลิ้งไปยาวแน่

ได้เวลา...น้ำยืน ทางเดินลงไปยังถ้ำบอน

ได้เวลา...น้ำยืน ถ้ำบอน

ทางเดินจะพาสุดที่ขอบเหว ซึ่งจริงๆ คือหุบเหวหินทราย มีบันไดปูนพาเดินเลียบเพิงหินทราย ที่มีเวิ้งถ้ำด้านล่าง ในฤดูฝน มีน้ำตกไหลตกลงมาเหนือเพิงผา สายน้ำตกลงในแอ่งหุบด้านล่าง ในเพิงถ้ำใต้น้ำตกมีพระพุทธรูป เข้าไปกราบไหว้กันได้

ได้เวลา...น้ำยืน น้ำตกถ้ำบอน

วัดน้ำตกถ้ำบอนนี้ ในช่วงของการสู้รบกับกัมพูชาปี 2568 ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา พระท่านจะใช้วัดเป็นที่กระจายสิ่งของเครื่องใช้ เสบียงอาหารที่ได้รับการบริจาคมา ทหารตามฐานต่างๆ ขาดอะไร อยากได้อะไร ก็จะลงมาเอา บางทีก็ร้องขอ พระท่านก็จะอัดคลิปบอกบุญไป ทหารอยากได้ผ้าใบ ผ้ายาง ผ้าตาข่ายดักโดรน ถุงเท้า กางเกงใน แป้ง ฯลฯ ญาติโยมที่เห็นก็จะซื้อมาให้ไว้ที่วัด ทหารก็จะลงมาเอา ผมเองก็เคยบริจาคเงินไปช่วยพระท่านให้ซื้อของก็หลายครั้งอยู่

ได้เวลา...น้ำยืน พระพุทธรูปสลักใหม่บนหน้าผาถ้ำบอน

ได้เวลา...น้ำยืน รูปสลัก ที่ทำขึ้นไม่นานในแอ่งใต้น้ำตก

จากตำบลโดมประดิษฐ์ ใช้ถนนหมายเลข 2248 มุ่งหน้าไปทางกันทรลักษณ์ ไปไม่ไกลนัก ก็จะถึง "บ้านกุดเชียงมุน" จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าไป "แก่งลำดวน"  และ "ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม" ซึ่งแก่งลำดวนนี้เป็นแก่งน้ำใหญ่ในลำโดมใหญ่ ในช่วงเดือนกันยายน ช่วงออกพรรษา จะมีเทศกาลมาดูกุ้งเดินขบวน ซึ่งพอเย็นๆ กุ้งจะเดินมาตามก้อนหินริมน้ำ ทวนสายน้ำขึ้นไป

ได้เวลา...น้ำยืน แก่งลำดวนในหน้าน้ำ

ได้เวลา...น้ำยืน กุ้งที่มาเดินขบวนให้ดู

การมาดูก็ต้องมาช่วงกลางคืน กุ้งเขาจะขึ้นมาเดินเรียงกัน เจอมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเราแล้วละครับ ก็เป็นประสบการณ์แปลกๆ อีกอย่างหนึ่ง ที่สนุกดี ใครไม่เคยมาดูแนะนำให้มาเลย

ได้เวลา...น้ำยืน บรรยากาศการดูกุ้งเดินขบวนที่แก่งลำดวน

ได้เวลา...น้ำยืน

จากแก่งลำดวนนี้ ในช่วงฤดูร้อนจะมีการเดินเท้าไปนมัสการ รูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ในก้อนหินริมลำโดมใหญ่ ในช่วงหน้าแล้ง น้ำในลำโดมจะลดลง ทำให้ภาพสลักนี้โผล่มาให้เห็น แต่ต้องเดินเท้าไปไกลครับ หลายกิโลทีเดียว ใครสนใจลองสอบถามที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดมดู ว่าจะมีไปกันช่วงไหน เบอร์โทรก็เสิร์ชหาเอาครับผมก็ไม่มีเหมือนกัน

ได้เวลา...น้ำยืน ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ใน ขสป.ยอดโดม 

จากนั้นเราก็เข้ามาให้ถึงตัวอำเภอน้ำยืนครับ เลยโรงพยาบาลไป จะมีทางข้างๆ โรงพยาบาลเป็นทางหลวงชนบทหมายเลข 4120 จะมุ่งหน้าไปทางชายแดน เข้าไปสักระยะจะผ่าน "หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยจันทร์แดง" ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ผมไม่แน่ใจว่าจะไป "ภูปราสาท" ต้องใช้เจ้าหน้าที่นำทางหรือเปล่า แต่น่าจะใช้ ก็ลองติดต่อที่หน่วยฯ นี้ดูก่อน

ปราสาทหินแห่งนี้กรมศิลปากรมาขุดค้นและบูรณะแล้ว ตอนผมไปเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนนั้นยังไม่บูรณะ สิ่งที่เห็นคือปราสาทที่สร้างจากอิฐ หลังไม่ใหญ่มากนัก แต่มีบารายเล็กๆ อยู่ด้วย มีชิ้นส่วนประกอบปราสาทกระจัดกระจาย และพังมากแล้ว อยู่กลางป่าตะแบก

ได้เวลา...น้ำยืน ภูปราสาท สภาพที่ยังไม่ได้บูรณะ

ได้เวลา...น้ำยืน บารายเล็กๆ ของภูปราสาท กลางดงตะแบก

พอกรมศิลปากรไปบูรณะ เขาก็ได้สำรวจและศึกษาทางโบราณคดีทำให้ทราบว่า "ภูปราสาท" สร้างขึ้นในช่วงยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นปราสาทอิฐ 2 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง เพื่อใช้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู บนเส้นทางคมนาคมระหว่างเมืองพระนคร ในประเทศกัมพูชา และชุมชนโบราณในดินแดนอีสานใต้ โดยมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 18 จึงถูกทิ้งร้างไป

รูปที่เอามาให้ดูก็รูปตั้งแต่ผมไปเมื่อ 30 ปีก่อน พอบูรณะแล้วจะเป็นอย่างไรหลังการบูรณะผมก็ยังไม่ได้ไปดูกับตาเลย ได้แต่ดูเอาจากคลิปของคนที่ไปมาเท่านั้น

ได้เวลา...น้ำยืน ชิ้นส่วนของปราสาท ที่จมอยู่ในบาราย

ก่อนจะสุดเขตอำเภอน้ำยืนเข้าเขตกันทรลักษณ์ ตามถนน 2248 จะมีทางแวะเข้าไป "น้ำตกตาดไฮ" ขับรถไปตามทาง ตามป้าย จนผ่านหน่วยพิทักษ์ป่าของอุทยานฯ เขาพระวิหาร เลยไปอีกไม่ไกลก็จะถึงลานจอดรถ แล้วเดินเท้าไปตามทางราว 200 เมตร ก็จะถึงน้ำตกตาดไฮ ซึ่งท่านผู้อ่านดูภาพเอาก็แล้วกัน บรรยากาศร่มรื่น คนในพื้นที่นิยมมาเล่นน้ำ เอาอาหารมากินกันในช่วงแล้งๆ แต่ผมไปทีไร ก็ไปช่วงหน้าฝน เลยไม่มีคน แต่น้ำตกกลับสวยและเงียบสงบมาก

ได้เวลา...น้ำยืน น้ำตกตาดไฮในช่วงหน้าฝน

นี่แค่อำเภอน้ำยืน อำเภอเล็กๆ ของอุบลราชธานี แต่ที่เที่ยวนี่เยอะเหลือเกิน จะว่าเป็นอำเภอนอกสายตาของคนถิ่นอื่นเมื่อกล่าวถึงอุบลฯ ก็ได้ ผมเลยเอาไฟฟอลโลมาฉายส่องให้เห็นชัดๆ เผื่อว่าครั้งต่อไป ท่านผู้อ่านที่คิดจะไปเที่ยวอุบลฯ จะได้ลองแวะอำเภอน้ำยืนแห่งนี้ดูบ้าง

บอกเลยครับว่า น้ำยืนแม้จะเป็นอำเภอเล็กๆ แต่แหล่งท่องเที่ยวนี่ทำให้ใจฟูมาก ขอให้มาแวะเถอะน่า แล้วจะรู้ว่า...ผมพูดจริง!