เข้าไปดูสารคดีและอ่านงานเขียนของนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายท่าน ที่ยังคงถกเถียงกันเกี่ยวกับ ทวารวดี ว่าเป็นยุคสมัยทางการปกครอง หรือเป็นอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมกันแน่ รวมทั้งข้อโต้แย้งที่ว่า ศูนย์กลางของทวารวดี อยู่ที่ไหน ซึ่งเดิมก็ว่ากันว่า ย่านนครปฐมนี่แหละศูนย์กลางของทวารวดีเลย
บางคนก็บอกน่าจะเป็นที่ศรีเทพตะหาก ซึ่งข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนี้ไม่มีใครผิดใครถูก ขึ้นอยู่กับว่า คนที่ตั้งข้อสมมติฐานนั้นจะมีหลักการและเหตุผล มีหลักฐานอะไรที่จะมาสนับสนุนสมมติฐาน แล้วสมมติฐานนั้น มีคนที่ยอมรับมากน้อยขนาดไหน
ผมไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้ แค่เป็นคนที่สนใจใคร่รู้ ก็ตามอ่าน ก็ดูแทบทุกความคิดเห็น บางสมมติฐานก็คล้อยตาม แต่บางสมมติฐานก็มีข้อโต้แย้งในใจ ก็ให้นักวิชาการเขาว่ากันไป เราแค่คนมารับข้อมูลก็รับข้อมูลต่อ แต่สำหรับผม ผมจะมีข้อสรุปง่ายๆ ว่าอันไหนเป็นทวารวดีคือ ใบเสมา กงล้อธรรมจักร ส่วนลักษณะของพระพุทธรูป ชิ้นส่วนประดับ เจดีย์ทั้งหลาย ต้องดูบ่อยๆ ผมก็อธิบายไม่ถูกว่าแบบไหนถึงจะเป็นทวารวดี แต่ถ้าเห็นก็พอคาดเดาได้
ทวารวดีนั้นไม่ได้รุ่งเรืองอยู่เฉพาะในภาคกลาง แต่แผ่ขยายถึงภาคอีสานหลายแห่ง หลายพื้นที่ แต่มีอยู่ที่หนึ่ง ที่ผมไปตามดูรอยอารยธรรมของทวารวดี แล้วชอบมาก ชอบจนต้องมาบอกท่านผู้อ่านนี่แหละ ผมกำลังจะพูดถึง เขางู ราชบุรี
เขางู...เป็นกลุ่มภูเขาหินปูนที่ซับซ้อนไปมา กินอาณาบริเวณกว้าง และอยู่ใกล้ตัวเมืองราชบุรี เขางูมาเป็นที่ฮือฮาอย่างมาก ก็ในช่วงปี 2538 ที่มีการออกมาคัดค้านการระเบิดหิน โดยทางกลุ่มที่เขาคัดค้านเขาบอกว่าจะกระทบถึงแหล่งโบราณสมัยทวารวดีสถานที่สำคัญ คือเขางูนั้น ได้ถูกทางการให้ประทานบัตร ระเบิดหินไปโม่ หรือเอาไปทำอะไรก็ไม่รู้แหละ ขนาดว่าเขางู ขึ้นทะเบียนโบราณสถานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 แล้วก็ตาม
ในสมัยก่อน รัฐบาลมีรายได้เข้ารัฐส่วนหนึ่ง จากการขายสัมปทานในทรัพยากรธรรมชาติสารพัด ทำเหมืองแร่บ้าง ตัดไม้บ้าง คือขายทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียว ซึ่งรัฐจะได้ค่าภาคหลวงไม่กี่บาท แต่เสียทรัพยากรธรรมชาติไปมาก แต่พอบ้านเมืองเจริญขึ้น สังคมมีการเรียนรู้ ผู้คนตระหนักรู้ จึงมีการยกเลิกสัมปทานตัดไม้ ยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ หรือพอหมดอายุประทานบัตรแล้ว ก็ไม่ต่ออายุให้ทั้งสัมปทานบนบกและในทะเล
แต่ระเบิดหินนี่ก็ยังมีอยู่บ้าง ปัจจุบันก็ทางเมืองเลย บุรีรัมย์ ทุ่งสง ที่เยอะๆ ก็สระบุรี เขางูนี่ก็เช่นกัน จากภูเขาหินปูนที่สลับซับซ้อน ก็ถูกระเบิดหินออกเรื่อยจนกระทั่งการคัดค้านทำให้ทางการต้องบอกเลิกสัมปทานระเบิดหินเขางูไปในที่สุด ซึ่งจะไปโทษคนที่เขาได้สัมปทานก็ไม่ได้ เพราะบริบทบ้านเมืองเราในตอนนั้นเป็นแบบนั้น และเขาก็มาตามกระบวนการ
สภาพที่เราเห็น "เขางู" ในปัจจุบันนี้ จึงคือร่องรอยของการระเบิดภูเขาเอาหินไปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแอ่งธารน้ำตรงอุทยานหินเขางู หรือบริเวณที่เรียกว่า “มุมลับเขางู” หรือภูผาแรด นั่นแหละคือร่องรอยของการระเบิดหินทั้งสิ้น
เหตุผลหลักเลยที่กลุ่มคัดค้านเขายกมาก็คือ ที่เขางูนี้เป็นแหล่งร่องรอยของศิลปะทวารวดีที่สำคัญ โดยเฉพาะ “พระนั่งห้อยขา” ที่พระพุทธฉายถ้ำฤาษีเขางู ซึ่งจำหลักบนผนังถ้ำที่สมบูรณ์ที่สุดในบ้านเรา (อีกที่หนึ่งก็คือที่วัดถ้ำโพธิสัตว์ที่ สระบุรี ซึ่งอยู่บนผนังถ้ำค่อนข้างสูง )
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็เคยเสด็จมาทอดพระเนตรแล้ว ซึ่งรายละเอียดของพระนั่งห้อยขานี้ผมเคยเขียนไปแล้ว รวมทั้งมีแหล่งข้อมูลมากมาย ท่านที่สนใจสามารถไปค้นคว้าหาอ่านเพิ่มกันได้
ที่เพชรบุรี มีการขุดค้นพบร่องรอยชิ้นส่วนของศิลปะแบบทวารวดีหลายแหล่ง ที่บ้านคูบัว จ.ราชบุรี นี่ก็เจอเยอะเลย นครปฐม อู่ทองสุพรรณบุรี นักประวัติศาสตร์เขาถึงสันนิษฐานว่า หรือทวารวดีอาจจะก่อเกิดและเติบโตมาจากบรรดาเมืองท่าริมทะเลที่มีการค้าขายต่างๆ (อย่าลืมว่าเมื่อพันๆ ปีก่อนน้ำทะเลท่วมแผ่นดิน ตรงหัวอ่าวรูปตัว ก ท่วมลึกเข้าไปจนถึงสิงห์บุรี อ่างทอง สมัยอยุธยาเมื่อ 700 ปีก่อน จึงยังมีทางน้ำที่เรือสำเภาขนาดใหญ่แล่นเข้าไปได้)
ในส่วนของถ้ำฤาษี เราไปดูกันบ่อยแล้ว แต่ยังมีอีกสามถ้ำที่น่าสนใจ คือถ้ำจาม ถ้ำจีนและถ้ำฝาโถ ผมจะพาไปรู้จักสามถ้ำนี้ว่ายังมีร่องรอยทวารวดีอย่างไรกันบ้าง
ถ้าท่านผู้อ่านเคยเที่ยวอุทยานหินเขางู ที่มีสะพานทอดยาวเลาะชายเขาไปนั้น สามถ้ำที่ผมจะพาไปดูนี้ อยู่อีกด้านหนึ่งครับ เลยทางเข้าอุทยานหินเขางูมาไม่ไกล ต้องเลี้ยวเข้าตรงที่มีพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ด้านหน้านั่นละครับ เลี้ยวเข้าไปเลย
ตรงนี้จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจเรียงใกล้ๆ กัน บนภูเขาหินปูนที่ดูล้อมเป็นกำแพง แต่เตือนไว้หน่อยว่าที่นี่ลิงเยอะมาก เยอะและซน ผมเคยจอดรถไว้ พอกลับลงมาที่รถ ยางที่ปัดน้ำฝน ยางขอบกระจก ขอบประตูถูกกัด ถูกรื้อเละเลย ลิงดุและซนพอๆ กับเขาช่องกระจก เขาหน่อเขาแก้วเลย คือบางทีก็ต้องเสี่ยงเอา อาจจะเหตุนี้ด้วยที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมากัน แม้จะมีอะไรที่น่าสนใจมากมายก็ตาม
ทุกถ้ำที่จะพาไปดูคราวนี้ ต้องเดินขึ้นบันไดปูน ขึ้นไปบนเขาทั้งนั้น เพราะถ้ำต่างๆ จะอยู่บนเขา เริ่มจาก "ถ้ำฤาษี" ซึ่งอยู่ติดถนนด้านนอกสุดและขึ้นบันไดไปน้อยขั้นที่สุด ถ้ำนี้มีพระพุทธรูปแกะสลักบนผนังถ้ำในท่านั่งห้อยขา ซึ่งถือว่าสมบูรณ์มาก ซึ่งถ้ำนี้ผมเคยเขียนถึงไปแล้วเลยจะไม่ลงรายละเอียดมาก
แต่ขยับเข้าไปด้านในอีกไม่ไกล จะมีบันไดปูนเดินขึ้นไปบนเขา ไปยัง "ถ้ำฝาโถ" บันไดปูนไปถ้ำฝาโถนี้ ไกลหน่อย หลายขั้น เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน แต่ดีตรงที่เส้นทางจะร่มรื่นและมีศาลาให้นั่งพักระหว่างทาง เห็นทิวทัศน์ของเขางูในมุมสูง ก็สวยไปอีกแบบ
แต่ด้วยความที่ในพื้นที่ มีลิงมาก บางทีตามบันไดทางเดินนั้น ก็จะมีกิ่งไม้ เศษหิน ขี้ลิงเกะกะอยู่บ้าง หลังคาศาลาก็เปิดเปิง แตกหัก ผลงานของลิงทั้งนั้น พอขึ้นไปจนสุดทางบันได ก็จะไปพบเป็นอุโมงค์ถ้ำแคบๆ แต่ลึกเข้าไป มาถึงแล้ว ถ้ำฝาโถ
ถ้ำนี้ปากถ้ำเหมือนเป็นช่องเขาเล็ก แคบๆ แต่ลึกเข้าไป ด้านนอกแถวๆ ปากถ้ำก็จะสว่าง แต่ด้านในถ้ำแสงก็จะรำไรๆ จนถึงมืด ที่ผนังถ้ำทางด้านทิศใต้ จะมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ เข้าใจว่าปั้นจากปูน หันพระเศียรออกมาทางปากถ้ำ ปลายพระบาทหันเข้าในถ้ำ เหนือพระเศียรที่อยู่ทางปากถ้ำนั้นจะมีการปั้นปูนติดบนผนังถ้ำเป็นรูปเทพชุมนุม และต้นไม้ที่มีลวดลายตกแต่งเป็นริ้วและมีเครื่องประดับ
ส่วนผนังทางทิศเหนือมีภาพของพระสาวก 4 องค์ กรมศิลป์เขาบอกว่า เหมือนภาพแกะสลักที่ถ้ำอชันตาของอินเดีย (ที่อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16) แต่ผมไม่เคยไปถ้ำอชันตา เลยไม่รู้ว่าที่นั่นเป็นอย่างไร ด้านในของถ้ำฝาโถนี้ ตอนกรมศิลป์มาสำรวจมีการค้นพบชิ้นส่วนของพระพุทธรูปทำจากหินทรายสีแดงเป็นจำนวนมาก ส่วนทางด้านหน้าถ้ำที่ดูโล่งๆ มีร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างที่ทำด้วยไม้ ต่อยาวออกมาเป็นหลังคากระเบื้องดินเผา และแนวกำแพงที่ก่ออิฐถือปูน ในส่วนนี้สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา
เป็นข้อมูลที่กรมศิลป์เขามาขุดค้น และเราขึ้นไปก็จะเจอแบบนี้ ซึ่งถ้ำฝาโถนี้ก็มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปกราบสักการะพระนอนบนผนังถ้ำอยู่เรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ถ้าเราเห็นบ่อยๆ เราก็จะรู้เลยว่านี่มันศิลปะทวารวดี ก็คือ ลวดลายปูนปั้นที่ตกแต่งบนผนังถ้ำเหนือเศียรพระนอนนั่นเอง ซึ่งถ้าดูหลายสถานที่ที่เป็นกลิ่นอายของทวารวดี ก็จะมีลักษณะแบบนี้ เราไม่ได้เป็นนักวิชาการ เป็นแค่นักท่องเที่ยว ก็ได้แต่สังเกตเอาแบบนี้
กลับลงมาข้างล่างอีกที แล้วขยับลึกเข้าไปด้านใน ห่างจากบันไดทางขึ้นถ้ำฝาโถไม่ไกลนัก จะมีบันไดทางขึ้นไปยัง "ถ้ำจาม-ถ้ำจีน" ถ้ำสองถ้ำนี้อยู่ใกล้กัน แต่เดินตามบันไดขึ้นเขาไปครั้งเดียว ซึ่งขั้นบันไดจะไม่มากเท่าขึ้นถ้ำฝาโถ พอดีตึงๆ ขา ไม่ต้องนั่งพัก ก็ถึงแล้ว
ถ้ำจีนนี้เป็นโพรงถ้ำเล็กๆ ไม่ลึกและไม่สูง (แต่สูงกว่าถ้ำฝาโถ) ไม่กว้างมากนัก แสงสว่างส่องได้ทั่วบริเวณถ้ำ บนผนังถ้ำทางทิศเหนือ สูงจากพื้นถ้ำไปราว 2 เมตรเศษๆ จะมีภาพจำหลักพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่สององค์ ห่างกันราว 2 เมตร องค์ด้านในเป็นท่านั่งขัดสมาธิราบปางแสดงธรรม ส่วนองค์ด้านนอกเหลือปรากฏเพียงครึ่งองค์ด้านบน ลักษณะคล้ายกับองค์ด้านใน
สันนิษฐานว่าเดิมคงจะสร้างขึ้นสมัยทวารวดี ต่อมาถูกดัดแปลงโดยการพอกปูนทับในสมัยอยุธยา พอได้มาเห็นพุทธลักษณะของพระพุทธรูปในถ้ำนี้แล้ว อย่างที่ผมบอกว่า ถ้าเราเห็นงานในสมัยทวารวดีบ่อยๆ ก็จะพอแยกแยะในใจได้ว่า นี่แหละทวารวดี ดูในพิพิธภัณฑ์ก็ได้ ดูบ่อยๆ มันจะชินตาเอง
ตรงปากถ้ำจีน จะมีบันไดปูน นำพาเราเดินไปยังถ้ำจาม ทางเดินปูนจะเลียบไปกับหน้าผาหินปูน ไปอีกไม่ถึง 100 เมตร ก็จะไปพบกับถ้ำหินปูนที่เป็นลักษณะของถ้ำหินปูนจริงๆ คือ เป็นโพรงเข้าไปในถ้ำ มีคูหาถ้ำที่ลึกเข้าไปจนดูมืด และมีหินงอกหินย้อยปรากฏให้เห็นบ้าง และมีช่องที่จะเรียกว่าหน้าต่างถ้ำก็เรียกไม่สนิทปาก เพราะเป็นลักษณะของหินย้อยที่ย้อยลงมาจนแตะกับกองหินอีกด้านหนึ่งของถ้ำ ดังนั้น ระหว่างหินย้อยมันจึงมีช่องที่แสงแทงเข้ามาได้ ทำให้ภายในถ้ำในส่วนใกล้ๆ ปากถ้ำนั้นไม่มืด ส่วนร่องรอยของทวารวดี อยู่ในส่วนปากถ้ำนี่ละครับ
ถ้ำจามนี้ ผนังถ้ำทั้งสองด้าน ทั้งซ้ายทั้งขวาของถ้ำ สูงขึ้นราว 2-3 เมตร จะมีภาพปูนปั้น แปะติดเพดานและผนังถ้ำ ทางทิศเหนือหรือทางปากๆ ถ้ำ มองไปทางซ้ายหรือทางตะวันออก จะเป็นภาพตอนยมกปาฏิหาริย์ ที่เมืองสาวัตถี และปางแสดงธรรมในสวนมะม่วงที่เห็นผลอยู่เต็มต้น ซึ่งลวดลายแบบนี้จะนิยมกันในสมัยทวารวดี
ส่วนผนังทางทิศใต้และตะวันออก เป็นรูปปูนปั้นบุคคลขี่คอซ้อนกันขึ้นไป และรูปพังพานพญานาคของพระพุทธรูปปางนาคปรก ส่วนผนังทางทิศตะวันตก มองสูงขึ้นไปหน่อย จะเป็นภาพพระพุทธรูปไสยาสน์ แสดงปางปรินิพพาน ส่วนลึกเข้าไปด้านในถ้ำไม่มีอะไรน่าสนใจ เพราะจะเป็นหลุมของพื้นหินปูนและอุโมงค์ถ้ำลึกเข้าไปเท่านั้น และมืดตึ๊ดตื๋อ
แค่ 3-4 ถ้ำรวมถ้ำฤาษีนี้ ผมว่าท่านผู้อ่านคงมีแนวทางในการดูศิลปะแบบทวารวดีบ้างแล้วแหละ แต่ในบริเวณส่วนของโบราณสถานเขางูที่เรามากันนี้ ยังมีวิหารที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นซากอาคารที่เดาไม่ออกว่าเดิมควรจะเป็นอาคารแบบไหน ปัจจุบันเขาสร้างศาลาเล็กๆ ไว้ กับมีเจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิธาตุของพระปุณณะเถระ ซึ่งทั้งรอยพระพุทธบาทและพระเจดีย์ ต้องเดินขึ้นเขา ขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้น ผมเลยตัดสินใจไม่ไปดีกว่า เพราะลำพังแค่ 4 ถ้ำนี้ก็ดูศิลปะแบบทวารวดีจนอิ่มใจแล้ว
กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนในย่านนี้เป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ถึงแม้การระเบิดหินจะไม่ได้ทำในย่านนี้ แต่การระเบิดหินในบริเวณอุทยานหินเขางูที่อยู่ติดกัน ก็จะกระทบกระเทือนมาถึงบริเวณที่ขึ้นทะเบียนเหล่านี้ได้ ดีแล้วที่ยกเลิกไป ผู้ได้รับสัมปทานเขาก็ไม่ได้งอแงด้วย จึงยังคงหลงเหลือร่องรอยของศิลปะแบบทวารวดีให้เราเห็นในสถานที่จริงๆ แทนที่จะดูแค่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น
เขางู ราชบุรี อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เองครับ เชิญชวนให้ไปดูกันเลย ไปเห็นแล้วอิ่มใจได้ความรู้ด้วย ราชบุรี เขาก็มีดีครับ...


