มารู้จักกับนักเขียนซีไรต์ ประจำปี 2569 ‘วิภาส ศรีทอง’ จากผลงานรวมเรื่องสั้น ‘ร่างแปลง’สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง
KEY POINTS
- วิภาส ศรีทอง ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 จากรวมเรื่องสั้น ‘ร่างแปลง’ ทำให้เขากลายเป็นนักเขียนดับเบิลซีไรต์คนที่ 6 ของประเทศไทย
- ‘ร่างแปลง’ เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นแนว Body Horror ที่เน้นด้านจิตวิทยา (psychological) สร้างประสบการณ์การอ่านที่แปลกใหม่และลึกซึ้ง
- แก่นเรื่องตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตน มนุษย์ และสังคม โดยมีเป้าหมายให้ผู้อ่านได้มองเห็นโลกในมุมที่แปลกและแตกต่างไปจากเดิม
สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 จัดเสวนาเรื่อง ซีไรต์ 2026 พบกับ วิภาส ศรีทอง นักเขียนดับเบิลซีไรต์ คนที่ 6 ของประเทศไทย จากผลงานรวมเรื่องสั้น ร่างแปลง สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง
โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สรตี ปรีชาปัญญากุล นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย กรรมการรอบตัดสินซีไรต์ ปี 2569, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล ปะมะโข, ดร.พัฒนเดช กอวัฒนา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีวรา ผาสุขดี ร่วมพูดคุย วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ณ เวทีกลาง งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วิภาส ศรีทอง เป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลซีไรต์ถึงสองครั้ง เป็นดับเบิลซีไรต์คนที่ 6 ของประเทศไทย จากครั้งแรก พ.ศ. 2555 ประเภทนวนิยาย เรื่อง คนแคระ มาในปีนี้ 2569 ประเภทรวมเรื่องสั้น ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง เป็นนักเขียนที่มีผลงานเข้ารอบ Longlist และ Shortlist ของซีไรต์ อยู่เสมอ
มีหลักการในการสร้างงานอย่างไร
"ผมเริ่มงานเขียนมานานแล้ว จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์หรือว่าฝีมือ สิ่งที่สำคัญคือ วินัย แล้วก็ความอยากมาก ๆ ที่จะเป็นนักเขียน ต้องกัดไม่ปล่อย พรสวรรค์มันสอนให้เขียนและพัฒนาได้ แต่ความอยาก ความพยายามที่อยากจะเป็นนักเขียนตลอดทั้งชีวิต มันเป็น Passion
ร่างแปลง มีข้อความบนปกว่า รวมเรื่องสั้น Body Horror มาจากจุดร่วมที่เป็นแกนกลางของเรื่องนี้ที่ชัดเจน Body Horror เป็นสิ่งที่ผมชอบเสพ ผมเลยอยากทำบ้าง ผมเขียนในสิ่งที่ผมชอบ เขียนในสิ่งที่ผมอยากอ่าน
Cr. Kanok Shokjaratkul
แต่มันลึกกว่า Body Horror ทั่วไป ตรงที่เป็น Body Horror แบบ psychological มันน่ากลัวกว่า สื่อสารกับคนอ่านได้ดีกว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนในทุกวัน อย่างเรื่อง เอียร์เวิร์ม ผมว่าทุกคนต้องมีประสบการณ์แบบนี้เหมือนกัน การ burn out การหลบหนี การ escape อย่างเรื่อง ไฮโปคอนเดรีย บางทีเรารับข้อมูลมากเกินไปผ่านอินเทอร์เน็ต มันก็กระตุ้นให้เกิดการสืบค้นหาไม่รู้จบ มันยิ่งทำให้คนมีแนวโน้มเป็นไฮโปคอนเดรียกันมากขึ้น horror แบบนี้มันทำให้คนมองเห็นสิ่งที่ธรรมดาและที่ไม่ธรรมดา แล้วมันกินลึกกว่า มันเข้าถึงคนได้มากกว่า
สำหรับภาพยนตร์ ผมชอบ Body Horror ในแง่บรรยากาศ หลาย ๆ เรื่องของเดวิด โครเนนเบิร์ก (David Cronenberg) บรรยากาศจะเป็นอีกแบบหนึ่งเลย ไม่ใช่ Body Horror แบบ The Fly (1986) หรือ Body Horror แบบ The Thing (1982) โครเนนเบิร์ก เล่นกับ decaying ของความเป็นมนุษย์เยอะ มันคล้าย ๆ งานของ J.G. Ballard ที่เล่นกับ decaying ของชานเมือง
ผมชอบบรรยากาศของ Videodrome (1983) มาก และ Crash (1996) บรรยากาศแบบนั้น ความคลุมเครือ แล้วตีความไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร มันทำให้อยากกลับมาดูใหม่ อ่านใหม่ แต่เรื่องแบบเลือดสาด ผมเฉย ๆ มันธรรมดามาก เพราะคนทำกันเยอะ ซึ่งเรื่องในแง่ psychological ยังไม่มีใครทำ แล้วคนทำได้ถึงมันน้อยมาก ผมเลยสนใจ"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ต้องการสื่อสารอะไรถึงผู้อ่าน
"งานที่ผมเขียนมาตั้งแต่เริ่ม ผมจะตั้งคำถามเดิม ๆ ปัญหาเกี่ยวกับตัวตน ปัญหาเกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับสังคมมนุษย์ คนกับโลก มนุษย์คืออะไร เป็นปัญหาเดิม ๆ ที่ลึกซึ้งที่สุด ธีมเรื่องเดิม แต่ใช้วิธี approach หรือเข้าถึงมันต่างกันในแต่ละครั้ง
ผมอยากให้คนอ่านได้สภาวะอารมณ์แปลก ๆ ประสบการณ์อ่านที่อารมณ์แปลก ๆ ออกไป แล้วอยากให้เขาเห็นสิ่งที่ธรรมดาหรือไม่ธรรมดามากขึ้น เห็นโลกที่ธรรมดาให้มันแปลกออกไปให้ได้ ผมถือว่าทำได้แค่นั้นก็ success แล้ว
ส่วนเรื่อง content เป้าหมายหรือสาร แล้วแต่จะตีความ เราไม่ควรวัดคุณค่าของวรรณกรรมชิ้นนั้นจากความยากของมัน 'ยาก' ไม่ได้หมายความว่าดี เพราะความยากมันต้องมีวินัย มีขอบเขต ไม่อย่างนั้นคุณก็คุมได้หมด ยากไปหมด คลุมเครือไปหมด"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ที่มาของชื่อหนังสือ
"ผมนึกถึงอย่างเดียวคือ Metamorphosis คำนี้ผมกลัวมาก เพราะมันมีอะไร 'กลาย' หรือ 'แปลงร่าง' แต่มันจะคล้าย Kafka มากเกินไป ต้องสลับคำ คุยกับบก. เขาก็เลือกอันนี้ ผมให้ไป 5-6 ชื่อ ผมกับเขาเห็นว่าคำนี้ดีที่สุด ส่วน 'สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง' มันเป็นคำโปรย เราสื่อสารกันผิด เขาเลยใส่ไปด้วย ก็เลยเป็นชื่อยาวไป
หลังได้รับซีไรต์ และเป็นดับเบิลซีไรต์คนล่าสุด ก็รู้สึกยินดี ยังยินดีอยู่ทุกวันนี้ ดีใจมาก ที่สำคัญคือมันทำให้หนังสือผมเข้าถึงคนอ่านได้มากขึ้น เพราะปกติงานแบบนี้คงยาก อย่างน้อยบางโรงเรียนหรือครูก็จะให้อ่านมากขึ้น
เพราะว่า หนังสือ เราไม่ต้องตีความทุกอย่าง เราอ่านเพราะว่าความสนุก หรือบรรยากาศ หรือเรื่องราว หรือความลึกลับของมัน งานศิลปะไม่จำเป็นต้องตีความ ขอให้มันอยู่ตรงนั้นก็พอ ให้เรากลับไปดูได้ใหม่ แล้วก็ได้ตีความใหม่
การเรียงลำดับเรื่อง เราตั้งใจเอาเรื่องใกล้ตัวก่อน แล้วก็ขยายไปเรื่อย ๆ เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นใหญ่ เรื่องสังคม เรื่องโลก เรื่องสงคราม ผมมีความรู้สึกว่าไม่ควรเอาเรื่อง วอยด์ ไปติดกับเรื่อง วิญญาณของยุพา เพราะมันยาวพอกัน คนอ่านจะเบื่อ
ผมคิดว่าการอ่านเรื่องสั้นไม่ต้องเรียงลำดับ แล้วการอ่านเรื่องสั้นที่ดี ไม่ควรอ่านรอบเดียวจบ ลองคิดดู ถ้าเราอ่านงานของ แอลิซ มันโร (Alice Munro) รอบเดียวจบ นี่ไม่ไหวจริง ๆ แต่เรื่องของเธอดีมากเลย หรือหลาย ๆ คน ที่อ่านรวดเดียวจบก็จะเข้าไม่ถึงไม่ลึกพอ แต่ถ้าค่อย ๆ อ่าน อีกสองวันอ่านเรื่องนี้อีก ก็จะเห็นภาพมากขึ้น
Cr. Kanok Shokjaratkul
การเล่าเรื่อง ผมใช้เทคนิคแบบบุรุษที่สาม เข้าใกล้ตัวละคร เข้าในจิตใจตัวละคร ถ้าเกิดเขียนแบบบุรุษที่หนึ่งอย่างเรื่องสุดท้าย มันยากที่จะเข้าไปยังมุมมองของตัวละครตัวอื่น ๆ แต่วิธีนี้มันสามารถกระโดดได้ แล้วเข้าถึงความคิดเขาได้ ผมอยากแนะนำวิธีนี้ให้กับนักเขียนรุ่นใหม่ ผมว่าวิธีนี้ดีที่สุด
ตั้งแต่เขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก 'แมวเก้าชีวิต' ผมมีมุมมองที่ค่อนข้างแข็งในเรื่องกลับไปหาธรรมชาติ ผมรู้สึกว่ามันแคบไป เพราะเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ ก็สำคัญ ถ้าปฏิเสธแล้วกลับไปอยู่ Walden ผมว่ามันไม่เวิร์ก อย่างเรื่อง สัตภาวะ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ผมพยายามทำให้มีมุมมองใหม่ ๆ ออกมา
ผมจะเลียนแบบงานตัวเองหลายครั้ง ถ้าอ่านงานผมหลาย ๆ เรื่อง จะมีฉากที่ตัวละครตามใครสักคนอย่างในคนแคระ จะมีฉากที่ตัวละครหลักเดินตามอะไรสักอย่าง ผมว่ายังไม่มีใครทำที่ตัวละครมนุษย์เดินตามสัตว์สุนัข ผมว่ามันแปลกดี มันฉีกออกไป เราสามารถเล่นอะไรได้เยอะกับมัน
ผมชอบ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) มาก ในเรื่อง อันนา คาเรนินา (Anna Karenina) จะมีฉากเลวินไปยิงนกกระทาแล้วมีหมาไปคาบนกที่โดนยิงมา เขาบรรยายสัตว์ตัวนี้ในแบบบุรุษที่สามได้อย่างเหลือเชื่อมาก ผมอยากทำบ้าง ผมไม่ได้มีความคิดของไอ้หมาตัวนี้ แต่ผมก็ใกล้แล้วล่ะ ผมชอบและภูมิใจกับฉากนี้มาก มันครีเอทเยอะ
ภาพในเรื่องมีที่มาหลากหลาย มาด้วยกลิ่น มาด้วยเสียง แต่มาทั้งซีนเลยไม่มี พอผมจับความรู้สึกได้ก็ไปเรื่อย ๆ การเขียนนิยายมันเหมือนขี่ม้า เราเป็นจ๊อกกี้ จ๊อกกี้ต้องทำตัวให้เบาที่สุด แล้วถ้ามันเวิร์ก ม้ามันวิ่งได้เอง ก็วิ่งไปเลย ยาวเลย เราก็ทำตัวลีบ ๆ ให้เบา อย่าไปแตะมัน ให้มันวิ่งเอง ผมใช้วิธีนี้เวลาคิดฉากอะไร ๆ "
Cr. Kanok Shokjaratkul
เอียร์เวิร์ม เสียงในหัว
"เรื่องนี้ผมเขียนไปได้แค่ครึ่งเรื่อง แล้วไม่รู้จะจบยังไง พอตัวละครหลักโดนหนอนยึดในหูแล้ว คอนโทรลแล้ว เราจะไปไหนต่อ ผมก็หักเลย หักไปกลับบ้าน เรื่องนี้เขียนแบบใจตก กลัวมาก กลัวมันจะพัง มันจะตกม้าตาย แต่ผมก็ลากไปเรื่อย ๆ จนจบได้
สังเกตได้ว่าเรื่องใหญ่ ๆ ในโลกส่วนมากจะแพ้เรื่องเล็ก ๆ จริง ๆ แล้ว ร่างกายซื่อสัตย์กว่าคำพูด มันจารึกบนร่างชัดเจนกว่า แล้วเป็นพื้นที่สุดท้ายของความจริงที่หลงเหลืออยู่
ส่วนเรื่องแบบธรรมชาติ ผมกลัวนะ คืองานผมไม่อยากให้มีฝ่ายร้าย ฝ่ายดี ธรรมชาติดี เทคโนโลยีแย่ มันขาวดำ ผมพยายามฉีกหลบไป เพราะว่างานแบบขาวดำเขาทำกันเยอะแล้ว งานมันลดมิติไปเยอะ มันแบน มันไม่ไหว มันไม่กลม"
Cr. Kanok Shokjaratkul
โลกหลับ
"มาจากที่ผมอ่านบทความเรื่องเด็กกลุ่มหนึ่งอุปาทานหมู่แล้วก็หลับไปด้วยกัน เป็นลูกหลานของมุสลิมกลุ่มผู้อพยพในสแกนดิเนเวีย พอรัฐบาลบอกว่าต้องส่งกลับแล้วนะ เด็กพวกนี้เริ่มจากคนหนึ่ง สลบไปเลย หมอก็เข้าไปเช็ค ปรากฏว่าเป็นโคม่าจริง ๆ ไม่สามารถระบุได้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แล้วก็เริ่มมีคนที่สองคนที่สามมา ทุกวันนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ หลายปีแล้ว เรื่องตลกคือ พอรัฐบาลไฟเขียวให้อยู่ต่อ ไม่นาน เด็กพวกนี้ฟื้น นี่คือแรงบันดาลใจที่ผมเอามาเขียนเรื่องนี้
วิญญาณของยุพา ผมเขียนเพราะผมชอบน้ำเสียงผู้หญิงในเรื่อง อยากเขียนเรื่องผู้หญิง เพราะช่วงหลัง ๆ เขียนเรื่องของผู้ชายติด ๆ กัน เรื่องหอยทาก มันมาได้ไง ผมก็ไม่รู้นะ เขาเชิญไปพักที่เชียงใหม่ บอกให้เขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับที่ไปพัก เขาจะให้พักฟรี แล้วมันเป็นป่า
บางทีมันก็มาจากความฝัน ผมก็ไม่รู้ บางทีมาจากจิตใต้สำนึก ขึ้นมาเอง เป็นความสุขมากที่ได้เซอร์ไพรส์ตัวเอง ตอนเขียนผมก็ไม่รู้ว่าจะจบยังไง จะไปยังไง ค่อย ๆ เขียนไป ใช้เวลานาน จริง ๆ เรื่องนี้ยาวกว่านี้ผมตัดออกไปเยอะ เข้าไปในจิตใจตัวละครมากเกินไป เขียนบรรยายความรู้สึกมากเกินไป ผมไม่มีรีดเดอร์ช่วยอ่านเวลาเขียน ซึ่งนักเขียนที่ดีต้องมีรีดเดอร์ส่วนตัวจะทำงานได้ดีขึ้น"
Cr. Kanok Shokjaratkul
เรื่องสั้นกับนิยาย แตกต่างกันอย่างไร
"เมื่อก่อนตอนเป็นนักเขียนใหม่ ๆ เรื่องสั้นเขียนง่ายกว่าเยอะ ตัวเราเต็มไปด้วยพล็อต มีเรื่องอยากจะบอกเยอะ แล้วไม่ต้องลงทุนในตัวละครมาก มีประเด็นชัด เขียนง่าย แต่พอผ่านไปหลาย ๆ เล่ม มันจะยากในแง่ของการคิดเรื่อง การคิดตัวละครใหม่ขึ้นมา เพราะว่าเรื่องสั้นใช้ตัวละครเปลือง ต้องสร้างสถานการณ์ใหม่ ๆ ต้องสร้างจุดไคลแมกซ์ใหม่ ๆ จุดกระทบใหม่ ๆ ซีนใหม่ ๆ มันยากมาก ๆ
ขณะที่ตัวละครในนิยาย เราคิดหนักจริงรอบแรก มีตัวละครนี้ มีไทม์ไลน์คนนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ พอเราคิดเสร็จแล้วมันง่าย เขียนไป 3-4 บทมันก็ไหล เราเป็นจ๊อกกี้ขี่ม้า ตอนนี้ม้าวิ่งแล้ว เราแค่คุมทิศทางอย่างเดียว พูดง่าย ๆ คือกล้ามเนื้อคนละชิ้น Muscle คนละชุด วิ่ง 100 เมตรก็ Muscle ชุดหนึ่ง วิ่งมาราธอนก็อีกชุดหนึ่ง
เวลาผมได้ตัวละครตัวหนึ่ง ผมจะมองโลกผ่านเขาหมดเลย วันนี้เขาเจอเหตุการณ์อย่างนี้จะรู้สึกแบบไหน ผมกลายเป็นคนนั้นไปเลย เสร็จแล้วก็ไปเปลี่ยนอีกคน เวลาจบเรื่อง ผมต้องใช้การอ่านอย่างน้อย 20 เล่มขึ้นไปเพื่อล้างหัวเริ่มใหม่ ไม่งั้นตัวละครยังอยู่ เวลาทำงานก็ทำเรื่องเดียวไปเลย ไม่สามารถแบ่งภาคไปทำเรื่องอื่นได้"
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul





