การจัดงานพบปะ 'นักเขียน' ผู้เข้ารอบคัดเลือกรางวัล 'ซีไรต์' หรือ Shortlist ทั้ง 7 คน ผ่านทางออนไลน์ เพื่อพูดถึงหนังสือของตัวเอง
KEY POINTS
- การพูดคุยกับนักเขียน 7 คนที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก (Shortlist) รางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 ประเภทเรื่องสั้น แต่ละคนเล่าถึงที่มาของผลงาน
- ผลงานทั้ง 7 เล่มมีเนื้อหาและแนวทางที่หลากหลาย ครอบคลุมประเด็นสังคมร่วมสมัย, ชีวิตแรงงาน, วัฒนธรรมท้องถิ่น (อีสาน, ชายแดนใต้) ไปจนถึงการสำรวจจิตใจมนุษย์
- นักเขียนอธิบายแนวคิดหลักของหนังสือแต่ละเล่ม เช่น 'กะลา-ลัง' พูดถึงแรงงานข้ามชาติ, 'นาคาร้องไห้' เล่าเรื่องการย้ายถิ่นฐานของคนอีสาน
รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (Southeast Asian Writers Award) หรือ ซีไรต์ (S.E.A. Write) เป็นรางวัลประจำปีที่มอบแก่กวีและนักเขียน 10 ประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน
ในประเทศไทยมีการประกวดวรรณกรรม 3 ประเภทหมุนเวียนไป ได้แก่ กวีนิพนธ์, รวมเรื่องสั้น, นวนิยาย ในปี 2569 ครั้งที่ 48 เป็นการประกวดวรรณกรรมประเภท รวมเรื่องสั้น เปิดรับสมัครช่วงเดือนเมษายน 2569 มีผู้ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 71 เล่ม
วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ประกาศผลรอบแรก (Longlist) จำนวน 15 เล่ม
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ประกาศผลรอบคัดเลือก (Shortlist) จำนวน 7 เล่ม
คณะกรรมการรอบคัดเลือก ได้แก่ ขจรฤทธิ์ รักษา, แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข, ดร.พัฒนเดช กอวัฒนา, ภาณุพงศ์ คงจันทร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีวรา ผาสุขดี, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ คู่ทวีกุล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล ปะมะโข
วันที่ 6 กันยายน 2569 สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดงาน พบนักเขียนรางวัลซีไรต์ รอบคัดเลือก ปี 2569 ในรูปแบบออนไลน์
โดย แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีวรา ผาสุขดี ร่วมสนทนา กับนักเขียน รอบคัดเลือก (Shortlist) ทั้ง 7 คน ได้แก่ รมณ กมลนาวิน, แพรพลอย วนัช, ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด, ชุติเดช ยารังษี, วิภาส ศรีทอง, ศิริ มะลิแย้ม และนวพล พิสุทธิวงส์
การพูดคุยครั้งนี้ จะให้นักเขียนแนะนำตัวเองและพูดถึงหนังสือของตัวเอง เริ่มจาก
กะลา-ลัง : รมณ กมลนาวิน
"รมณ กมลนาวิน เป็นชื่อจริงนามสกุลจริง และใช้ในการเขียน เดิมทีเป็นพนักงานออฟฟิศ ปี 54 ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ปลดหนี้สินหมดแล้ว พร้อมที่จะมาเป็นนักเขียน ก็เลยลาออก มาถึงวันนี้ 16 ปีแล้ว เขียนเรื่องสั้นเป็นส่วนใหญ่ เป็นนักเขียนฟูลไทม์แล้วทำงานแฮนด์เมดเป็นอาชีพรอง มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ รายได้ส่วนใหญ่มาจากการเขียน
คนชอบถามว่า กะลา-ลัง แปลว่าอะไร กะลา เปรียบถึงพื้นที่เล็ก ๆ หรือชุมชนที่อยู่อาศัยร่วมกันภายใต้โครงสร้างสังคมเดียวกัน อยู่อย่างพึ่งพาเกื้อกูลและบางครั้งก็กระทบกระทั่งกันในชีวิตประจำวัน ส่วนคำว่า ลัง เปรียบถึงพื้นที่แคบ ลัง เป็นภาชนะใช้ขนย้ายสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจกำหนดปลายทางหรือชะตาชีวิตของตัวเองได้ เช่น พวกหมาแมวที่ถูกเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ โดยที่มันเลือกเองไม่ได้
ในเล่มนี้ก็เปรียบเป็นแรงงานข้ามชาติ ผู้มาจากบ้านเกิด ถูกแรงผลักดันของชีวิตพาเข้ามาในประเทศไทย แล้วถูกโยกย้ายนำไปในปลายทางที่ชีวิตเลือกเส้นทางตัวเองไม่ได้ อยู่ในภาวะจำยอม"
Cr. Kanok Shokjaratkul
"ดังนั้น กะลา-ลัง ก็หมายถึงชุมชนเล็ก ๆ ที่ผู้คนทั้งคนไทยเจ้าถิ่นและแรงงานข้ามชาติใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเพราะสถานการณ์และเงื่อนไขของชีวิตผลักให้มาเจอกัน ในเล่มประกอบไปด้วยเรื่องของคนในชุมชน เรื่องของครอบครัว เรื่องของการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างคนไทยเจ้าถิ่นกับแรงงานข้ามชาติ และเจาะจงพูดถึงแรงงานข้ามชาติ
ธีมเล่มจะไม่แตกต่างจากเล่มก่อน ๆ มากนัก พูดเรื่องของสังคม ครอบครัว แรงงานต่างชาติในแบบปลายเหตุ แต่ว่าเล่มนี้เราพูดในลักษณะของสายตาคนในมองออกไปว่า ปัญหาที่เราเห็นกันจนเหมือนจะชินชา เรื่องยาเสพติด เด็กติดยา เด็กเดินยา อาชญากรรม แรงงานข้ามชาติอะไรต่าง ๆ ในเล่มนี้จะบอกว่าเพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนั้น สิ่งเกิดขึ้น อาชญากรรมต่าง ๆ ยาเสพติดต่าง ๆ ที่มันไปอยู่ในมือเด็ก มันเป็นเพราะอะไร
ตัวเองอยู่ในชุมชนมา 40 ปี สิ่งละอันพันละน้อยที่เราใส่ในเล่ม เกิดจากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน เห็นบ้านนู้นบ้านนี้ เช่น เรื่องแรกพูดถึงการผลิตเยาวชนขึ้นมาคนหนึ่งของครอบครัว ในชุมชนจะมี ดร.สลัม เป็นด็อกเตอร์คนเดียวในชุมชน แล้วพ่อแม่หลาย ๆ บ้านก็อยากให้ลูกเป็นแบบนั้น แต่วิธีการสร้างเยาวชนขึ้นมาให้ได้เป็นแบบนั้นมันก็แตกต่างกัน เพราะคนในชุมชนส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีจิตวิทยาเลี้ยงลูก การสร้างลูกให้เป็นแบบนั้นได้มันขาดความเข้าใจ ทำให้เกิดผลในเล่มนี้ ซึ่งสปอยล์ไม่ได้"
คอลลาจบรรเลง : แพรพลอย วนัช
“แพรพลอย วนัช เป็นนามปากกา ตอนแรกที่เขียนเราอยากได้นามปากกาที่เรียบง่าย จำง่าย ก็นึกถึงนักแสดงที่เราชื่นชอบ แพรพลอย ทัยคุปต์ ก็เอาชื่อคุณแพรพลอยมา แล้ว วนัช มาจากชื่อจริง วรรณวนัช ตอนแรกเป็นพนักงานประจำ แล้วลาออกปี 51 เพราะอยากจะเป็นนักเขียน เริ่มจากแปลเรื่องสั้นลงนิตยสารก่อน แล้วมาเริ่มเขียนจริง ๆ จัง ๆ ปี 53 เริ่มจากนิยายรัก ปี 54 ส่งรวมเรื่องสั้นเข้าประกวดนานมีบุ๊คส์อวอร์ดได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง เป็นผลงานเล่มแรก หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จนมาถึงเล่มนี้ คอลลาจบรรเลง เป็นผลงานเล่มที่ 14
คอลลาจบรรเลง เกิดขึ้นในช่วงโควิด คนจะอยู่บ้านกันแล้วโพสต์เรื่องของตัวเอง เรื่องลูก เรื่องส่วนตัว เรื่องดูหนังฟังเพลง ในช่วงที่โควิดมันหนักมาก ๆ มีคนหนึ่งโพสต์ว่า บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ นักเขียนทำอะไรอยู่ เราก็เลยสะดุดใจว่า เอ๊ะ แล้วเขาจะให้นักเขียนทำอะไรในช่วงเวลาแบบนี้ แต่ละคนเวลาโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียก็โพสต์ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ มันเหมือนภาพแปะติดปะต่อเรื่องของใครของมัน มันเหมือนภาพคอลลาจ เราเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ คนละเรื่อง ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น"
"ย้อนกลับไปปี 65 เราเขียนเรื่องเยอะพอสมควร ติดต่อไปที่คุณชาคริต แก้วทันคำ บอกเขาว่าอยากรวมเล่ม รวมให้หน่อย เราก็ส่งต้นฉบับไปเยอะมาก เขาคัดมา 10 เรื่อง แล้วเรียงให้ว่าเอาเรื่องนี้ขึ้นก่อน เรื่องนี้ไว้หลัง ดูต้นฉบับ แก้ไขที่บกพร่อง เคยมีคำพูดว่า มีเงินก็พิมพ์เองได้ เราก็ไม่อยากให้คนมองแบบนั้น เราทำให้มันประณีต ก็ค่อย ๆ ทำไป แก้ไขต้นฉบับร่วมกับบก.แล้วออกมาเป็นเล่มนี้
อย่างเรื่องหิมะแรก เราวางพล็อตไว้แล้ว ประเด็นที่ต้องการสื่อคือเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ เราเป็นคนไม่ดูซีรีส์เกาหลี แล้วเห็นคนรอบข้างหลายคนติดซีรีส์เกาหลีมาก เราก็ไม่เข้าใจ เกาหลีเขามีซอฟต์พาวเวอร์ที่ดี ผู้ชายเกาหลีอาจไม่ได้โรแมนติกอย่างนั้นก็ได้ แต่เขาสามารถทำให้คนชาติอื่นมาหลงใหลผู้ชายของเขาได้ แล้วในชีวิตจริงจะมีโรแมนติกจบแบบแฮปปี้แบบนั้นไหมก็หยิบเอามาเขียน"
นาคาร้องไห้ : ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด
"ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด เป็นชื่อจริงนามสกุลจริง ปัจจุบันทำงานรับราชการอยู่ที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ใช้เวลาว่างเขียนหนังสือ ในช่วงโควิด พยายามพัฒนางานให้ดี โตมาจากสายประกวด ถนัดเขียนเรื่องสั้นมากกว่านิยาย เพราะเขียนนิยายแล้วใจจะขาดตอนองก์สาม เรื่องสั้นมีเสน่ห์ตรงที่สามารถเล่าประเด็นที่แหลมคมได้ในไม่กี่หน้า จะรู้สึกสนุกมาก ๆ ที่ได้เขียนเรื่องสั้น
เล่มที่แล้ว กี่บาด มีเชิงอรรถ เพราะกลัวว่าคนอ่านจะไม่เข้าใจ เล่มนี้ไม่มีเชิงอรรถ เพราะรู้สึกว่าภาษาอีสานเข้าถึงง่ายกว่าภาษาเหนือ ภาษาอีสานอยู่ในป๊อปคัลเจอร์เยอะกว่า มีพื้นที่สื่อเยอะกว่า คุยกับ บก.ว่าจะใส่เชิงอรรถดีไหม ได้รับคอมเมนต์หลายคน มีทั้งชอบและไม่ชอบ ส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบจะบอกว่า อ่านแล้วสะดุด รู้สึกเหมือนตะโกนใส่ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องแต่งตลอดเวลา เล่มนี้เลยอยากทำอะไรที่แตกต่างกันไปบ้าง เราอยากใช้ภาษาแม่โดยไม่มีข้อจำกัดอะไร จะใส่เชิงอรรถน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอยากให้พื้นที่กับภาษาแม่ได้เฉิดฉายในโลกวรรณกรรม
ที่ผ่านมาทำงานกับบก.มาตลอด ส่วนหนึ่งเรามีงานประจำด้วย เราไม่ได้เติบโตมาในสายภาษาแต่แรก เราอยากจะให้ผู้เชี่ยวชาญเขามาช่วยเราตรงนี้ ทั้งบก.ทั้งพิสูจน์อักษร ถ้าทำงานกับประเสริฐศักดิ์จะรู้ว่าพิมพ์ผิดเยอะมาก แล้วข้อมูลบางอย่างถ้าบก.ไม่ทักท้วงเราก็มีสิทธิ์ที่จะหลุดได้ ฉะนั้นเรารู้สึกว่าทำหนังสือมันเป็นงานกลุ่มมากกว่า เพราะ 1) ไม่สามารถทำคนเดียวได้โดยส่วนตัว 2) รู้สึกว่าการทำงานกลุ่มมันได้เปิดรับความคิดเห็นของคนอื่นตั้งแต่ขั้นตอนการทำงาน เพราะเวลาหนังสือออกไปสู่วงกว้างแล้ว เราจะชินกับฟีดแบคคนในวงกว้าง การมีบก.ที่ดี มีพิสูจน์อักษรที่ดี มันเติมเต็มตรงนี้มาก ๆ เลย"
Cr. Kanok Shokjaratkul
เราเป็นคนวางแผน ปีนี้ทำอะไร สิบปีทำอะไร นาคาร้องไห้ เป็นแผนที่ลอนช์ (Launch) ออกมาตอนนี้อยู่แล้ว กี่บาด เป็น Accidentally ออกมาก่อน นาคาร้องไห้ เป็นเรื่องของการเดินทางของชีวิตการเขียนมาตั้งแต่เขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกช่วงโควิดแล้วสะสมมาเรื่อย ๆ ส่งไปเวทีประกวดบ้าง ตกรอบบ้าง เขียนแล้วทิ้งลงถังขยะบ้าง เขียนแล้วได้ตีพิมพ์ตรงนั้นตรงนี้บ้าง นาคาร้องไห้ เดินทางมา 5 ปี วางแผนมาตลอด การทำงานกับบก. บก.จะบอกได้ว่าควรจะพิมพ์ช่วงนี้ ออกตอนนี้ หรือควรทำกับสำนักพิมพ์นี้ ความจริง นาคาร้องไห้ เขียนก่อน กี่บาด กี่บาดเขียนในช่วงพักจังหวะที่ทำนาคาร้องไห้
นาคาร้องไห้ เป็นหนังสือที่ประเสริฐศักดิ์ตั้งใจแล้วพยายามใส่รายละเอียดค่อนข้างเยอะที่สุด เป็นเล่มที่กลั่นกรีดวิญญาณออกมาจากประสบการณ์วัยเด็ก จากชีวิตการทำงานที่อยู่ในภาคอีสาน ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ภาคอีสาน ก็ยังเห็นชีวิตผู้คน เห็นสิ่งที่ยากลำบาก เห็นโอกาสที่จะพัฒนาอะไรต่าง ๆ นานา ในผืนแผ่นดินนี้ มันบอกเล่าเรื่องราวสิ่งที่คนอีสานเขาใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำทุกวัน ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความทุกข์ ความสุข ความรัก หรือแม้แต่บทเพลงลูกทุ่งหมอลำที่คนอีสานฟังด้วยกันทุกวัน ฟังตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม เล่มนี้กลั่นออกมาเป็นสิ่งนั้น
อยากจะให้คนอ่าน ใครที่ยังไม่ได้อ่าน ลองอ่านดู มันมีความ World Building อยู่ประมาณหนึ่ง ทุกเรื่องจะมีความเชื่อมกันเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเป็นสีสัน ถ้าอ่านเรื่องเดียวก็ได้สารหนึ่ง แต่ถ้าอ่านรวมทั้งเล่มก็จะได้สารใหญ่ขึ้นมาอีก มันอาจจะสโลว์ช้า ๆ นิดหนึ่ง แต่ว่าตั้งใจและได้อะไรแน่นอนจากการอ่านเล่มนี้
Cr. Kanok Shokjaratkul
แม้จะเป็นหนังสือที่มีฉากเป็นอีสานซะส่วนใหญ่ แต่หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างรีเลทกับทุกคนและผู้คนทั่วโลกว่า เหตุผลที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐาน มีปัญหาเชิงโครงสร้างหรือมีรากมาจากอะไร ทำไมคนเกิดในพื้นที่หนึ่งไม่สามารถทำงาน อาศัย และมีความสุขในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเองได้
เทสต์หนังสือค่อนข้างสโลว์เบิร์นนิดนึง อ่านเรื่องไหนแล้วรู้สึกว่ามันช้าไป ก็พลิกกลับมาอ่านเรื่องต่อไปได้ มันจะแบ่งเป็น 2 หน้า คือ หน้า A ที่เขียนโดย ประเสริฐศรี ทองมีนา แล้วก็หน้า B ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด หน้า A จะเพ้อ ๆ ฝัน ๆ หน่อย จะเหนือจริง แล้วก็เล่าในเชิงอารมณ์ความรู้สึกของละครที่คล้ายกับเพลงลูกทุ่งหมอลำอีสานที่พูดถึงคนที่จากบ้านไปหรือคิดถึงใครบางคน
ส่วนหน้า B จะเล่าโดยประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด จะมีความสมจริงขึ้น พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะขึ้น และปัญหาหลาย ๆ ปัญหาที่จะรีเลทกับภาพใหญ่ที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ราคาหนังสือตั้งตามความหมายที่อยากสื่อสารพ้องกับเพลงดอกหญ้าในป่าปูน ที่ใส่เสื้อตัว 199 หนังสือ 399 คือความหมายของคนอีสานที่เอาความเชื่อวิถีชีวิตไปแสวงหาโอกาสที่ต่างแดน ฝากรวมเรื่องสั้นทั้ง 7 เล่มด้วย อยากเห็นสังคมอ่านเรื่องสั้นกันเยอะขึ้น ถ้าผู้คนสนใจเรื่องสั้นมากขึ้นก็จะมีนักเขียนเรื่องสั้นเติบโตเยอะขึ้นมากกว่าทุกวันนี้มาก ๆ "
ผมจะเล่าเรื่องผีให้คุณฟัง : ชุติเดช ยารังษี
"ผมเขียนหนังสือมาตั้งแต่อายุ 15 เป็นดุริยางค์อยู่วงโยธวาทิต ก็ใช้นามปากกาเป็นเครื่องดนตรีคือ เฟรนช์ฮอร์น ตีพิมพ์กับสถาพรบุ๊คส์ ต่อมาก็ใช้นามปากกาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Batman เขียนแนว LGBTQ+ นามปากกา เปลวเพลิง เขียนแนวสยองขวัญ นามปากกาเปลวไฟ เขียนแนวโรแมนซ์ นามปากกาเปลวฝน เขียนแนวโรแมนติก ดราม่า
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตผมคือการเลือกที่จะถอดหน้ากากนามปากกาทั้งหมดออกแล้วก้าวเดินใช้ชื่อ ชุติเดช ยารังษี ลงสนามวรรณกรรมจริง เพื่อประกาศตัวตน และรับผิดชอบต่อทุกบาดแผลและตัวอักษรของผม เพื่อจะเขียนเรื่องที่ท้าทายศีลธรรม อัตถิภาวนิยม ที่เชื่อว่าตัวละครสามารถใช้ชีวิตแบบอิสระของตัวเอง ไม่ว่าพวกเขาจะถูกหรือผิด แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับกับผลที่จะตามมาให้ได้
สำหรับ ผมจะเล่าเรื่องผีให้คุณฟัง ตอนแรกผมส่งเรื่องสั้น 2 ชุดไปให้ บก. ชุดแรกชื่อว่า ผู้ทรงศีลและเรื่องเล่าอื่น ๆ ชุดที่สองชื่อว่า สิ่งแปลกปลอม บก.อ่านแล้วไปสะดุดที่ชุดที่ 2 ที่มีชื่อเรื่องว่า ผมจะเล่าเรื่องผีให้คุณฟัง เพราะรู้สึกว่ามันครอบคลุมกับชุดที่ 1 มากกว่า เลยตัดเรื่องสั้นเรื่องนี้มาใส่ ชื่อเรื่องนี้จึงได้มาจาก บก.ตั้งให้"
"ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นเรื่องผีทั้งหมด เราต้องการให้มันเป็นจักรวาล งิ้วหงก สบจ้อม หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผมอาศัยอยู่ ในจังหวัดพะเยา ตัวละครในเรื่องจะมีความต่อเนื่องกัน ที่เลือกฉากเป็นชุมชน งิ้วหงก สบจ้อม ก็เพื่อจะเล่าเรื่องผี ๆ ให้กลายเป็นแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ แบบงานของมาร์เกซ
ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ ภู กระดาษ ว่า ถ้าเราเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เป็นความเชื่อของชุมชน เขียนมันออกมาโดยไม่ได้มีผีตุ้งแช่อะไร เราเรียกสิ่งนั้นว่าสัจนิยมมหัศจรรย์ ผมตั้งใจสร้างรวมเรื่องสั้นนี้ในแนวทางนี้
โดยใช้รูปแบบที่หลากหลาย ทั้งบทละคร สารคดี นิทานพื้นบ้าน ค่าวซอพื้นเมือง ไปจนถึงบทสนทนาออนไลน์มาตัดสลับกับเนื้อเรื่องภาคเหนือ เพราะว่าสำหรับผมแล้ว ผีมันเป็นวิญญาณหลอกหลอนรูปแบบหนึ่งที่สามารถตั้งชื่อแบบหลอก ๆ คนอ่านได้ หลอกให้ซื้อ มันสามารถขายได้ในคนที่จะซื้อเรื่องผี แต่พอไปอ่านจริง ๆ กลับเป็นวรรณกรรม"
ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง / วิภาส ศรีทอง
"ผมเขียนงานตั้งแต่สมัยมัธยม เริ่มมาจากการอ่านไซไฟ แล้วก็วรรณกรรมเพื่อชีวิต พอเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มจากเขียนไดอะรีก่อน แล้วส่งไปตามนิตยสารต่าง ๆ มติชน เนชั่น สยามรัฐ ก็เขียนไปเรียนไป ประมาณ 10 ปี ออกมาทำงาน เปิดร้านอาหาร รับแปลงานบ้าง รวมเล่มครั้งแรกกับคุณวาดรวี ผมเขียนไม่เยอะ แต่ทำมาค่อนข้างต่อเนื่อง เขียนมา 10 กว่าเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นนิยาย เรื่องสั้นมี 3-4 เล่ม
ร่างแปลง เล่มนี้เป็นงานที่ผมฝืนตัวเองน้อยที่สุด เป็นงานที่อยากเขียนมานานแล้ว ผมชอบงาน Body Horror แต่ Horror สไตล์ผมไม่ใช่ Horror ตลาด ผมเขียนเรื่องสั้นสไตล์นี้มาแบบประปราย นักเขียนทุกคนจะมีความ obsession อะไรบางอย่างส่วนตัว ผมก็ obsess เรื่องนี้มา มันก็โผล่ในเรื่องสั้นบ้าง ในนิยายบ้าง อย่างล่าสุด ก็มีความเป็น Body Horror อยู่เหมือนกันระดับหนึ่ง มาจากเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ผมเขียนตอนอายุ 17 เรื่องสั้นชื่อเรื่อง ซาก แกนกลางของเรื่องนี้คือสัตภาวะ 3-4 เรื่องแรกนี่เขียนติดกันเลยไม่ได้เขียนส่งไปที่ไหน รวมได้ 8 เรื่องส่งไปสำนักพิมพ์สมมติ"
Cr. Kanok Shokjaratkul
"งานค่อนข้างกินลึกมากกว่า แล้วความกลัวแบบสโลว์เบิร์นนิดหนึ่ง ผมคิดว่าร่างกายมันเป็น เมตามอร์โฟซิส (Metamorphosis) เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างขอบเขตของร่างกาย ขอบเขตของคนเรากับโลกภายนอก ทำให้เห็นว่า ศูนย์กลางคือ สัตภาวะ สิ่งที่เราเผชิญรอบ ๆ ตัว เช่น ความร้อน ความเครียด เศรษฐกิจ เสียง มันเข้ามาแล้วมันทำอะไรบางอย่างกับเรา มันทำให้อารมณ์ความสัมพันธ์ของเรากับร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไป
แต่ละเรื่องมันคือการแสดงออกว่าตัวละครแต่ละตัวมันแสดงออกมาอย่างไรกับความสัมพันธ์ร่างกายที่พร่าเลือน บางคนก็นิ่งเงียบไป บางคนก็หมกมุ่นกับร่างกายไปเลย หรือบางคนก็หมกมุ่นกับอะไรก็ไม่รู้ที่เป็นตัวแดง ๆ บางคนเส้นแบ่งธรรมชาติกับร่างกายไม่แน่นอนไปเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากลองอะไรใหม่ ๆ ที่มันเอนเตอร์เทนมากขึ้น ผมอยากให้มันเอนเตอร์เทนกว่าเล่มอื่น ๆ หลายคนบอกว่าอ่านง่ายขึ้น"
หรือเราถูกเลือกให้แหลกสลาย : ศิริ มะลิแย้ม
"ชื่อจริงชื่อศิริวัฒน์ มะลิแย้ม ใช้นามปากกาว่า ศิริ มะลิแย้ม เหตุผลสั้น ๆ ตัดคำว่าวัฒน์ออก อยากให้ศิริกับมะลิแย้ม มันคล้องจองกัน เพื่อนักอ่านจะได้จำง่ายขึ้น เริ่มเขียนตั้งแต่มัธยม เขียนมาเรื่อย ๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ปี 57 มีเรื่องสั้นเรื่องแรกได้ตีพิมพ์ที่ สยามรัฐ ทำให้มีกำลังใจ เขียนมาเรื่อย ๆ ปีถัดมา เรื่อง หมวกของอาฮัด ที่อยู่ในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศมติชนอวอร์ด ก็เขียนมาเรื่อย ๆ จนมารวมเล่มได้
หรือเราถูกเลือกให้แหลกสลาย เล่มนี้พิมพ์มา 3 ปีแล้ว เรื่องสั้นทั้งหมดในเล่มมีอายุเฉลี่ย 10 ปี อย่างเล่ม จักรวาลไม่สมบูรณ์แบบ ที่เข้ารอบ Longlist เล่มนั้นจะเป็นงานทางโซนอีสาน ก็เป็นงานเก่า ๆ เหมือนกัน ไม่ได้เขียนใหม่ เล่มที่เขียนใหม่คือ นักสร้างคอนเทนต์ ก็เข้ารอบ Longlist เหมือนกัน ผมคาดหวังในเล่มนี้มากกว่า"
"พอประกาศว่าเล่มนี้เข้า Shortlist ผมก็แปลกใจพอสมควร เพราะเรื่องนี้ผมไม่ใช่คนในพื้นที่ ผมจินตนาการขึ้น ดูข้อมูลจาก YouTube บ้าง อ่านหนังสือบ้าง ลึก ๆ ผมก็มีความกลัวว่าถ้าคนในพื้นที่มาอ่านจะรู้สึกว่าสมจริงไหม ผมไม่ได้มีเทคนิคการเขียนอะไรซับซ้อน ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ใช้เวลาบนถนน ไปทำงานกลับบ้าน มีเวลาหลายชั่วโมงก็ดูสารคดี ดูข่าว แล้วเอาข้อมูลมาเขียน แต่ต้องย่อย แล้วใส่จินตนาการเข้าไป ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีหมู่บ้านจริง ตัวตนจริง ๆ
ผมทำงานกับบก.อยู่ที่จ.สตูล ชื่อ อนุสรณ์ มาราสา ตอนแรกเราสรุปกันไม่ได้ว่ารวมเรื่องสั้นเรื่องนี้จะใช้ชื่ออะไร วันหนึ่งผมไปฟังเพลงของ เรนิษรา ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง ก็เลยเอามามิกซ์กัน เข้ากับภาพรวมของหนังสือเล่มนี้พอดี เนื้อเรื่องคือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ในสังคมปัจจุบัน ถ้าเปลี่ยนฉากจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปอยู่จุดอื่น ๆ ผมว่าพวกเราก็กำลังรู้สึกแบบนี้กันอยู่ เลยตั้งชื่อแบบนี้แล้วใช้คำว่า 'เรา' มาอยู่ตรงนี้
จริง ๆ ผมเป็นคนนอก บ้านเกิดอยู่สระบุรี แล้วไปอยู่ที่นนทบุรี ผมเขียนเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็อยากเชิญชวนมาอ่าน ให้เห็นมุมมองของคนนอกที่มองเห็นภาพหรือเห็นความเหลื่อมล้ำเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างในพื้นที่นั้นว่าเป็นยังไง มีหลายคนในพื้นที่เขาก็เขียนกันเรื่อง 3 จังหวัด ตอนเขียนผมก็รู้สึกกลัว เรื่องที่เขียนก็มีความสนุกปนกับความกลัวอยู่"
อีหมวยคนหลายใจ และเรื่องสั้นอื่น ๆ : นวพล พิสุทธิวงส์
"ผมเรียนจบสถาปัตย์มาแล้วไปต่อโทมัณฑนศิลป์ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวกับวรรณกรรม การเขียน หรือภาษาเลย เข้าสู่การเขียน จากการไปสมัครเขียนเรื่องสั้น ไปอยู่กับค่ายบ่มเพาะนักเขียน เราจบมาก็มีเรื่องสั้น 3-4 เรื่อง แล้วมีโครงการ Writer Seed ก็ส่งไปดูว่าสิ่งที่เราเขียนมันใช่ได้หรือยัง พอได้รางวัลก็มีทุนทำต่อ ก็ทำไปเรื่อย ๆ
พอเรารวมเล่มไปส่งสำนักพิมพ์ บก.อ่านแล้วเห็นว่าชื่อเรื่องสั้นเรื่องนี้มันน่าสนใจ ธีมของเล่มก็เป็นตลกร้ายอยู่แล้ว อ่านแล้วมันเฉไปอีกทางหนึ่ง เข้าใจไปอีกทางหนึ่ง ก็เอามาเป็นชื่อเรื่อง
ภาพหน้าปก ผมยืนกรานว่าเราจะไม่ทำปกนี้เอง เพราะกลัวว่าจะใส่ภาพวิช่วลให้คนอ่านมากไป สุดท้ายไม่มีเวลาแล้ว ผมเลยต้องถ่ายภาพหุ่น ใช้สัญญะให้มันคลุมกับทั้งเรื่อง ถ้าเปิดเข้าไปข้างในมันจะมีความเป็นพันฮิญาบ หรือมีความเป็นควัน หรือเป็นชุดเจ้าสาว ดูเป็นอะไรก็ได้
Cr. Kanok Shokjaratkul
เรื่องสั้นแต่ละเรื่องมีประเด็นแตกต่างหลากหลาย สิ่งที่เชื่อมโยงให้เข้าเป็นเรื่องเดียวกัน คือความเล็กจ้อยเหลือเกินของชีวิต ทุกเรื่องแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นทุกโลเคชั่นของประเทศนี้ ซึ่งบางเรื่องก็ออกนอกประเทศด้วย ผมอยากจะเล่าว่าชีวิตคนเรามันเล็กจ้อยเหลือเกินไม่สามารถสู้กับปัญหาเล็ก ๆ ได้ เรื่องที่เจอในทุกชีวิตประจำวันเป็นเรื่องยากได้ทุกเรื่องเหมือนกัน
จริง ๆ ผมเป็นคนที่เศร้ามาก เขียนอะไรดราม่า จนมาเจอ บก. เขาก็คิดว่า อีหมวยฯ น่าจะเป็นโทนที่เราถนัด เพราะการเขียนเรื่องดราม่ามันก็วนในอ่าง เราเจอคนสำรวจความเจ็บปวด ความเปราะบางในชีวิตกันเต็มไปหมด เราเลยอยากจะเล่าเรื่องความเปราะบางในมุมขำขื่น เรื่องที่ผมชอบมากสุดคือเรื่องแรก มันสั้นดี แล้วเล่าเรื่องเบา ๆ อีหมวยฯก็ชอบ เรื่องสุดท้ายก็ชอบ แล้วที่ปกใส่บับเบิลเพื่อให้รู้ว่ามันบอบบางนะ บางเรื่องมันอารมณ์เยอะเหมือนกัน
เราอยากให้เขาเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เราเดินสวน คนที่เราคุยด้วยในตอนเช้า ให้เขาละเมียดละไมกับเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตมากขึ้น ไม่ต้องรีบร้อนกับทุกเรื่อง รู้สึกว่าชีวิตมันเปราะบาง รักกันไว้ ดูแลกันและกัน"
การประกาศผลรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 จะมีขึ้นในวันที่ 9 ตุลาคม 2569
สามารถดูรายชื่อ 71 เล่มได้ ที่นี่
สามารถดูรายชื่อ 15 เล่มได้ ที่นี่





