หลากหลายเหตุผลของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 ที่จะมาบอกว่ารวมเรื่องสั้น ‘ร่างแปลง’ เป็นอย่างไร
KEY POINTS
- รวมเรื่องสั้น 'ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง' ของ วิภาส ศรีทอง ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 ทำให้เขากลายเป็นนักเขียนดับเบิลซีไรต์คนที่ 6 ของไทย
- คณะกรรมการตัดสินชี้ว่าเนื้อหานำเสนอชะตากรรมของมนุษย์ในสังคมร่วมสมัยที่เผชิญวิกฤตทางร่างกายและจิตใจ จนเกิดการตั้งคำถามต่อความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์
- มีความโดดเด่นทางวรรณศิลป์ โดยเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องมีความเป็นเอกภาพ และใช้ภาษาบรรยายด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเงียบ เยียบเย็น และทรงพลัง
ดับเบิลซีไรต์ ได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้วในประเทศไทย เมื่อมีการประกาศผลการตัดสินรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 ว่า ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง ของ วิภาส ศรีทอง ได้รางวัล นับเป็นนักเขียนไทยคนที่ 6 ที่ได้รับรางวัลนี้ถึงสองสมัย
รางวัลซีไรต์ (S.E.A. Write Award) หรือ รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน คือรางวัลวรรณกรรมประจำปีที่มอบให้แก่กวีและนักเขียนจาก 11 ประเทศอาเซียน ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เวียดนาม, ประเทศไทย และ ติมอร์-เลสเต
ประเภทผลงานหมุนเวียนไปในแต่ละปี นวนิยาย, รวมเรื่องสั้น, กวีนิพนธ์
มีผู้สนับสนุน ดังนี้ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), C asean, กระทรวงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
วันที่ 9 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประกาศผลการตัดสินรางวัลซีไรต์ ครั้งที่ 48 ประจำปี 2569 ณ C asean ชั้น 10 อาคาร CW Tower ถนนรัชดาภิเษก
Cr. Kanok Shokjaratkul
โดยมี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลซีไรต์ เป็นประธานประกาศผลการตัดสิน, คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลซีไรต์, คณะกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะกรรมการตัดสิน และผู้สนับสนุน เข้าร่วมงาน
คณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย
- วิชชา ลุนาชัย – ประธานคณะกรรมการตัดสิน
- ขจรฤทธิ์ รักษา – กรรมการตัดสิน
- รองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร – กรรมการตัดสิน
- รองศาสตราจารย์ ดร.ธัญญา สังขพันธานนท์ – กรรมการตัดสิน
- นรีภพ สวัสดิรักษ์ – กรรมการตัดสิน
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สรตี ปรีชาปัญญากุล – กรรมการตัดสิน
- ศุ บุญเลี้ยง – กรรมการตัดสิน
คำประกาศของคณะกรรมการตัดสิน
คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช 2569 พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า หนังสือรวมเรื่องสั้น ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง ของ วิภาส ศรีทอง นำเสนอชะตากรรมของมนุษย์ในสังคมร่วมสมัยผ่านสภาวะวิกฤติของร่างกายและจิตใต้สำนึก ผลักดันให้ตัวละครแปลกแยกและสูญเสียตัวตน นำไปสู่การตั้งคำถามต่อความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อร่างกาย ความทรงจำ ความเจ็บป่วย เสียง ความว่างเปล่า และสิ่งที่ไม่อาจเรียกชื่อได้ เข้ามาร่วมกำหนดตัวตนของมนุษย์ เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องมีเอกภาพทางความคิดผ่านกลวิธีทางวรรณศิลป์ โดยการบรรยายด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบ เยียบเย็น และทรงพลัง
Cr. Kanok Shokjaratkul
วิภาส ศรีทอง เป็นนักเขียนที่มีผลงานเข้าสู่รอบพิจารณารางวัลซีไรต์หลายครั้ง
- พ.ศ. 2555 คนแคระ (นวนิยาย) ได้รับรางวัลซีไรต์
- พ.ศ. 2558 หลงลบลืมสูญ (นวนิยาย) เข้ารอบคัดเลือก (Shortlist), หมาหัวคน เข้ารอบแรก (Longlist)
- พ.ศ. 2561 อนุสาวรีย์ (นวนิยาย) เข้ารอบแรก (Longlist)
- พ.ศ. 2563 รยางค์และเงื้อมเงา (รวมเรื่องสั้น) เข้ารอบคัดเลือก (Shortlist)
- พ.ศ. 2567 ห้องเรณู (นวนิยาย) เข้ารอบคัดเลือก (Shortlist)
- พ.ศ. 2569 ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง (รวมเรื่องสั้น) ได้รับรางวัลซีไรต์
จากประวัติศาสตร์วงการวรรณกรรมไทย รางวัลซีไรต์ ของประเทศไทย มีนักเขียนที่คว้ารางวัลซีไรต์ได้ถึงสองครั้ง หรือดับเบิลซีไรต์ มาแล้วจำนวน 5 ราย / วิภาส ศรีทอง เป็นคนที่ 6
- ชาติ กอบจิตติ : นวนิยาย คำพิพากษา (2525), นวนิยาย เวลา (2537)
- วินทร์ เลียววาริณ : นวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (2540), รวมเรื่องสั้น สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (2542)
- วีรพร นิติประภา : นวนิยาย ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต (2558), นวนิยาย พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ (2561)
- อังคาร จันทาทิพย์ : กวีนิพนธ์ หัวใจห้องที่ห้า (2556), กวีนิพนธ์ ระหว่างทางกลับบ้าน (2562)
- จเด็จ กำจรเดช : รวมเรื่องสั้น แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ (2554), รวมเรื่องสั้น คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ (2563)
- วิภาส ศรีทอง : นวนิยาย คนแคระ (2555), รวมเรื่องสั้น ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง (2569)
Cr. Kanok Shokjaratkul
ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน
- วิชชา ลุนาชัย - ประธานคณะกรรมการตัดสิน
"หนังสือที่ได้รับรางวัลถูกคัดกรองมาจาก 71 เล่ม จนเหลือ 7 เล่ม เป็นการอ่านจริง ๆ ไม่ใช่ฟังจากคนอื่นบอกเล่ามา งานเขียนที่ได้รางวัลในปีนี้จะได้ส่งต่อให้กับสาธารณชนคนอ่าน เพราะหนังสือทุกเล่มผ่านการคิด ผ่านการสร้าง และเมื่อผ่านการอ่าน นักอ่านก็สามารถต่อยอดความคิดจากผลงานของนักเขียนได้อีกต่อหนึ่ง หนังสือที่ดีจริง ๆ มีอายุยืนยาวกว่าคนเขียน หนังสือที่ชนะรางวัล ถ้ามันดีจริง มันจะอยู่ยงคงกระพัน มีชีวิตยืนยาวกว่าชีวิตของตัวนักเขียน"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- นรีภพ สวัสดิรักษ์ กรรมการตัดสิน
"โครงเรื่องของทั้ง 8 เรื่อง มีความเป็นเอกภาพ ดูเป็นสถาปัตยกรรมของเรื่องสั้นอยู่ในภายใน 1 เล่ม ใน 8 เรื่องสั้นจะมีความเชื่อมโยงต่อกัน ผู้เขียนไม่ได้เอาแนวเรื่องต่าง ๆ มาผสมกัน แต่เป็นการเชื่อมโยงของตัวละครหลายร่าง หลายสภาวะ แล้วก็หลายระบบของชีวิต
ใน 8 เรื่อง มีเรื่อง โรคหลับ พูดถึงมนุษย์ถอนตัวออกจากโลกด้วยการนอนหลับ Earworm เสียงของระบบภายนอกที่เข้ามาอยู่ในหัวมนุษย์ เรามีมือถือ เราได้ยินเสียงติ๊ง ๆ นี่คือเสียงในหัวหรือเสียงไหนก็ตามที่เข้าไปอยู่ในหัวของมนุษย์ของตัวละคร เสียงนี้มันก่อกวนตัวละคร ไฮโปคอนเดรีย มนุษย์ไม่สามารถไว้วางใจร่างกายของตัวเองได้
Cr. Kanok Shokjaratkul
วอย ความว่างเปล่า กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ หรือผู้กำหนด มนุษย์ถูกกำหนดโดยอำนาจที่มาจากสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ พยายามตีความหมายให้ตัวเองกลับคืน เราถูกเมืองกดดัน สุดท้ายเราก็ต้องถอยออกมาจากตรงนั้น หรือสัตตภาวะที่มนุษย์เริ่มพร่าเลือนจากความเป็นมนุษย์ จนกลับคืนสู่ธรรมชาติ เรื่อง สุสานชีวิต มนุษย์กลายเป็นวัสดุของระบบ เราจะเห็นฉากรถที่คลุมตัวนักวิทยาศาสตร์ ความสูญสิ้นของมนุษย์กลายเป็นอะไร เหมือนกับโลกกำลังเปลี่ยนไป แล้วมนุษย์จะเหลือร่องรอยอะไร
ในเรื่องของภาษา มีความนิ่ง เย็นเยียบ ยกตัวอย่าง เรื่องวอย ที่ตัวละครพูดถึงเรื่องของความว่างเปล่า กลายเป็นพื้นที่สร้างตัวตนใหม่ ผู้เขียนบรรยายไว้ว่า "ความร่าเริงและเปิดเผยจนเกือบจะโผงผาง ทั้งหมดนี้ถูกความทุกข์โศกสูบออกไปจากร่าง ท่าทางเขาเหมือนหลงลืมว่ากำลังอยู่ที่ไหน นั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิก โน้มตัวไปหา วางมือบนไหล่ เผยท่าทีเห็นใจและพร้อมจะปกป้อง สีหน้าย้ำบอกถึงไมตรีที่ส่งสาร เขาส่ายหัวช้าๆ อย่างไร้แรง ปล่อยใจรับความอาทรจากเพื่อนเก่าที่โปรยปรายลงบนตัว เขาย่นหน้าด้วยความหิวโหยเรื้อรัง ก่อนจะก้มคอตก บีบเค้นมือนิ่งบนตัก" นี่คือความนิ่ง อ่านแล้วมันเย็นยะเยือก มีหลายเรื่องทั้งหมดใน 8 เรื่อง ด้วยความเป็นเอกภาพทางความคิด แล้วนำความคิดนั้นมาปล่อยให้เป็นเรื่องราวทางวรรณกรรม"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สรตี ปรีชาปัญญากุล - กรรมการตัดสิน
"เมื่ออ่านครั้งแรกอาจจะเก็บรายละเอียดของเรื่องได้ไม่หมด จำเป็นที่จะต้องอ่านอย่างละเอียดเพื่อเข้าใจในมุมที่คนเขียนสร้างมิติต่าง ๆ ทั้งตัวละคร การดำเนินเรื่อง การผูกเชื่อมโยงเรื่องในแต่ละเรื่อง อ่านครั้งที่ 2 เราจะได้การตีความที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งชุดคำ สัญญะ สถานที่ แม้กระทั่งชื่อตัวละครแต่ละตัวที่นักเขียนตั้งใจจะตั้งชื่อ ความหมายของชื่อสะท้อนผ่านเรื่องราวที่นำเสนออยู่ ละเอียดถึงขั้นนั้นเลย ทุกอย่างที่เขียน มีการคิดแล้วว่าจะวางพล็อตตรงไหน ตั้งชื่ออย่างไร อยู่ในบรรยากาศอย่างไร
ทำให้เราเห็นว่าในที่สุดแล้ว ที่เราคิดว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล มันจริงหรือเปล่า หรือทั้งหมดทั้งปวงมนุษย์คิดไปเองว่าเรายิ่งใหญ่ แต่ในที่สุดแล้วมันมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าเราไปอีก ถ้าเปรียบหนังสือเรื่องนี้เป็นคนสัก 1 คน คนนี้เป็นคนที่น่าสนใจ ออกจะลึกลับสักนิดหนึ่ง อยากอยู่ด้วยหรือไม่อยู่ด้วยก็แล้วแต่บุคคลว่าจริตจะตรงกันหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือเราอยากรู้ว่าคนนี้เขาคิดอะไร เราก็มาติดตามอ่านได้จากเรื่องนี้"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- รองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร - กรรมการตัดสิน
"15 ปีที่ผ่านมา คุณวิภาส ศรีทอง ส่งผลงานเข้าซีไรต์มาโดยตลอด แสดงถึงความเป็นนักเขียนที่ต่อเนื่อง ในปีนี้ผลงาน ร่างแปลง ก็ได้รับรางวัลซีไรต์อีกครั้ง เกณฑ์ของซีไรต์ เราให้รางวัลตัวเล่มวรรณกรรม ไม่ได้ให้รางวัลนักเขียน เราดูว่าเล่มนี้ผลงานเป็นอย่างไร เป็นโอกาสของนักเขียนที่จะพัฒนาตัวเอง
เท่าที่ฟังกรรมการมา 2 ท่าน รู้สึกมันยากไปหรือเปล่า อ่านแล้วเครียด ร่างแปลง มัน Transformed Body เราอยู่ในยุค AI พูดกันเรื่องอิทธิพลของ AI ที่มนุษย์สร้าง AI จะมาควบคุมเราใช่ไหม หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือน้อยเล่มในเมืองไทยที่จะพูดถึงบริบทที่นอกเขตของความเป็นไทย พูดถึงมนุษย์ในยุคที่ AI กำลังเป็นภาวะคุกคาม เริ่มหวาดวิตก คุณวิภาส ตั้งคำถาม สมรภูมิ ความวิปลาส เนื้อหนังอีก เป็นรวมเรื่องสั้น Body Horror มันน่ากลัวยังไง มันอยู่ในตัวเราเอง แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว อยู่ดี ๆ เราก็เกาด้วยความเป็นอะไรไม่รู้ เราเป็นโรคอะไรเปล่า โรคที่เกิดจากความเครียดหรือปริวิตก นี่คือเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะชวนไปอ่าน
Cr. Kanok Shokjaratkul
ประเด็นที่สอง มีเรื่องเหตุการณ์ที่ร่วมสมัย พวกเราเคยนั่งอยู่ในความเงียบจริง ๆ ไหม ขนาดนอนเปิดเครื่อง มันติ๊งขึ้นมา เราตื่นเพราะเสียงของเครื่อง ซี่งเป็นสิ่งที่มนุษย์คิด มันเข้ามาอยู่ในสมองตลอดเวลา จนคนที่ต้องแข่งกับเวลา ต้องแข่งกับ AI ทำยังไงที่จะสู้กับ AI ภาวะเช่นนี้มีในตัวละคร เมื่อไรจะหนีจากเสียงที่มันรุมเร้าเข้ามา เป็นภาวะปริวิตกของมนุษย์ ภาวะที่รู้สึกถูกกลืนกิน เป็นคำถามที่เราไม่เคยตั้ง ไม่เคยฉุกคิดว่าชีวิตเราเป็นอิสระที่จะควบคุมตัวเองได้จริงหรือ แต่มันยังมีความหวัง พื้นที่ที่ปราศจากเสียง กลับมาคุณค่าของมนุษย์ก็ยังมีอยู่
ประเด็นที่สาม ตัวละครโดดเดี่ยวก็จริง แต่สิ่งที่อบอุ่นและเป็นคุณค่าของมนุษย์ยังมีอยู่ เรื่องของครอบครัว ชีวิตของลูกที่เกิดขึ้นมาคือความหวัง มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเปลี่ยนโลกได้ขนาดนั้น โลกธรรมชาติที่เราอยู่เป็นสิ่งที่มีชีวิต เรื่องการสลายความเป็นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความสยองขวัญมันอยู่ในตัวเราเอง มีเรื่องเล่าที่ไม่ใช่มนุษย์ มีตัวละครอื่นเข้ามาท้าทาย
ชุดเรื่องสั้น 8 เรื่องนี้ร้อยเข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ ตอนจบเรื่องสุดท้าย ถ้าเราอ่านงานประเภท Body Horror มันจะสยองขวัญ แต่มันไม่ได้น่ากลัวแบบเรื่องผีแบบนั้น แต่มันค่อย ๆ ทีละเล็กทีละน้อย แล้วสิ่งที่เล็ก ๆ น้อย ๆ บางทีมันก็มีอำนาจมากกว่าสิ่งซึ่งมนุษย์มีความผยองว่าเราจัดการทุกอย่างได้ อ่านแบบสนุกก็ได้ การใช้ภาษามีการใช้คำภาษาอังกฤษอย่าง Void ที่แปลว่าความว่างเปล่า เล่นกับภาษาที่มีหลากหลายความหมาย จินตนาการถึงฉาก บรรยากาศ อารมณ์ เป็นเรื่องเล่าแบบภาพยนตร์ ผู้เขียนทำให้เห็นว่าความหมายของมนุษย์ในแง่ความเป็นครอบครัว ความรัก ความอบอุ่น ยังคงอยู่ คุณค่าของมนุษย์ยังมีอยู่ สำนึกของความเป็นมนุษย์ยังมีอยู่ แต่ความผยองของมนุษย์อาจจะลดลง"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- ศุ บุญเลี้ยง - กรรมการตัดสิน
"ผมขอพูดในฐานะที่เป็นกรรมการครั้งแรก ถ้านักเขียนได้ยินที่กรรมการวิพากษ์วิจารณ์ เขาจะมีพลังขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ผมเองก็นึกไม่ถึงว่า มันดีขนาดนี้เลยเหรอ ทุกคนต่างก็บอกว่าดีตรงนี้ ๆ ความที่เราไม่สามารถจะเปิดเผยได้ในรายละเอียดอื่น ผมเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่โชคดีจังเลยได้ยินว่าเวลาเราเขียนหนังสือ มีคนที่มองรายละเอียด ให้คุณค่าแทบจะทุกตัวอักษร ละเอียดมาก ผมได้ประโยชน์เต็ม ๆ ฟังแล้วคันมืออยากกลับบ้านไปเขียนเลย ยิ่งถ้าคนที่ได้รับรางวัลได้ยิน ผมว่าเขาจะต้องมีพลัง ยิ่งกว่าคำประกาศอีก คำประกาศนี่ทำให้น้อยที่สุดเพื่อให้คนทั้งโลกเข้าใจร่วมกัน แต่ถ้าฟังรายละเอียดจะยิ่งอยากฟัง
ส่วนคนที่ไม่ได้รางวัล ผมว่าก็จะเป็นประโยชน์เหมือนกัน ที่เห็นว่า อ๋อ มีจุดอ่อนตรงนี้นิดนึง ผิดตรงนี้หน่อยนึง หรือจุดบกพร่อง ในสายตากรรมการ พยายามจะให้โอกาสทุกเล่ม คือ เราจะไม่บอกว่าเล่มไหนชนะ แต่จะบอกว่ามีใครไม่อยากให้เล่มไหนตก ช่วยปกป้องเล่มนั้นนะ ช่วยกันคัดออกไป สอดส่องอย่างละเอียด
ทำไมงานของลุงคำพูน หรือซีไรต์ในสมัยหนึ่งถึงขายได้ดี (คำพูน บุญทวี นักเขียนซีไรต์คนแรก ปี 2522 จากนวนิยายเรื่อง ลูกอีสาน) เราไม่พูดถึงภาวะเศรษฐกิจ ลุงคำพูนเป็นที่รู้จักมากเพราะลุงอาจินต์ ปัญจพรรค์เป็นบรรณาธิการ ที่มองเห็นว่าแม้แต่เขียนภาษาอีสานบ้าน ๆ มันก็มีเสน่ห์ วันนี้คุณวิภาสได้รางวัล ผมซึ่งเป็นกรรมการก็พลิกไปพลิกมาว่าใครเป็นบรรณาธิการให้เขา ก็ขอให้เกียรติ บรรณาธิการจัดการต้นฉบับ คุณเอกสิทธิ์ เทียมธรรม และบรรณาธิการบริหาร คุณปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล
ทำไมเราถึงต้องให้เกียรติบรรณาธิการ เพราะถ้าไม่มีคนเหล่านี้ บางทีงานที่อ่านยากหรืองานที่ดูชื่อเหมือนไม่มีอะไร อาจจะถูกลงตะกร้าไปตั้งแต่แรก แต่มีคนพวกนี้คอยดูแล จัดการ มาเรียงเรื่อง เอาเรื่องนี้ให้อ่านก่อนไหม แล้วเว้นคนอ่านนิดหนึ่ง ถ้าบรรณาธิการแข็งแรง หรือว่าสังคมให้โอกาสบรรณาธิการ อาจจะถึงขั้นต้องมีรางวัลให้บรรณาธิการด้วย บรรณาธิการหนึ่งคน เขาจะสร้างนักเขียนอีกเป็นร้อย ๆ คนออกมาให้สังคม แล้วก็จะเป็นคนที่เชื่อมโยงกับผู้อ่านได้"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- รองศาสตราจารย์ ดร.ธัญญา สังขพันธานนท์ - กรรมการตัดสิน
"เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง เราก็อยากรู้ว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไรกับผู้อ่าน แล้วผู้อ่านคิดอย่างไรกับมัน ในฐานะที่เป็นคนอ่านคนหนึ่ง เรื่องสั้นในเล่มนี้ที่ได้รางวัลมีอยู่ 8 เรื่อง เป็น 8 เรื่องที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยมากนัก ในลักษณะการเขียนที่ดำดิ่งลึกลงไปในจิตใจของตัวละครที่เป็นปัจเจกบุคคล ในประเด็นต่าง ๆ แต่ทั้งหมดนั้นมันก็สะท้อนถึงแก่นความคิดสำคัญเหมือนกับชื่อเรื่อง ร่างแปลง : สมรภูมิแห่งความวิปลาสของเนื้อหนัง ถือว่าเป็นประเด็นที่ค่อนข้างไม่ค่อยมีคนเขียนมากนัก หมายถึงว่านักเขียนที่เขียนงานเขียนเชิงสร้างสรรค์
เรื่องสั้นเล่มนี้ได้ตั้งประเด็นต่าง ๆ ที่นำเอาเรื่องราวที่เขาใช้คำว่า วิปลาสของร่างกาย ของเนื้อหนังมังสาไปถูกโยงกับจิตสำนึก จิตใต้สำนึกของตัวละคร ทั้งหมดนี้เพื่อตั้งคำถามที่เป็นเรื่องเชิงปรัชญา มันเป็นคำถามร่วมสมัยที่วรรณกรรมหลาย ๆ นักเขียน หลาย ๆ คนในโลกร่วมสมัยนี้ที่เป็นสากลตั้งคำถามก็คือ ความเป็นมนุษย์ ภาวะความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ ที่เราเคยเชื่อมั่นกันว่าเราอยู่เหนือสรรพสิ่ง สรรพชีวิต แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้มันถูกสั่นคลอนโยกไหวให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ในยุคนี้มันมีความเปราะบาง แล้วศัตรูที่สำคัญของมนุษย์ก็คือตัวเอง
เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่อง เราได้เห็นภาวะหนึ่งที่เรียกว่า การสูญเสียตัวตน หรือ Loss of Identity ของมนุษย์ มันค่อนข้างเป็นประเด็นที่ลึก แล้วก็เขียนไม่ง่าย เปิดโอกาสให้กับคนอ่านได้ตีความ ผู้เขียนใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ ที่มีความเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อหาเรื่องราวที่เขานำเสนอ บรรยายลักษณะที่มันเยียบเย็น ค่อย ๆ ซึมลึก เหมือนฤทธิ์ของยาฆ่าหญ้าที่ค่อยชำแรกแทรกซึมลงไปในจิตใจของผู้อ่าน ทำให้เราปั่นป่วน รู้สึกหวาดระแวงสับสนกับตัวตนและจิตใจของเรา
Cr. Kanok Shokjaratkul
นี่คือสุนทรียภาพแห่งความแตกกระจายของตัวตนในจิตใจของมนุษย์ ที่ผู้เขียนใช้ภาษา ชุดคำ สัญญะ และองค์ประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าสถานที่ ข้าวของเครื่องใช้ บรรยากาศที่มีความดำดิ่งลงไป เป็นวิธีการทางวรรณศิลป์ที่ค่อนข้างอำมหิตต่อตัวละครและความรู้สึกของคนอ่าน นอกจากศัตรูที่สำคัญของมนุษย์คือตัวเองแล้ว สนามรบที่สำคัญของมนุษย์ก็คือในจิตใจของเรานั่นเอง มนุษย์ในยุคสังคมร่วมสมัยก็จะป่วยไข้ด้วยโรคแบบนี้ นี่คือสิ่งที่ผมสามารถสกัดออกมาได้ในฐานะคนอ่านและผู้ประเมินค่าคนหนึ่ง
ไม่มีวรรณกรรมเล่มใดที่เพอร์เฟกต์ที่สุด มันจะต้องมีจุดเด่น จุดด้อย จุดรั่ว จุดอะไร ผมเลือกไว้ 3 เล่ม แต่ไม่ขอเปิดเผย นักเขียนรุ่นใหม่มีความกล้าหาญ มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความมานะพยายาม การเป็นคณะกรรมการก็ต้องมีการถกเถียง มีการดีเบตกัน ผมเชื่อว่า งานที่สมบูรณ์แบบ ทุกสายตาก็จะมองเห็น เราก็จะหาจุดร่วมของมันได้เอง โดยที่ถ้างานมันดีจริง ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่ง เราแทบจะไม่ดูชื่อนักเขียนด้วยซ้ำไป เพราะว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ไม่ใช่นักเขียนสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน รางวัลซีไรต์ มีคุณค่าของมันเอง ที่รางวัลอื่นอาจจะยังไม่มี
เรื่องร่างแปลง มัน dark มาก คนอาจจะได้อะไร คำว่า creative สร้างสรรค์ ผมจะใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินงานวรรณกรรมสร้างสรรค์เสมอ ผมคิดว่า มันหดหู่ มันกระชากเราลงไป ตอนแรกเปรียบเหมือนต้มกบ แต่วิธีการของนักเขียน ทำให้เราถูกมันดึงลงไปทีละนิด ผมได้คำอุปลักษณ์ใหม่ว่า เหมือนยาฆ่าหญ้าที่มันซึมลงไปในร่าง มันไม่ตายทันที แต่ภายใน 7 วัน มันก็จะตาย ลักษณะเป็นอย่างนั้น
Cr. Kanok Shokjaratkul
ทั้ง 8 เรื่อง มันกระชากเราลงไปในจุดที่ต่ำที่สุด ในความโกลาหลอลหม่าน ความแตกกระจัดกระจายของตัวตน ความเปราะบางของเราในยุคที่สังคมถูกจัดวางให้มันมีระบบนิเวศเหมือนกันทั้งหมด ก็คือในยุคดิจิทัลนั้นทุกอย่างแทบจะไม่แตกต่างกัน เราจะรับมือสิ่งเหล่านี้อย่างไร คุณวิภาสชี้ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วมนุษย์เราเปราะบาง หลาย ๆ เรื่องที่เขานำเสนอให้เห็น แม้แต่เชื้อโรค แม้แต่หอยทากตัวหนึ่ง มันก็มีผลกับความรู้สึกจิตใจ จนกระทั่งโกลาหลอลหม่าน แตกกระจายสูญเสียตัวตน เพราะทำหอยหายไป มันเป็นสัญญะมากมาย เมื่ออ่านแล้วทำไมเราหมองหม่น มันก็เหมือนกับว่า ยาที่มันขม มันจะชำระเชื้อโรคในตัวเรา
งานเขียนที่มันดู dark มาก มันเหมือนยาที่ชำระสะสางล้างจิตใจของเรา แล้วผมเห็นอย่างหนึ่ง มันไม่มีความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ในลักษณะเป็นศัตรูคู่อาฆาต เราจะเห็นเรื่องของคู่รักของคนในครอบครัวที่มีความเอื้ออาทรดูแลกันและกัน แต่การเยียวยาตัวเอง มันเป็นเรื่องที่มนุษย์แต่ละคน คือคุณไม่ได้มีอำนาจในตัวคุณ เชื้อโรค ละอองเกสร หรือเสียง หรือความทรงจำบางอย่าง มันมาบงการตัวเรา โครงสร้างของอำนาจที่เราเชื่อมั่นว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลาง มันถูกสั่นไหว มันถูกเขย่า เมื่อเราอ่านเรื่องนี้
เรื่องสั้นเล่มนี้ให้อะไรกับคนอ่าน อันที่หนึ่ง มันก็เหมือน หนามยอกเอาหนามบ่ง อันที่สอง แม้เขาจะวิพากษ์หรือตั้งคำถามว่า มนุษย์เราจริง ๆ แล้วเราสำคัญผิดไปหรือเปล่า เขาไม่ได้ชี้นำ แต่เขาสร้างเรื่องให้เราเห็นว่า เราอ่อนไหวกับสิ่งต่าง ๆ มันบงการเราได้ ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีตัวตน มันไม่เหมือนกับนิยายแนวสังคม หรือเรื่องสั้นที่สะท้อนสังคม เราจะเห็นว่าความเป็นศัตรูมันเป็นฝ่ายตรงข้าม มันมีวิธีคิดแบบคู่ตรงข้าม แต่อันนี้กลายเป็นว่า ศัตรูของเราก็คือ ตัวเรานี่แหละ
งานวรรณกรรมสร้างสรรค์ มันมีหลายแนว แต่เล่มนี้ ผมก็เป็นนักเขียน ผมชื่นชมนักเขียนว่า เขาคงเส้นคงวาในการใช้ภาษาของเขาในการบรรยาย ในการคุมโทนเรื่อง ปัญหาอย่างหนึ่งของนักเขียนรุ่นใหม่หลาย ๆ คน ในเรื่องสั้นหลาย ๆ เล่มที่ส่งเข้ามา แล้วได้เข้ารอบลึก ๆ มันจะมีความล้นเหลือ ล้นเกินในบางสัดส่วน เราต้องยอมรับนะถ้ามันเป็น ถ้ามีการดูแลบรรณาธิการ มันก็จะช่วยดีขึ้น
เล่มนี้ผมก็พยายามจับผิดว่า ถ้าเราไม่เอาประโยคนี้ มันได้มั้ย แต่ผมดูแล้วมันรัดกุมพอสมควร อันนี้คือนักเขียนมองนักเขียนด้วยกัน ผมไม่ได้มีอคติอะไรกับใคร ผมอยากให้นักเขียนรุ่นใหม่ ๆ ได้รางวัล แต่เนื่องจากเราดูตัวงานแค่ในปีนี้ มันไม่ได้ตลอดไป ถ้าคุณเกิดมาเพื่อที่จะสร้างสรรค์งาน คุณก็ต้องพยายามอย่าท้อถอย ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน"
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul





