บริษัทดีใจ AI ช่วยเพิ่ม Productivity แต่พนักงานคิดอีกแบบ! ผลสำรวจจาก Glassdoor เผย ชาวออฟฟิศวิจารณ์ AI พุ่ง 240% ส่วนใหญ่กังวลตกงาน โดนแย่งงาน เจอภาวะหมดไฟ งานไม่มั่นคง
KEY POINTS
- รายงานจาก Glassdoor เผยว่า พนักงานออฟฟิศพูดถึงและวิจารณ์ AI เพิ่มขึ้น 240% โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่ (53%) เป็นไปในเชิงลบ
- ความกังวลหลักๆ ของพนักงานคือ AI จะเข้ามาแย่งงาน ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในอาชีพ เพิ่มความเครียด และนำไปสู่ภาวะหมดไฟ
- ผู้บริหารระดับสูงมีแนวโน้มมอง AI ในแง่บวก สวนทางกับพนักงานในหลายสายอาชีพ เช่น เจ้าหน้าที่ประกันภัย นักเขียน และนักบัญชี ที่มีทัศนคติเชิงลบสูง
- พนักงานที่วิจารณ์ AI มีแนวโน้มพูดถึงการเลิกจ้างมากกว่ากลุ่มอื่นถึง 6 เท่า และมักแสดงความไม่พอใจต่อผู้บริหาร
บริษัทจำนวนมากกำลังเดินหน้าใช้ AI ด้วยความหวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน ลดต้นทุน และทำให้ธุรกิจทำกำไรได้มากขึ้น แต่เสียงจากวัยทำงานกลับไม่ได้มองว่า AI ในที่ทำงานจะมาพร้อมอนาคตที่สดใสแบบเดียวกัน
รายงานล่าสุดจาก Glassdoor ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรีวิวบริษัทและข้อมูลเงินเดือนระดับโลก พบว่า พนักงานออฟฟิศได้รีวิว AI บนแพลตฟอร์มนี้เพิ่มขึ้นถึง 240% ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 แต่เมื่อดูเนื้อหาที่พนักงานพูดถึง AI จริงๆ กลับพบว่าเสียงส่วนใหญ่เป็นไในทางลบ
สัดส่วนความคิดเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับ AI เคยอยู่ที่ 81% ในปี 2019 ก่อนลดลงเหลือเพียง 43% ในปี 2026 ขณะที่รีวิวที่พูดถึง AI ในแง่ลบมีสัดส่วนสูงกว่า คือ 53% ซึ่งรวมถึงความคิดเห็นในหัวข้อข้อเสียของบริษัทด้วย
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ พนักงานที่เขียนรีวิววิจารณ์ AI ในที่ทำงานมีแนวโน้มพูดถึง การเลิกจ้างมากกว่าคนกลุ่มอื่นถึง 6 เท่า และมักพูดถึงภาวะหมดไฟ ความไม่มั่นคงในอาชีพ รวมถึงความไม่พอใจต่อซีอีโอและผู้บริหารของบริษัทด้วย
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ในขณะที่บริษัทมอง AI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรทำงานได้ดีขึ้น แต่ฝั่งพนักงานจำนวนมาก กลับมอง AI ด้วยความกังวล หลายคนกลัวตกงาน กังวลความมั่นคงในอาชีพ และภาระงานที่เพิ่มขึ้น
ผู้บริหารมอง AI แง่บวก แต่พนักงานบางอาชีพมองต่างออกไป
Glassdoor พบว่า ผู้บริหารระดับ Director ขึ้นไปเป็นกลุ่มที่พูดถึง AI ในแง่บวกมากที่สุด โดยประมาณ 2 ใน 3 ของความคิดเห็นเกี่ยวกับ AI ปรากฏอยู่ในหมวดข้อดี (Pros) กลุ่มที่พูดถึง AI ในแง่บวกรองลงมา คือ ผู้จัดการฝ่ายขายและผลิตภัณฑ์ ฝ่ายสรรหา สถาปนิกซอฟต์แวร์ รวมถึงนักวิเคราะห์และวิศวกรด้านข้อมูล
สำหรับฝ่ายสรรหาบุคลากร การมอง AI ในแง่บวกก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะทีม HR ต้องรับมือกับใบสมัครจำนวนมาก และหลายองค์กรใช้ระบบ ATS ที่มี AI ช่วยคัดกรองผู้สมัครและทำให้กระบวนการสรรหามีประสิทธิภาพขึ้น
แต่ในบางอาชีพอย่าง "เจ้าหน้าที่ประกันภัย" กลับมอง AI ในมุมตรงกันข้ามอย่างชัดเจน ยืนยันจากความเห็นของ คริส มาร์ติน (Chris Martin) นักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor ที่บอกว่า พนักงานปรับสินไหมประกันภัย (Insurance Claims Adjusters) เป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่อ AI ในแง่ลบมากที่สุด นั่นคือ 98%
ในทำนองเดียวกัน อาชีพนักเขียน นักข่าว นักบัญชี พนักงานบริการลูกค้า นักออกแบบ และคนทำงานด้าน IT ก็เป็นกลุ่มที่มีทัศนคติเชิงลบต่อ AI ในระดับสูงเช่นกัน ดังนั้น แม้บริษัทจะเห็นตัวเลขการใช้ AI เพิ่มขึ้น และมองว่าผลผลิตขององค์กรกำลังสูงขึ้น แต่การวัดความสำเร็จจาก “AI ถูกนำมาใช้มากแค่ไหน” เพียงอย่างเดียว อาจไม่สะท้อนว่าองค์กรกำลังใช้ AI ได้ดีจริง
8 เหตุผลที่ทำให้พนักงานมอง AI ในแง่ลบ
Glassdoor แบ่งความคิดเห็นเชิงลบเกี่ยวกับ AI ของพนักงานออกเป็น 8 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. AI กำลังแย่งงานคน 20%
พนักงานมองว่าบริษัทกำลังใช้ AI หรือมีแผนใช้ AI เพื่อเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของมนุษย์
2. บริษัทบังคับให้ใช้ AI 14%
พนักงานรู้สึกว่าถูกกดดันหรือบังคับให้ใช้เครื่องมือ AI แม้จะไม่ได้เห็นว่าจำเป็นกับงานของตัวเอง
3. AI ทำให้เสียสมาธิจากงานหลัก 13%
การให้ความสำคัญกับ AI มากเกินไป ทำให้บริษัทหันเหจากธุรกิจหลัก หรือทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าแย่ลง
4. AI สร้างความแตกแยก 10%
บริษัทนำ AI มาใช้ในลักษณะที่ทำให้พนักงานรู้สึกถูกควบคุมหรือห่างเหินจากองค์กร เช่น การเฝ้าติดตามการทำงาน หรือมีการสื่อสารจากผู้บริหารที่พึ่งพา AI มากเกินไป จนรู้สึกแตกแยกกับที่ทำงาน
5. บริษัทตาม AI ไม่ทัน 9%
พนักงานมองว่าองค์กรปรับตัวช้าเกินไป จนเสียเปรียบคู่แข่งที่นำ AI มาใช้ก่อน
6. ผู้บริหารคาดหวังจาก AI เกินจริง 8%
ผู้นำคาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มหาศาล ทั้งที่ความเป็นจริงอาจไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
7. ธุรกิจอาจถูก AI เข้ามาแทนที่ 7%
พนักงานกังวลว่า AI ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแค่งานบางตำแหน่ง แต่ในอนาคตอาจทำให้ธุรกิจหลักของบริษัทถูก Disrupt หรือหายไป
8. บริษัทไม่ให้เครื่องมือและการสนับสนุน 2%
องค์กรต้องการให้พนักงานใช้ AI แต่กลับไม่จัดหาเครื่องมือ การฝึกอบรม หรือการสนับสนุนที่เพียงพอ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI อย่างเดียว แต่พนักงานต้องพร้อมเปลี่ยนด้วย
การนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีทำงานของคนทั้งองค์กร หากบริษัทมุ่งสนใจแต่ประสิทธิภาพ ผลกำไร เครื่องมือใหม่ หรือแรงกดดันจากการแข่งขัน โดยไม่ดูว่าพนักงานรู้สึกอย่างไร ก็มีโอกาสที่คนทำงานจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ผลที่ตามมา อาจมีตั้งแต่การเลิกจ้าง การปรับโครงสร้าง และระดับความผูกพันของพนักงานที่ลดลง ยืนยันจากรายงานของ Gallup ที่พบว่า ระดับความผูกพันกับบริษัทของพนักงานทั่วโลกกำลังลดลง และอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
ขณะที่งานวิจัยของ Boston Consulting Group (BCG) พบช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างมุมมองของผู้บริหารกับพนักงาน โดย 76% ของผู้บริหารเชื่อว่าพนักงานรู้สึกตื่นเต้นกับ AI แต่มีพนักงานเพียง 31% เท่านั้นที่รู้สึกเช่นนั้น
BCG ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นเรื่องของมนุษย์โดยพื้นฐาน หากบริษัทไหนนำ AI มาใช้แล้ว "ล้มเหลว" สาเหตุมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านคน เช่น เป้าหมายที่ไม่ชัดเจน การที่พนักงานบางกลุ่มไม่เห็นด้วยหรือไม่พร้อมมีส่วนร่วม การนำ AI ไปใช้จริงในระดับต่ำ และการสื่อสารไม่ดี
ในทางกลับกัน องค์กรที่นำ AI มาใช้แล้วประสบความสำเร็จ พวกเขามักจะให้ความสำคัญกับคนในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ และทำความเข้าใจทั้งความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรมของพนักงาน
TRUST-AI Framework องค์กรต้องสร้าง “ความไว้ใจ” ไปพร้อมกับ AI
จากการศึกษาประเด็นนี้ แนวคิดสำคัญที่องค์กรควรให้ความสำคัญคือ การสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงาน ควบคู่ไปกับการนำ AI มาใช้ โดยมีกรอบที่เรียกว่า TRUST-AI Framework ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่
1. T - Transparency and Truthfulness
ความโปร่งใสและตรงไปตรงมา องค์กรต้องสื่อสารความเป็นจริงกับพนักงานอย่างชัดเจน อธิบายว่าจะนำ AI มาใช้กับกำลังคนอย่างไร รวมถึงสื่อสารเรื่องการเลิกจ้าง การปรับโครงสร้าง และทิศทางขององค์กรอย่างตรงไปตรงมา
2. R - Role Meaning and Relevance
ความหมายและความสำคัญของบทบาทงาน พนักงานต้องเข้าใจว่าตัวเองมีบทบาทอย่างไรในโครงสร้างการทำงานยุค AI และงานของพวกเขายังมีความสำคัญต่อเป้าหมายระยะยาวขององค์กรอย่างไร พวกเขายังต้องรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและเข้าใจว่าผลงานของตัวเองสร้างประโยชน์อะไรให้บริษัท แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นเพียงตัวเลขในตารางที่สามารถถูกแทนที่ได้ง่าย
3. U - Upskilling and Upward Mobility
การเพิ่มทักษะและโอกาสเติบโต บริษัทควรลงทุนกับการพัฒนาพนักงาน ไม่ใช่เน้นเพียงการลดจำนวนคนด้วย AI ต้องออกแบบเส้นทางอาชีพและการย้ายตำแหน่งภายในองค์กรใหม่ให้สอดคล้องกับยุค AI สร้างวัฒนธรรมที่เปิดให้พนักงานทดลองและเรียนรู้จากความผิดพลาด ลงทุนกับการเรียนรู้ และเชื่อมโยงการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพกับโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง
4. S - Structural Safety and Support
ความปลอดภัยและการสนับสนุนจากองค์กร ผู้นำต้องเข้าถึงได้ พนักงานควรรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ มีความคาดหวังในการทำงานที่ชัดเจน และรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนรับผิดชอบและเป็นเจ้าของการใช้ AI ไม่ใช่เพียงผู้ที่ถูกสั่งให้ใช้เครื่องมือใหม่
5. T - Transformational Leadership
ภาวะผู้นำที่พาคนผ่านการเปลี่ยนแปลง ผู้นำและผู้บริหารระดับสูงต้องมี EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ สามารถสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน ยึดหลักจริยธรรม เป็นตัวอย่างในการใช้ AI และหาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI กับการรักษาความมั่นคงทางใจของคนในองค์กร
แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ เดอนีส์ มาชูเอล (Denis Machuel) ซีอีโอของ Adecco ซึ่งมองว่า องค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคตมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการวัดระดับความไว้วางใจในที่ทำงาน และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI จากการนำ AI มาใช้ได้มากกว่า
ท้ายที่สุดแล้ว การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์จึงไม่ควรวัดจากจำนวนเครื่องมือที่บริษัทนำมาใช้ หรือจำนวนงานที่ AI สามารถทำแทนมนุษย์ได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่า "คนในองค์กร" พร้อมและเต็มใจเดินไปกับการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่ เช่น การรับฟังความกังวล การพัฒนาทักษะให้พนักงาน และเปิดโอกาสให้พนักงานปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลง เพราะ AI อาจเปลี่ยนวิธีทำงาน แต่คนในออฟฟิศคือผู้ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นจริง สอดคล้องบริบทองค์กร และพัฒนาต่อไปได้ไกลกว่าเดิม
อ้างอิง: Forbes, Glassdoor, A Future Employees, Gallup, BCG





