วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'โคเรเอดะ' กับ SHEEP IN THE BOX ชีวิตนอกกรอบที่ไม่เคยพ้นขอบกล่อง

SHEEP IN THE BOX หนังใหม่ 'โคเรเอดะ' เล่าเรื่องแม่ที่นำหุ่นยนต์ AI มาแทนลูกชายที่เสียชีวิต แต่ AI กลับมีเจตจำนงอิสระ เลือกที่จะกลับคืนสู่ธรรมชาติแทนการอยู่กับมนุษย์

KEY POINTS

  • "Sheep in the Box" ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องล่าของ 'ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ' เกี่ยวกับแม่ที่นำหุ่นยนต์ AI มาทดแทนลูกชายที่เสียชีวิต
  • หนังสำรวจประเด็นครอบครัวและความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นแนวถนัดของผู้กำกับ ผ่านคำถามว่าเทคโนโลยีสามารถทดแทนความรู้สึกและสายสัมพันธ์ของมนุษย์ได้จริงหรือไม่
  • เนื้อเรื่องมีการตีความแบบ "นอกกรอบ" เมื่อหุ่นยนต์ AI มีเจตจำนงอิสระและเลือกที่จะกลับไปหา "มาเธอร์เนเจอร์" (ธรรมชาติ) แทนที่จะอยู่กับแม่ที่เป็นมนุษย์

เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2026 นี้ ถือเป็นปีที่นักวิจารณ์ต่างลงความเห็นคล้าย ๆ กันว่าหนังสายประกวดหลัก มักจะมีแต่งานระดับมาสเตอร์ฟอร์มตก หลาย ๆ คนที่เคยสร้างผลงานอันน่ายกย่อง หนังใหม่ในปีนี้กลับมีความเป็น ‘ชั้นรอง’ แม้แต่ผู้ที่เคยครองรางวัลใหญ่อย่างปาล์มทองคำมาก่อนแล้วก็ไม่เว้น

ตัวอย่างเช่นผู้กำกับญี่ปุ่น Hirokazu Kore-eda ซึ่งเคยคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากหนังเรื่อง The Shoplifters เมื่อ ค.ศ. 2018 ปีนี้เขามีหนังไซไฟรักษ์สิ่งแวดล้อมเรื่อง Sheep in the Box มาร่วมประกวด ทว่าก็ชวดไปหมดทุกรางวัล

ตอนออกฉายรอบสื่อเสียงวิจารณ์ก็ออกมาในระดับ ‘งั้น ๆ’ มีเสียงตำหนิว่า Hirokazu Kore-eda เองยังไม่เท่าทันพัฒนาการอันก้าวไกลของเทคโนโลยี ‘เอไอ’ สร้างงานไซไฟ โดยแทบจะไม่ได้ใช้ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเลย

สำหรับใครที่เคยติดตามผลงานของผู้กำกับญี่ปุ่น Hirokazu Kore-eda เรื่อยมา ก็คงจะเห็นภาพเลยว่า เนื้อหาภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องของเขา มันช่างเข้าข่ายงานแนว ‘มนุษย์นิยม’ เสียนี่กระไร เหมือนเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจสกัดความรู้สึกภายในของตัวละครมนุษย์แต่ละราย เชื่อมโยงไปถึงความผูกพันกับคนชิดใกล้ โดยมีคำว่า ‘ครอบครัว’ เป็น keyword ใหญ่ ที่เขามักให้ความสำคัญอยู่เสมอ ซึ่งผลงานเรื่องล่าอย่าง Sheep in the Box ก็ยังคงนำเสนอเนื้อหาในลีลาใกล้เคียงกัน

'โคเรเอดะ' กับ SHEEP IN THE BOX ชีวิตนอกกรอบที่ไม่เคยพ้นขอบกล่อง

กับเรื่องราวของสถาปนิกหญิง Otone (แสดงโดย Haruka Ayase) ผู้เป็นทั้งภรรยาและมารดา ที่ยังคงอาลัยต่อการจากไปด้วยอุบัติเหตุของ Kakeru บุตรเพศชายในวัยเพียง 7 ปี เธอจึงต้องใช้ชีวิตอยู่กับสามี Kensuke (แสดงโดย Daigo) ที่เป็นช่างไม้ และเมื่อความคิดถึงมันทำให้เธอยังทำใจไม่ได้ สุดท้าย Otone ก็ขอหันไปใช้บริการจากบริษัท REbirth ผลิตหุ่นยนต์ AI ที่สามารถสร้าง humanoid ที่มีสมองเหมือนมนุษย์จริง ๆ ได้ อาศัยเพียงการ charge ไฟ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหาร!

'โคเรเอดะ' กับ SHEEP IN THE BOX ชีวิตนอกกรอบที่ไม่เคยพ้นขอบกล่อง

ในที่สุด Otone ก็มีโอกาสได้ต้อนรับหุ่นยนต์ Kakeru (แสดงโดย Rimu Kuwaki) กลับมาบ้าน สถานการณ์เหมือนจะดำเนินไปด้วยดี เมื่อ Kakeru มีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเติบโตทางความคิดได้เหมือนมนุษย์จริง ๆ ก่อนจะเริ่มเกิดสิ่งไม่ชอบมาพากล เมื่อ Kakeru มีญาณอ่านความคิดคนได้ และการเป็นเครื่องจักรที่มีแต่สมองหากไร้หัวใจ จะทำให้ Kakeru เริ่มจะ ‘ไม่เหมือน’ กับ Kakeru ที่ตายจากไปมากขึ้นทุกที

ฝ่าย Otone เองจากที่เคยปลาบปลื้มยินดี ก็เริ่มมีเหตุผลให้ระแคะระคายว่าสุดท้ายแล้ว เจ้าหุ่น Kakeru จะไม่มีวันมาทดแทน Kakeru คนเดิมได้ เพราะความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกซึ่งเธอได้เรียนรู้จากผู้เป็นมารดาของเธออีกทอด มันไม่สามารถจะถอดรหัส programme ให้ดำเนินไปในทิศทางไหนได้ดั่งใจ ฉะนั้นต่อให้เจ้าหุ่น Kakeru จะน่ารักน่าชัง และมีนิสัยใจคอดั่ง Kakeru ตัวจริงขนาดไหน มันก็จะมีความ uncanny ที่ไม่ปรกติธรรมดาส่งผ่านแววตากลมโตคู่นั้นอยู่เสมอ

สุดท้าย Otone เธอเลยต้องตัดใจปล่อยให้ Kakeru ฉบับ AI ได้เดินทางไปในเส้นทางสายใหม่ เส้นทางที่เพื่อน ๆ หุ่นยนต์ AI ของเขาเฝ้าหวนหา นั่นคือการกลับคืนสู่ผืนป่า และสร้างอาณาจักรอาศัยร่วมกับต้นไม้ใหญ่ โดยใช้ไฟจากวงระหัดวิดน้ำมาตามชาร์จไม่ให้ขาดพลังงานในการดำรงชีวิต!

'โคเรเอดะ' กับ SHEEP IN THE BOX ชีวิตนอกกรอบที่ไม่เคยพ้นขอบกล่อง

            ว่ากันจริง ๆ ความคิดในการทำหนังส่องสะท้อนความเป็นมนุษย์ ผ่านชุดการมองของตัวละครอมนุษย์ คุณ Hirokazu Kore-eda เคยจุดประกายเอาไว้ ตั้งแต่ที่สมัยที่เขาทำเรื่อง Air Doll (2009) เมื่อบังอร ‘ตุ๊กตายาง’ กลายร่างจนดูเป็นมนุษย์ เรียนรู้ทั้งจุดหมายในการทำงาน และเรื่องความไม่จีรังของสังขาร ผ่านประสบการณ์ของอีหนู Nozomi  ในขณะที่ Sheep in the Box กลับมีสมมติฐานที่ต่างออกไป ด้วยการตั้งคำถามว่า หากเรามีเทคโนโลยี AI ที่สามารถจำลอง ‘มนุษย์’ สักรายได้อย่างสมบูรณ์ เราจะนำมันมาทดแทนชีวิตที่สูญเสียไปได้หรือไม่ หรือมันยังมีข้อจำกัดใดที่จะทำให้ AI ไม่ว่าจะรุ่นไหน พลังสมองทะลุไปถึง level ใด ก็ยังไม่สามารถ ‘รู้สึก’ ในแบบมนุษย์ได้อยู่ดี!

            เนื้อหาของหนังส่วนที่ตั้งคำถามถึงประเด็นเหล่านี้ มีการนำเสนอที่ออกจะตรงไปตรงมา โดยเลือกให้ค่าความเป็น ‘มนุษย์’ อย่างเด่นชัด ว่าจะไม่มีนวัตกรรมจักรกลใด ๆ มาแทนสิ่งมีชีวิตผู้มีอภิสิทธิ์แห่งความประเสริฐนี้ได้ จากเดิมที่ทางบริษัท REbirth ได้ดีไซน์ให้หุ่น Kakeru เป็น ‘ตัวแปร X’ ที่เลื่อนไหล เป็นภาชนะที่เชื้อเชิญให้คุณแม่ Otone รินเทสิ่งใดก็ได้ที่จะทำให้เธอระลึกถึง Kakeru ลงไป ไม่ต่างจากภาพวาดเจ้าแกะในกล่อง จากนิทานเรื่อง The Little Prince (1943) ของ Antoine de Saint-Exupéry

ทว่าทันทีที่คุณแม่ Otone ได้เปิดกล่องดู เธอกลับรู้สึกได้ว่า เจ้าแกะน้อย Kakeru ผู้นี้ มี ‘เจตจำนงเสรี’ ที่จะเดินทางไปอยู่ในใจไว้ตั้งแต่ต้น และ Otone มิใช่ ‘mother’ คนที่เจ้าหุ่น Kakeru ต้องการกลับมาหาจริง ๆ เนื่องจากสิ่งที่หุ่น Kakeru และผองเพื่อนต้องการจะไปเยือนในฐานะเรือนเหย้าคือร่มเงาแห่ง ‘mother nature’ ในผืนป่าใหญ่ สถานที่ที่เจ้าหุ่นมนุษย์ AI กลับรู้สึก fit-in และเข้าอกเข้าใจ ยิ่งกว่าความเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ของจิตใจมนุษย์

'โคเรเอดะ' กับ SHEEP IN THE BOX ชีวิตนอกกรอบที่ไม่เคยพ้นขอบกล่อง             เนื้อหาจุดนี้เองที่หนังแอบซ่อนสัญลักษณ์ต่าง ๆ เอาไว้อย่างแยบยลตั้งแต่ช่วงต้น เมื่อหุ่นยนต์ Kakeru เป็นผู้ ‘ปลูกต้นไม้’ ที่จะเติบใหญ่ให้ดอกผลและร่มเงาต่อไป อาชีพของทั้ง Otone และ Kensuke ที่เกี่ยวข้องกับการ ‘สร้างบ้าน’ ด้วย ‘ไม้’ การชุมนุมกันของเด็ก AI ในดงป่า ซึ่งล้วนสะท้อนถึงการโหยหาการกลับมาอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก่อนจะประกาศเจตนารมณ์กันอย่างเด่นชัดในฉากสุดท้าย เมื่อเด็ก ๆ ตัดสินใจโยกย้ายไปอาศัยด้วยกัน ณ ต้นไม้ใหญ่กันจริง ๆ

            สิ่งนี้เองที่ทำให้บทสรุปของ Sheep in the Box มีความนอกกรอบ มิได้ตอบโจทย์ปัญหาภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาประดิษฐ์และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ ทว่าเนื้อหาส่วนท้ายกลับหลุดไพล่ไปเล่าถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ในฐานะของ mother nature ทั้งที่ผู้กำกับ Hirokazu Kore-eda เองก็มิได้นำเสนอเหตุผลเลยว่า thesis ใหม่นี้มันมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาก่อนหน้าอย่างไร

เป็นการนอกกรอบที่ยังคงมีคำถามว่าจะนอกกรอบไปเพื่ออะไร ถ้าสุดท้ายมันจะยังไม่ได้คำตอบเลยว่า ได้กลับมาหา mother nature แล้วเธอจะยังไงต่อไป เมื่อบทหนังไร้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ต่อจินตนาการอันแสนจะอ่อนหวาน และสร้างวิมานกันอย่างสุดโรแมนติก!