จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวพักผู้แสวงหาการพักผ่อนเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีรากฐานมาจากการผสมผสานภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทย และการดูแลสุขภาพองค์รวม ที่ได้มาตรฐานสากล นี้ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
การพักผ่อนเชิงสุขภาพ (Wellness Retreats) เป็นสิ่งที่ผู้คนในโลกต่างแสวงหา เพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย บำบัดความเครียด (Digital Detox) จากโลกดิจิทัล ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพแบบครบวงจร การฝึกสมาธิ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ จึงมาพร้อมกับการพักผ่อน สปา การนวดไทย การอบสมุนไพร การแช่น้ำพุร้อน
จังหวัดกาญจนบุรี มีความพร้อมในสิ่งนี้ และเราได้ไปสัมผัสกับของจริงในสถานที่จริง มาเริ่มกันที่
หินร้อน บำบัด ตามจักระ
เราเดินทางไปที่ คำแสด ริเวอร์แคว สปาแอนด์เวลเนส รีสอร์ท เป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่กว่า 140 ไร่ ท่ามกลางธรรมชาติ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง กิจกรรมเพื่อสุขภาพมากมาย ปั่นจักรยานชมธรรมชาติ บริการนวดแผนไทย
"การบำบัดด้วยหินร้อนตามจักระ (Hot Stone Chakra Healing) เป็นศาสตร์ที่ผสานการวางหินอุ่น ๆ เข้ากับการปรับสมดุลพลังงานทั้ง 7 จุดของร่างกาย เพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน
การบำบัดด้วยหินนี้ เราสามารถทำเองที่บ้านได้ แค่มีหินธรรมชาติเอาไปต้ม แล้วเอามาวาง
เราใช้หินกรวดกลม จากชายหาดมาต้มให้ร้อน แล้ววางตามจักระ ช่วยคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และฟื้นฟูจิตใจ
เริ่มแรกให้ลองวางหินร้อนที่ท้องแขนของเราดูก่อน ว่าร้อนแค่ไหน อย่าให้ร้อนจนลวก ในแต่ละจุดเราจะใช้เวลา 1 นาที"
Cr. Kanok Shokjaratkul
พทป.กรรณิกา จิตต์ศรัทธา แพทย์แผนไทยประยุกต์ ผู้นำกิจกรรมการใช้หินร้อนตามจักระ ที่ คําแสด ริเวอร์แคว สปาแอนด์เวลเนส รีสอร์ท ผู้นำกิจกรรมอธิบายให้ฟัง
"จุดแรก จักระที่ 7 กลางกระหม่อม (Crown Chakra-Sahasrara) ถ้าใครวางแล้วร้อน ให้ยกพักได้ ปล่อยตัวเองให้อยู่กับธรรมชาติ หายใจเข้าหายใจออก breathing exercise จุดนี้เป็น ต่อมไพเนียล ช่วยเรื่องการหลับและการตื่น ผลิตเมลาโทนินและซีโรโทนิน สำหรับคนนอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก ซึ่งสำคัญต่อสุขภาพมาก
จุดที่ 2 จักระที่ 6 ตาที่สาม (Third Eye Chakra-Ajna) กลางหน้าผาก เป็นต่อม พิทูอิทารี ปรับฮอร์โมนโดยรวมของร่างกาย ให้หายใจลึก ๆ เหมือนได้อาบป่าไปด้วย เพราะออกซิเจนที่นี่เยอะมาก
จุดที่ 3 จักระที่ 5 วางที่คอ (Throat Chakra-Vishuddha) คือต่อมไทรอยด์และพาราไทรอยด์ ใครหาไม่เจอ ให้ลองกลืนน้ำลาย มันจะเลื่อนไปมา ไทรอยด์ควบคุมการเผาผลาญ บางคนอ้วนง่ายต้องดูแลจุดนี้
จุดที่ 4 จักระที่ 4 กลางหน้าอก (Heart Chakra-Anahata) คือต่อมไทมัส เกี่ยวกับภูมิต้านทาน ดูแลระบบภูมิคุ้มกัน
จุดที่ 5 จักระที่ 3 ช่องท้อง (Solar Plexus Chakra-Manipura) เหนือสะดือ 2 นิ้ว คือตับอ่อนดูแลเรื่องอินซูลินและระดับน้ำตาล ใครเป็นเบาหวานหรือน้ำตาลสูงให้ทำท่านี้ จะช่วยฟื้นฟูตับอ่อนได้
จุดที่ 6 จักระที่ 2 สะดือ (Sacral Chakra-Svadhisthana) ตำแหน่งท้องน้อย ใต้สะดือ 2 นิ้ว คือต่อมโกนาด (Gonad) ช่วยเรื่องฮอร์โมนเพศ ต่อมเพศ ดูแลระบบสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิง
จุดที่ 7 จักระที่ 1 ก้นกบ (Root Chakra-Muladhara) โคนกระดูกสันหลัง คือต่อมหมวกไต อยู่ปลายสุดของกระดูกก้นกบ ให้นั่งทับหินร้อนไว้เลย จุดนี้ควบคุมสัญชาตญาณและการควบคุมหูรูด
เมื่อทำครบ 7 จุด พลังงานจะสมดุล เอนไซม์และฮอร์โมนจะทำงานดีขึ้น นี่คือการทำโยคะแบบ passive way"
Cr. Kanok Shokjaratkul
การตรวจวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน
ไปกันต่อด้วยกิจกรรมที่ 2 และ 3 ตรวจธาตุเจ้าเรือนและปรุงอาหารที่เหมาะกับธาตุเจ้าเรือน
"ที่คำแสด รีสอร์ต กิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากคือ การตรวจธาตุเจ้าเรือน และการจัดอาหารตามธาตุ
Wellness Center ของเราจะเน้นเรื่องเชิงป้องกัน เป็นหลัก เราอยากให้ทุกคนรู้จักตัวเอง รู้ว่าควรจะกินอย่างไรให้เป็นยา โดยใช้สมุนไพรและรสชาติอาหารตามธรรมชาติ แทนการใช้ยาเคมี
หัวใจสำคัญคือการ ตรวจธาตุเจ้าเรือน เพราะร่างกายมนุษย์มีองค์ประกอบ 5 ธาตุ คือ
- ธาตุดิน: ของแข็งในร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ กระดูก กล้ามเนื้อ
- ธาตุน้ำ: ของเหลว เช่น น้ำลาย น้ำตา น้ำมูก
- ธาตุไฟ: ความร้อนที่คอยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
- ธาตุลม: แก๊ส ลมหายใจ ลมในลำไส้
- อากาศธาตุ: ช่องว่างในร่างกาย เช่น ช่องหู ช่องตา
เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนหรือมีสิ่งกระทบจากภายนอก ธาตุในตัวเราจะเสียสมดุล ทำให้เจ็บป่วย คนโบราณมีการกินอาหารให้ตรงกับธาตุในร่างกายเพื่อให้เจ็บป่วยน้อยลง
เราแบ่งคนตามธาตุเจ้าเรือนออกเป็น 3 ประเภท คือ
- กลุ่มเสมหะ (ดินและน้ำเยอะ): รูปร่างเจ้าเนื้อ แข็งแรงแต่ขี้หนาว จุดอ่อนคือเป็นภูมิแพ้และหวัดง่าย ระบบขับถ่ายอาจจะช้า
- กลุ่มปิตตะ (ไฟเยอะ): มีน้ำย่อยมาก ทำให้หิวเก่ง หิวบ่อย ถ้าไม่ได้กินจะปวดท้องหรือเป็นแผลในกระเพาะง่าย มักปวดหัวเมื่อเจออากาศร้อน
- กลุ่มวาตะ (ลมเยอะ): รูปร่างอาจจะสูงผอม หรือเตี้ยอ้วนไปเลย นิสัยทำอะไรเร็ว ขี้เบื่อ คิดมาก มักมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง หรือมือเท้าชาง่าย”
ศาสตร์ปรุงยำปรับสมดุลธาตุตามเดือนเกิด
"วิธีดูว่าเราธาตุอะไรให้ดูจากเดือนเกิด ผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน คือ ธาตุเสมหะ
มักมีปัญหาเสมหะ กำเริบได้ง่าย เมนูที่แนะนำคือ ยำตะไคร้ เน้นความเผ็ดร้อนจากสมุนไพรอย่าง ตะไคร้ ขิง ข่า หอมแดง และมีเครื่องทอด กรอบ ๆ ใส่ลงไปด้วย เพื่อช่วยเคลือบและป้องกันไม่ให้กระเพาะระคายเคืองจากความเผ็ดร้อน
รสชาติหลักที่ควรทานคือ เผ็ด ขม ฝาด ส่วนรสที่ควรทานให้น้อยคือ หวาน เปรี้ยว เค็ม โดยเฉพาะรสหวานห้ามทานเยอะ เพราะจะทำให้คอเหนียวและเสมหะกำเริบได้ง่าย
ยำตะไคร้ ยำใบบัวบก ยำมะม่วง ที่เหมาะกับคนธาตุต่าง ๆ Cr. Kanok Shokjaratkul
กลุ่มที่สอง ผู้ที่เกิดเดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม กลุ่มนี้คือ ธาตุปิตตะ
มักจะมีปัญหาเรื่องช่องท้องอ่อนแอ หรือปวดท้องได้ง่าย แนะนำให้ทาน ยำใบบัวบก หรือ หัวปลี ก็ได้ แต่ใบบัวบกจะดีที่สุดเพราะมีรสขมและฝาดที่ชัดเจนแต่ไม่มากเกินไป
เทคนิคคือต้องทำน้ำยำขึ้นมาก่อน โดยใช้น้ำเชื่อมจากน้ำตาลมะพร้าวผสมกับน้ำส้มมะขามเปียก แล้วคลุกเคล้าให้น้ำยำเข้าถึงทุกใบของบัวบกจะอร่อยมาก
รสชาติที่ควรเน้นคือ หวานธรรมชาติ ขม ฝาด ส่วนรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม ควรทานแต่น้อยเพราะจะทำให้ท้องเสียได้ง่าย
สังเกตว่าจะ ไม่ใช้พริกสด แต่จะใช้ พริกทอด แทน เพื่อลดฤทธิ์ความเผ็ดร้อนลง
กลุ่มสุดท้าย ผู้ที่เกิดเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม กลุ่มนี้คือ ธาตุวาตะ
มีปัญหาลมพัดแรงทำให้ร่างกายแห้งง่าย เมนูที่แนะนำคือ ยำมะม่วง เน้นรสเปรี้ยว เป็นหลัก มีรสหวานธรรมชาติ และ เค็มนิดหน่อย เพื่อช่วยอุ้มน้ำในร่างกาย
ไม่ควรทานรสเผ็ดเยอะ เพราะจะทำให้ลมกำเริบ และไม่ควรทานรสขมหรือฝาดจัดแบบใบบัวบกมากเกินไป เพราะอาจทำให้หน้ามืดหรือเวียนศีรษะได้
สรุปคือทานได้ 3 รสหลักคือ หวานธรรมชาติ เปรี้ยว และเค็มนิดหน่อย ส่วนเผ็ด ขม ฝาด ให้เพลา ๆ ลง
สังเกตได้ว่าเมนูยำเหล่านี้ จะเป็น Plant-based หรือมังสวิรัติ เพราะการทานอาหารมังสวิรัติจะช่วยให้ร่างกายเป็นด่าง ไม่เป็นกรด ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าการทานเนื้อสัตว์
แต่ถ้าใครต้องการเสริมโปรตีนก็สามารถใส่กุ้งหรือหมูสับลงไปได้ตามความชอบ
ส่วนเครื่องปรุงรสเค็มนั้น เราจะใช้ ซีอิ๊วขาว แทนในปริมาณที่ไม่มากนักเพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม
ถ้าปรับสมดุลกินตามธาตุได้ ร่างกายก็จะดีขึ้น คนที่เคยกินยามาก ๆ หมอจะค่อย ๆ ลดยาลง เพราะมันจะดีขึ้นเอง"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ศาสตร์แห่งการอาบป่า พลังบำบัดจากธรรมชาติ
วันต่อมา เราเดินทางไปที่ อิ่มเอมฮัท ศูนย์การเรียนรู้การอาบป่า อำเภอทองผาภูมิ เพื่อพบกับ วิภาดา ถนอมวงษ์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร และ ป้าไก่- วัชรา วงษ์กรณ์ ผู้นำกิจกรรมอาบป่า (Forest Bathing)
"การอาบป่า Forest Bathing หรือ Shinrin-yoku เป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพจากประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2525
โดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นที่ฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ผ่านการใช้ชีวิตอย่างช้าลง มีสติ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
การอาบป่า ไม่ใช่การเดินเร่งรีบเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่เป็นการเดินอย่างมีความสุข ช้า ๆ ไม่ใช่การเดินสมาธิแบบพุทธศาสนา แต่เป็นการใช้ สมาธิศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านประสาทสัมผัสในร่างกายเรา"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ป้าไก่-วัชรา วงษ์กรณ์ ผู้นำกิจกรรมอาบป่า อธิบายความรู้เกี่ยวกับการอาบป่าให้ฟัง
การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เราจะใช้เครื่องมือในร่างกายหรือสัมผัสทั้ง 5
- ตา: ดูแสงแดดอ่อน ๆ ดูใบไม้ และความต่างของสีสัน
- หู: หลับตาเพื่อฟังเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงนก จิ้งหรีด หรือแม้แต่เสียงกิ้งกือ ซึ่งเป็นคลื่นพลังงานธรรมชาติ (Vibration) ที่ทำให้เรารู้สึกชื่นใจ
- จมูก: ดมกลิ่นดอกไม้ ใบหญ้า และกลิ่นกาแฟที่เราใช้เมล็ดในพื้นที่
- ลิ้น: การชิมรสชาติอาหารหรือเครื่องดื่มอย่างมีอรรถรส
- กายสัมผัส: หลายคนเข้าใจว่าต้องกอดต้นไม้ แต่จริง ๆ คือการนำร่างกายไปเชื่อมต่อกับธรรมชาติ เช่น การสัมผัสต้นไม้ หรือการถอดรองเท้าเดินบนหญ้าหรือหินเพื่อแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าในร่างกาย
Cr. Kanok Shokjaratkul
ประโยชน์ของการอาบป่าในเชิงวิทยาศาสตร์
ต้นไม้จะปล่อยสาร ไฟทอนไซ (Phytoncide) ซึ่งเป็นกลิ่นกายของเขาที่ผลิตออกมาเพื่อป้องกันตัวเองจากแมลง
เมื่อมนุษย์รับเข้าไป จะช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยให้การเต้นของหัวใจช้าลง และลดความดันโลหิต
นอกจากนี้ยังช่วยหลั่งสารความสุขอย่างเอนโดฟินและออกซิโทซิน ซึ่งจะไปช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล (Cortisol) โดยอัตโนมัติ
ท่าทางในการรับพลังงานจากธรรมชาติ มี 3 ท่า
- การฉีกยิ้ม (Smile): เพื่อหลอกสมองให้เข้าใจว่าเรามีความสุข ซึ่งจะกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติกให้หลั่งสารความสุขออกมา
- การหายใจแบบ 4-7-8: สูดลมหายใจเข้า 4 วินาที เก็บไว้ในปอด 7 วินาที และเป่าออกทางปาก 8 วินาที เพื่อให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองเต็มที่
- Power Pose: ยืนกางแขนกว้างๆ เป็นรูปตัว V เพื่อขยายกล้ามเนื้อปอดและรับพลังงานได้เต็มที่
Cr. Kanok Shokjaratkul
การถอดรองเท้าเดิน หรือ Earthing สำคัญมาก เพราะในแต่ละวันเราใช้โทรศัพท์และรับสื่อต่าง ๆ ทำให้มีประจุบวกสะสมในร่างกายเยอะ
การถอดรองเท้าเดินบนหญ้าหรือสัมผัสหินที่เก็บความเย็นไว้ เป็นการถ่ายเทประจุบวกออกไปและรับประจุลบจากดิน ซึ่งเปรียบเสมือนแบตเตอรี่ของโลก เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย
ที่อิ่มเอมฮัทเราปลูกป่ากันมานานกว่า 30 ปีแล้ว บนพื้นที่ที่เป็นหน้าผาหิน ป้าไก่จะดูแลเรื่องสวนอาบป่า ส่วนพี่ผึ้งจะดูแลร้านกาแฟ อิ่มเอม Home Coffee
เราอยากให้คนที่มาดื่มกาแฟได้มากกว่าแค่รสชาติ แต่ได้ใช้พื้นที่ในการพักผ่อนและอาบป่าด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจ เรามีเพจชื่อ อิ่มเอมฮับ (Im-Aem Hub) จะมีการบรรยายเรื่องการอาบป่าเดือนละครั้ง หรือถ้ามาเสาร์-อาทิตย์ก็อาจจะได้เจอป้าไก่มาให้ความรู้เรื่องพลังงานธรรมชาติ
Cr. Kanok Shokjaratkul
การอาบป่าไม่จำเป็นต้องเข้าป่าลึกเสมอไป แค่ต้นไม้ต้นเดียวที่บ้านหรือในสวนสาธารณะ เราก็สามารถเชื่อมโยงได้ถ้าเราเข้าใจหลักการ
ป้าไก่ขอชวนทุกคนมารับพลังงานตอนเช้าที่นี่จากแสงแดดด้วยกัน โดยเฉพาะแสงแดดยามเช้าจะมีคลื่น ฟาร์ อินฟราเรด (Far-infrared) ในช่วงเวลาประมาณ 7:00 น. ถึงไม่เกิน 9:30 น. เป็นแสงระยะไกลที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย และมีคุณสมบัติพิเศษ สามารถทะลุผ่านร่างกายจากหน้าไปหลังได้เลย แม้จะมีเสื้อผ้ากั้นอยู่ก็ตาม ช่วยในเรื่องการดูแลกระดูกไปในตัว เหมือนที่คนโบราณชอบบอกให้เอาเด็กมาตากแดดตอนเช้า ๆ นั่นเอง
ในตอนเย็นจะเป็นแสง เนียร์ อินฟราเรด (Near-infrared) มีคุณสมบัติทะลุผ่านร่างกายได้ จากด้านหน้าผ่านลำไส้และกระดูกไปถึงข้างหลัง เป็นพลังงานดี ๆ เช่นเดียวกัน แสงตอนเย็น จะอยู่ในช่วงเวลา 16:00 น. จนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ป้าไก่จึงอยากแนะนำว่าถ้ามีโอกาส ให้ "เดินตอนเช้ารับพลังแดดอ่อน และเดินตอนเย็นรับพลังแดดอุ่น"
Cr. Kanok Shokjaratkul
พลังงานจากพื้นดินและต้นไม้
ในพื้นดินจะมีเชื้อราชื่อว่า ไรโซเบียม (Rhizobium) ทำหน้าที่เชื่อมโยงต้นไม้ทุกต้นในบริเวณนี้เข้าด้วยกันผ่านราก เหมือนกับโครงข่ายอินเทอร์เน็ต
สิ่งนี้ทำให้ต้นไม้ใหญ่สามารถส่งต่ออาหารและคลอโรฟิลล์ไปให้ต้นไม้เล็ก ๆ ที่อยู่ใต้โคนต้น ซึ่งอาจจะไม่ได้รับแสงแดดให้เติบโตได้ และพวกเขายังใช้โครงข่ายนี้ส่งสัญญาณเตือนกันด้วย
เช่น ถ้ามีไฟไหม้หรือน้ำจะขาด ต้นไม้จะบอกกันให้เตรียมตัวปกป้องตัวเองด้วยการลดการคายน้ำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ เลย
เดินบนพื้นหญ้ามีประโยชน์อย่างไร
เวลาเราเดินบนแดดอ่อนยามเช้าและเดินไปบนหญ้าที่มีน้ำค้าง ซึ่งถือเป็นน้ำแร่จากธรรมชาติ เราจะได้รับจุลินทรีย์ตัวดีผ่านเข้าสู่ร่างกายเราด้วย
เหมือนกับเกษตรกรหรือชาวนาสมัยก่อนที่แข็งแรงมาก เพราะเขาได้ทำการ กราวดิ้ง (Grounding) หรือการเหยียบย่ำอยู่บนผืนนาที่มีทั้งน้ำและจุลินทรีย์ตลอดเวลา นี่คือความแข็งแรงจากภูมิปัญญาของคนไทย"
อิ่มเอมฮัท ศูนย์การเรียนรู้การอาบป่า อำเภอทองผาภูมิ เปิดทุกวันพฤหัสบดี - จันทร์ &วันนักขัตฤกษ์
อัญมณีนิลดำจากธรรมชาติ Cr. Kanok Shokjaratkul
มีที่นี่ที่เดียว 'สปาอัญมณีนิลดำ'
เราเดินทางต่อไปยัง ริเวอร์แคว รีสอร์ท แอนด์ ออนเซ็น อำเภอไทรโยค จ.กาญจนบุรี แล้วลงเรือต่อไปยัง Rock Valley Hot Springs ที่มีบ่อออนเซ็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ถึง 15 บ่อ
แบ่งเป็นบ่อน้ำร้อน 12 บ่อ บ่ออุณหภูมิปกติ 2 บ่อ และบ่อปลาบำบัดอีก 1 บ่อ แต่ละบ่อมีสรรพคุณและอุณหภูมิแตกต่างกันไป เช่น บ่อยูคาลิปตัส บ่ออัญชัน บ่อน้ำนมอโรม่า บ่อกาแฟ บ่อสมุนไพรไทย และบ่อปลาหมอ
เป้าหมายของเราคือทำสปาอัญมณีนิลดำ ที่มีที่นี่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และปิดท้ายด้วยโปรแกรม Sense of Nature การล่องแพ สปาเท้า
"ความพิเศษของ Rock Valley Hot Springs คือในแต่ละบ่อจะมีความแตกต่างกัน เรานำสมุนไพรไทยมาใช้กับออนเซนแห่งนี้ เพื่อสร้างความแตกต่างจากการไปแช่ออนเซนที่ญี่ปุ่นหรือที่อื่น ๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกพรีเมียมยิ่งขึ้น
นอกจากออนเซนแล้ว เรายังมีโปรแกรมไฮไลต์ที่ชื่อว่า Sense of Nature ที่เรามั่นใจมากว่าเป็นที่แรกและที่เดียวที่ไม่เหมือนใครแน่นอน
จุดประสงค์คืออยากให้ทุกท่านได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง ปล่อยวางสิ่งที่หนักใจหรือความไม่สบายใจจากการใช้ชีวิตในเมือง มาอยู่กับธรรมชาติและฟังเสียงน้ำ"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ธัญญาภรณ์ เจียรจิตเลิศ ผู้บริหาร ริเวอร์แคว วิลเลจ รีสอร์ท แอนด์ ออนเซ็น พูดถึงกิจกรรมวันนี้
"สิ่งของทุกอย่างที่ใช้บนแพจะเป็นธรรมชาติล้วน ๆ เริ่มต้นตั้งแต่ตัวแพที่ทำจากไม้ไผ่ และเรายังใช้ อัญมณีนิลดำธรรมชาติ ของขึ้นชื่อของอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี มาใช้ในการบำบัดให้กับลูกค้าทุกท่านด้วย
ทุกท่านที่จะขึ้นเรือไปทำกิจกรรม เรามีชุดให้เปลี่ยน เพื่อเป็นกิมมิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากให้ทุกท่านแต่งตัวเหมือนกันสำหรับการเข้าโปรแกรม Exclusive ตัวนี้ เป็นการล่องแพ ทำสปาเท้า มีนวด คอ บ่า ไหล่ โปรแกรมนี้จำกัดที่นั่งเพียง 8 ท่านต่อรอบเท่านั้น"
การทำสปาอัญมณีนิลดำ Cr. Kanok Shokjaratkul
เทคนิคการแช่บ่อน้ำแร่ธรรมชาติ 15 บ่อ
จากการทดลองแช่บ่อน้ำร้อน แนะนำว่า ควรแช่บ่อที่ 2 ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วไล่เรียงไปถึงบ่อที่ 15 อุณหภูมิจะอยู่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส แล้วค่อยวนกลับมาจบที่บ่อที่ 1 เป็นบ่อสุดท้าย เพราะบ่อนี้ร้อนสุดอุณหภูมิ 40-42 องศาเซลเซียส
ให้แช่บ่อละ 5 นาที แล้วพักประมาณ 2 นาที ก่อนจะเปลี่ยนบ่อเพื่อให้ได้ความรู้สึกที่หลากหลาย
ถ้าไม่แช่บ่อน้ำร้อน ก็มี นวดแผนไทย, พอกหน้า พอกตัว ด้วยโคลนจากแม่ฮ่องสอนเพื่อความชุ่มชื้น และมาร์คทองคำ เพื่อความกระจ่างใส
Cr. Kanok Shokjaratkul
ส่วนไฮไลต์ สปาอัญมณีนิลดำ จากอำเภอบ่อพลอย เป็นการนอนอบความร้อนในอุณหภูมิ 40-45 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 นาที
หมายเหตุ: ก่อนทำจะต้องวัดความดันก่อน เพราะทรีตเมนต์นี้ใช้ความร้อนสูงถึง 45 องศา อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือความดันโลหิตสูง
นิลดำ จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่เทียบเท่ากับการที่เราออกกำลังกายด้วยการวิ่งประมาณ 8-10 กิโลเมตร ความร้อนจะช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม
กิจกรรมสุดท้ายของทริปนี้คือโปรแกรม Sense of Nature ล่องแพ สปาเท้า และนวดคอบ่าไหล่ ไปพร้อมกัน ท่ามกลางแม่น้ำและธรรมชาติที่สวยงาม
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul


