โลกกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิกฤติสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำและสุขภาพจิต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคนรุ่นใหม่จะปรับตัวอย่างไร แต่คือจะสร้างพื้นที่ให้พวกเขาได้ทดลอง ลงมือทำ และพัฒนาแนวคิดของตัวเองให้กลายเป็นทางออกของสังคมได้อย่างไร
นี่คือโจทย์ที่อยู่เบื้องหลัง Youth Co:Lab แพลตฟอร์มที่สนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้พัฒนานวัตกรรมและธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านการบ่มเพาะศักยภาพ การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลักดันแนวคิดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมจริง โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่าง UNDP และ Citi Foundation
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Youth Co:Lab ขยายการดำเนินงานไปแล้ว 30 ประเทศ และเขตปกครอง เข้าถึงเยาวชนกว่า 400,000 คน สนับสนุนผู้ประกอบการเยาวชนกว่า 48,000 คน และมีส่วนผลักดันให้เกิดกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 4,000 แห่ง ก่อนที่บทเรียนตลอดสิบปีจะถูกนำมาถ่ายทอดบนเวที Youth Co:Lab Summit 2026 ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และองค์กรด้านการพัฒนาจากทั่วเอเชียแปซิฟิก เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคต
แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน แนวคิดเรื่อง "ผู้ประกอบการเยาวชน" ยังแทบไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นจริง
"เมื่อ 10 ปีที่แล้ว วาระเรื่องผู้ประกอบการเยาวชนยังไม่ได้เป็นประเด็นเลย คนหัวเราะเยาะผม คนหัวเราะเยาะเพื่อนร่วมงานของเรา เพราะพวกเขาบอกว่า 'คนหนุ่มสาวจะเป็นผู้ประกอบการได้ยังไง' ตอนนั้นไม่มีทั้งนโยบาย ไม่มีโครงสร้างสนับสนุน ไม่มีระบบนิเวศ ไม่มีอะไรเลย"
"เบเนียม เกเบรซกี" ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงการภาคประชาสังคมและเยาวชน ศูนย์ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ย้อนเล่าว่า Youth Co:Lab เกิดจากความเชื่อที่เรียบง่ายว่า หากคนรุ่นใหม่ได้รับโอกาส เครื่องมือ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พวกเขาสามารถเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้
แต่สำหรับเบเนียม ตัวเลขเหล่านั้นอาจไม่ใช่ความสำเร็จที่สำคัญที่สุด "เมื่อสิบปีก่อน วาระเรื่องผู้ประกอบการเยาวชนอยู่แค่ชายขอบ แต่ตอนนี้มันขึ้นมาอยู่บนเวทีหลักแล้ว"
เขามองว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขามีความคิดสร้างสรรค์และพลังในการลงมือทำอยู่แล้ว หากเป็นการที่โลกเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการมองเยาวชนเป็น "ผู้นำในอนาคต"
เมื่อโอกาสสำคัญกว่าการรอให้พร้อม
หาก UNDP พูดถึงการสร้าง “ระบบนิเวศ” ในระดับนโยบาย "โฟร์ท-นฤมล จิวังกูร" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย และตัวแทนมูลนิธิซิตี้ กลับชวนมองเรื่องเดียวกันจากจุดเริ่มต้นนั่นคือ การเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ใหญ่ที่มีต่อคนรุ่นใหม่
“ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่มักจะบอกว่า รอก่อน รอให้โตกว่านี้ก่อน แต่เราบอกว่าถ้าเราไม่รอแล้วนะ เราให้เครื่องมือกับเขา ให้แพลตฟอร์มกับเขา ให้เขาเจอกัน เพราะเราเชื่อว่าพลังงานที่ดีมันจะกลายเป็นลูกโซ่ที่ทำให้เกิด Impact ได้มหาศาล”
สำหรับเธอ หลายครั้งสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการไม่ใช่เวลา หากคือโอกาสที่จะได้ลงมือทำ เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่เคยเกิดจากคนเก่งเพียงคนเดียว แต่เกิดจากผู้คนที่ได้เรียนรู้ เชื่อมโยง และผลักดันกันไปข้างหน้า
ธีมของการประชุมปีนี้ "A Moonshot for Youth-led Leadership, Innovation and Entrepreneurship" สะท้อนแนวคิดเดียวกันว่า เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจเกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยพลังร่วมจากผู้คนจำนวนมาก ซึ่งนฤมลอธิบายผ่านภาพเปรียบเทียบของการเดินทางสู่ดวงจันทร์ว่า ยิ่งเป้าหมายอยู่ไกลมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องอาศัยแรงส่งจากผู้คนรอบข้างมากขึ้นเท่านั้น
"UNDP กับ Citi Foundation ขอเป็น Launchpad ทำให้คุณพุ่งไปสู่ดวงจันทร์ให้ได้ เพราะการพุ่งไปสู่ดวงจันทร์มันใช้พลังงานมหาศาล ลำพังแค่กำลังขาของคุณเองมันไม่พอ ทุกคนต้องช่วยกันส่ง"
Launchpad ในความหมายนี้จึงไม่ได้หมายถึงเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงเครื่องมือ พื้นที่ให้ทดลอง เครือข่าย พี่เลี้ยง และผู้คนที่พร้อมเชื่อมั่นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ก่อนที่พวกเขาจะเชื่อมั่นในตัวเองเสียอีก เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ "โฟร์ท-นฤมล" อยากเห็นไม่ใช่เพียงการสร้าง "ผู้นำแห่งอนาคต" แต่คือการทำให้คนรุ่นใหม่ตระหนักว่า พวกเขากำลังสร้างอนาคตนั้นอยู่แล้ว
"พวกคุณไม่ได้เป็นแค่ผู้นำในอนาคต แต่คุณคือสถาปนิกผู้รับหน้าที่ออกแบบอนาคตที่ดีกว่าเดิม และกำลังสร้างสรรค์มันขึ้นมาในทุก ๆ วัน"
นี่อาจเป็นประโยคที่สะท้อนแก่นของ Youth Co:Lab ตลอดสิบปีที่ผ่านมาได้ดีที่สุด เพราะเป้าหมายของโครงการไม่ใช่การสร้างผู้ประกอบการเยาวชนเพียงไม่กี่คน หากคือการสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ทดลอง เชื่อมโยง และเติบโตไปพร้อมกัน
ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจสะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนโครงการเพื่อสังคม มาเป็นผู้ร่วมสร้างบุคลากร เครือข่าย และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรม เพราะการลงทุนกับผู้ประกอบการเยาวชนไม่ได้สร้างเพียงผลกระทบทางสังคม หากยังเป็นการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์และระบบนิเวศที่จะหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาว
3C ของผู้ประกอบการเพื่อสังคม เมื่อไอเดียอย่างเดียวไม่เพียงพอ
หาก "โฟร์ท-นฤมล" อธิบายบทบาทขององค์กรว่าเป็น Launchpad ที่ช่วยส่งคนรุ่นใหม่ไปให้ไกลกว่าเดิม "แก๊ป-ธนากร พรหมยศ" ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YoungHappy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่เติบโตมากับ Youth Co:Lab ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็ชวนมองอีกด้านหนึ่งว่า เมื่อได้รับโอกาสแล้ว อะไรคือสิ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมเดินต่อไปได้
YoungHappy เริ่มต้นจากการพัฒนาคอมมูนิตี้สำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้ทำกิจกรรม พบปะผู้คน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนประเด็นสังคมสูงวัย ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของประเทศไทย
จากประสบการณ์ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ธนากรมองว่า การสร้างธุรกิจเพื่อสังคมไม่ได้อาศัยเพียงไอเดียที่ดี แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 ประการ หรือที่เขาเรียกว่า 3C
- Courage ความกล้าที่จะเริ่มต้น
ธนากรกล่าวว่า สิ่งที่ยากที่สุดของการทำธุรกิจเพื่อสังคมไม่ใช่การบริหารธุรกิจ แต่คือการกล้าลุกขึ้นมาแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
YoungHappy เองเริ่มต้นจากคำถามที่หลายคนมองข้าม คือ จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เขาเรียกว่า "Middle Missing" หรือคนที่ไม่จนพอจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ แต่ก็ไม่ได้มีทรัพยากรมากพอจะดูแลตัวเองได้ทั้งหมด
"ผมทำเรื่องกลุ่ม Middle Missing คือคนที่ไม่จนและไม่รวย รัฐไม่ได้ดูแล และเขาก็ดูแลตัวเองทั้งหมดไม่ได้ กลุ่มนี้ใหญ่มาก แต่กลับไม่มีโมเดลสวัสดิการมารองรับ"
ธนากรมองว่า ประเทศไทยยังมีโจทย์สังคมอีกจำนวนมากที่รอวิธีคิดใหม่ ๆ เข้าไปแก้ไข แต่การผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคมยังเผชิญข้อจำกัดจากแนวทางการพัฒนาหลายด้าน
"นโยบายบ้านเราส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ แต่ยังไม่เน้นเรื่องการพัฒนา หรือการสร้างอินโนเวชัน หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหา"
- Connection ความน่าเชื่อถือที่เปิดประตูสู่โอกาสใหม่
"แก๊ป ธนากร" ยอมรับว่า สิ่งที่เปลี่ยนธุรกิจของเขาไม่ใช่เงินทุน แต่คือ "ความน่าเชื่อถือ" การทำงานร่วมกับองค์กรอย่าง UNDP และ Citi Foundation เปรียบเสมือนการได้รับตราประทับที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เปิดใจรับฟังมากขึ้น และทำให้กิจการเพื่อสังคมสามารถก้าวไปสู่โอกาสใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีค่าที่สุดกลับไม่ใช่การรับรองจากองค์กรระดับโลก หากคือการได้พบผู้คนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน "การมาอยู่ในกลุ่มแบบนี้ มันทำให้เราได้เจอคนบ้าเหมือนกัน คนที่มีฝันเหมือนกัน แล้วมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เดินไปอย่างโดดเดี่ยว"
- Collaboration การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา
สำหรับธนากร การสร้างธุรกิจเพื่อสังคมไม่ต่างจากการปลูกต้นไม้ เมล็ดพันธุ์อาจงอกขึ้นได้ในเวลาไม่นาน แต่กว่ารากจะหยั่งลึกและเติบโตจนออกผล จำเป็นต้องอาศัยเวลา ความต่อเนื่อง
"การทำธุรกิจเพื่อสังคมมันเหมือนการปลูกต้นไม้ บางครั้งพอเราปลูกไป รากมันลงลึกไปแล้วแต่ผลมันยังไม่ออก มันจึงต้องการการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ใช้ไม้บรรทัดเดิม ๆ มาวัดผลแค่ในระยะสั้น"
สำหรับแก๊ป นี่คือเหตุผลที่กิจการเพื่อสังคมไม่ควรถูกวัดด้วยไม้บรรทัดเดียวกับธุรกิจทั่วไป เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบต้องใช้เวลา และผลลัพธ์หลายอย่างอาจยังไม่ปรากฏให้เห็นในช่วงปีแรก ๆ แม้รากฐานจะค่อย ๆ เติบโตอยู่ใต้ดินแล้วก็ตาม
Curiosity เมื่อการเรียนรู้สำคัญกว่า AI
เมื่อ "แก๊ป ธนากร" สรุปบทเรียนของผู้ประกอบการเพื่อสังคมผ่าน 3C ได้แก่ Courage, Connection และ Collaboration "โฟร์ท นฤมล" จึงเสริมอีกหนึ่งคำที่เธอมองว่าสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ Curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็น
สำหรับเธอ Curiosity ไม่ใช่เพียงความชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่คือกรอบความคิดที่กล้าตั้งคำถามกับวิธีการเดิม ๆ และไม่ยอมเชื่อว่า "เราทำแบบนี้มาตลอด" คือคำตอบที่ดีที่สุด
"มองทุกกระบวนการที่ทำอยู่วันนี้ว่าเป็น Legacy Process เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า วันพรุ่งนี้อะไรจะเปลี่ยนไป แล้วถามตัวเองเสมอว่า 'ยังมีวิธีที่ดีกว่านี้หรือเปล่า' อย่าปฏิเสธสิ่งใหม่ แต่จงเปิดรับและสร้างการเปลี่ยนแปลง"
นฤมลมองว่า โลกกำลังเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ใครจะยึดติดกับความสำเร็จในอดีตได้ หลายอาชีพกำลังถูกออกแบบใหม่ ขณะที่หลายกระบวนการทำงานกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
สำหรับ "โฟร์ท นฤมล" คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "ใช้ AI เป็นหรือไม่" แต่คือ "จะใช้ AI ไปสร้างอะไรได้บ้าง" ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดธุรกิจ การแก้ปัญหาสังคม หรือการสร้างโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง เพราะในอนาคต ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ใครเข้าถึงเทคโนโลยีก่อน แต่อยู่ที่ใครสามารถนำเทคโนโลยีมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าได้มากกว่า
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเชื่อว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้ ไม่ใช่เพียง AI Literacy หรือการใช้ AI ให้เป็น แต่ต้องก้าวไปถึง AI Monetization หรือการรู้จักใช้ AI เพื่อสร้างโอกาส สร้างมูลค่า และสร้างรายได้
แต่การเรียนรู้สิ่งใหม่ย่อมเริ่มต้นจากการยอมรับก่อนว่า เรายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และกระบวนการที่ใช้อยู่ทุกวันนี้อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกต่อไป
"ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับก่อนว่า เรายังขาดอะไร หรือกระบวนการที่ทำอยู่ทุกวันนี้ยังมีช่องโหว่ และอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ เพราะฉะนั้นไม่อยากให้มี Resistance กับสิ่งใหม่ ๆ แต่อยากให้เปิดรับ แล้ว Create Change มากกว่า"
สำหรับเธอ ต่อให้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนเร็วเพียงใด สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังไม่ใช่เครื่องมือ หากเป็นทัศนคติของผู้ใช้เครื่องมือนั้น
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่เบเนียมย้ำตลอดการสนทนา เขาเชื่อว่า โลกยุคใหม่ต้องการคนที่พร้อมปรับตัวมากกว่าคนที่ยึดติดกับความรู้เดิม
"ทักษะอันดับหนึ่งไม่ใช่ทักษะทางเทคนิค แต่คือ Learn, Unlearn และ Relearn เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็วแบบนี้ ไม่มีการเกษียณสำหรับสมองอีกต่อไปแล้ว"
เบเนียมมองว่า โลกไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่รู้มากที่สุด แต่ให้รางวัลกับคนที่พร้อมเรียนรู้มากที่สุด ความรู้ที่ถูกต้องในวันนี้ อาจล้าสมัยได้ในวันพรุ่งนี้
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดการทำงานกับผู้ประกอบการเยาวชนในหลายประเทศ ทีมงานของ Youth Co:Lab พบว่า หนึ่งในกำแพงสำคัญที่ทำให้ไอเดียดี ๆ ไปไม่ถึงเวทีโลก กลับเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม นั่นคือ การสื่อสาร
มีผู้ประกอบการเยาวชนจากชุมชนชาติพันธุ์ในประเทศไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีโมเดลธุรกิจที่โดดเด่นและเข้าใจปัญหาในชุมชนของตัวเองอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อถึงเวลาต้องนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ เขากลับไม่กล้าพูด เพราะกังวลว่าจะสื่อสารออกมาได้ไม่ดี จนเกือบร้องไห้กลางห้องประชุม
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า หลายครั้งสิ่งที่ขวางกั้นคนรุ่นใหม่ไม่ใช่การขาดไอเดีย หากเป็นการขาดเครื่องมือและความมั่นใจที่จะพาไอเดียเหล่านั้นออกไปสู่โลกภายนอก
ความเชื่อมั่น จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลง
แม้บทสนทนาตลอดการสัมภาษณ์จะเต็มไปด้วยคำว่า AI นวัตกรรม ระบบนิเวศ และผู้ประกอบการ แต่สิ่งที่ "โฟร์ท นฤมล" ย้ำอยู่หลายครั้งกลับไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี หากเป็นเรื่องของ "ความเชื่อมั่นในตัวเอง" เธอมองว่า หลายครั้งสิ่งที่ฉุดรั้งคนรุ่นใหม่ไม่ใช่การขาดความสามารถ แต่คือการไม่เชื่อว่าตัวเองดีพอที่จะก้าวออกมา
"คนเราเลือกที่เกิดไม่ได้... อย่ามัวแต่มองว่าเราด้อย ลองถามตัวเองดีกว่าว่า วันนี้เราจะดีกว่าเมื่อวานได้อย่างไร เพราะขาเราจะไม่ก้าว ถ้าเราไม่มั่นใจ มันต้องเริ่มจากการก้าวออกมาก่อน แล้วเชื่อเถอะว่าโลกจะเปิดกว้าง เมื่อเราได้อยู่ท่ามกลางคนเก่ง ๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็จะต่อยอดกันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่"
สำหรับเธอ การได้ออกมาลองทำสิ่งใหม่ ๆ พบผู้คนใหม่ ๆ และทำงานร่วมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ไม่ได้สร้างเพียงประสบการณ์ หากยังค่อย ๆ สร้าง Self-esteem หรือความเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ในมุมเดียวกัน ธนากรมองว่า ต่อให้โลกขับเคลื่อนด้วย AI มากเพียงใด สิ่งที่เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนได้ คือ Human Touch และ Empathy หรือความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่เคยเกิดจากนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากผู้คนที่พร้อมช่วยเหลือและเติบโตไปด้วยกัน
แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในสุนทรพจน์เปิดการประชุมของ "โฟร์ท นฤมล" เมื่อเธอชวนผู้เข้าร่วมมองไปรอบห้อง และบอกว่า เป้าหมายแบบ Moonshot อาจอยู่ไกลเกินกว่าจะไปถึงได้ด้วยคนเพียงคนเดียว
"มูนช็อตมันค่อนข้างไกลตัวมากเลย คุณจำเป็นต้องใช้พลังงานเยอะมาก ๆ ถ้าคุณคิดว่าคุณอยากได้พลังงานเพิ่มขึ้น อยากจะมีพลังงานมากกว่านี้ ลองมองคนรอบข้าง พวกคุณทุกคนคือ แหล่งพลังงานที่ทรงพลัง"
ก่อนปิดการกล่าวสุนทรพจน์ "นฤมล จิวังกูร" ฝากข้อความไว้กับผู้เข้าร่วมทุกคน "ขอให้จำสิ่งหนึ่งไว้เสมอ จงส่งต่อสิ่งดี ๆ นี้ให้กับคนอื่น ๆ (Pay it Forward)"
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่ "ยูธ โคแล็บ" พยายามสร้างจึงไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการเยาวชนหรือกิจการเพื่อสังคมแห่งใหม่ แต่คือ วงจรของการส่งต่อ จากคนที่เคยได้รับการสนับสนุน ไปสู่คนรุ่นถัดไป
เมื่อ 10 ปีก่อน โลกยังตั้งคำถามว่า “คนรุ่นใหม่จะเป็นผู้ประกอบการได้อย่างไร” แต่ 10 ปีต่อมา คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการ หรือจำนวนกิจการเพื่อสังคม หากอยู่ในคนธรรมดาที่เคยได้รับโอกาส ได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง และเลือกส่งต่อสิ่งนั้นให้กับคนอื่น


