Financial Literacy หรือความรู้ด้านการเงิน กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะทักษะชีวิตที่ควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วัยเรียน หลังผลสำรวจสะท้อนว่าคนไทยยังมีช่องว่างด้านการวางแผนการเงิน ขณะที่หลายภาคส่วนร่วมผลักดันการเรียนรู้เรื่องการเงินควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก่อนก้าวสู่โลกการทำงาน
KEY POINTS
- ผลสำรวจ ธปท. ปี 2567 พบว่า เยาวชนไทยอายุ 15-22 ปี ยังมีช่องว่างด้านการวางแผนและจัดสรรเงินก่อนใช้ สะท้อนความสำคัญของการเรียนรู้ Financial Literacy ตั้งแต่วัยเรียน
- Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงิน ไม่ได้หมายถึงการสอนให้ออมเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการวางแผนการใช้จ่าย การเข้าใจคุณค่าของเงิน และการตัดสินใจทางการเงินอย่างเหมาะสม
ในโลกที่การตัดสินใจเรื่องการเงินเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย การมี "ความรู้ด้านการเงิน" หรือ Financial Literacy จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการรู้จักออมเงิน แต่รวมถึงการเข้าใจคุณค่าของเงิน การวางแผนการใช้จ่าย และการตัดสินใจทางการเงินอย่างเหมาะสม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นทักษะที่ควรเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน
ผลสำรวจทักษะการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 ของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า แม้ภาพรวมทักษะทางการเงินของคนไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ด้านการวางแผนและจัดสรรเงินก่อนใช้ยังได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 47.3 จาก 100 คะแนน ขณะที่คนอายุ 15-22 ปี มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อความสุขในปัจจุบันมากกว่าการวางแผนทางการเงินในระยะยาว
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การสร้างความรู้ด้านการเงินอาจไม่ใช่เรื่องของวัยทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มตั้งแต่วัยเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้การบริหารจัดการเงินให้ได้ ก่อนที่จะไปรับผิดชอบการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ของตนเอง
นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า หากต้องการลดปัญหาทางการเงินในระยะยาว การสร้างความเข้าใจเรื่องการเงินควรเริ่มจากต้นทาง เพราะปัญหาหนี้จำนวนมากเกิดจากการขาดความรู้พื้นฐานด้านการบริหารจัดการเงิน
เวลาพูดถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน หลายครั้งเรามักมองที่การแก้ปัญหาปลายทาง แต่จริง ๆ แล้วต้องย้อนกลับมาสร้างความเข้าใจตั้งแต่เด็ก เพราะเมื่อรู้จักคิดก่อนใช้ วางแผนก่อนซื้อ และเข้าใจคุณค่าของเงิน ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาทางการเงินในอนาคตได้
เธออธิบายว่า Financial Literacy ไม่ได้หมายถึงการสอนให้เด็กออมเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือการฝึกกระบวนการคิดผ่านสถานการณ์ใกล้ตัว เช่น หากต้องการซื้อโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง เด็กควรถามตัวเองว่า "ซื้อไปเพื่ออะไร" "มีความจำเป็นหรือไม่" และสิ่งนั้นจะช่วยสร้างคุณค่าให้กับการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างไร เพราะทุกการใช้เงิน ล้วนเป็นการตัดสินใจที่มีผลต่ออนาคตของตนเอง
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรม Citi Global Community Day ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 โดยในปีนี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ร่วมกับ Teach for Thailand ลงพื้นที่โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจัดกิจกรรมด้าน Financial Literacy ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ พร้อมร่วมปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน
ด้านนายศักดิ์โสภณ สุขอ้วน รองผู้อำนวยการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ กล่าวว่า นอกจากการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต และทักษะการประกอบอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน ก่อนก้าวสู่การใช้ชีวิตหลังจบการศึกษา
สุดท้ายแล้วนักเรียนทุกคนต้องออกไปใช้ชีวิตนอกรั้วโรงเรียน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่รวมถึงทักษะการดำรงชีวิตและทักษะการประกอบอาชีพด้วย
ปัจจุบัน โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 มีนักเรียนประมาณ 850 คน และครู 43 คน โดยโรงเรียนยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการจัดกิจกรรมเสริมทักษะนอกห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงควบคู่กับการเรียนการสอนตามหลักสูตร
นฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาเด็กไม่ใช่เพียงการเพิ่มองค์ความรู้ในห้องเรียน แต่ต้องช่วยให้พวกเขาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการเงิน การสื่อสาร หรือการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว
เธอกล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของการจัดกิจกรรม Citi Global Community Day ซึ่งแม้จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ไม่ได้มุ่งเน้นการทำกิจกรรมเพียงวันเดียว หากต้องการส่งเสริมให้พนักงานนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ เวลา และทรัพยากรที่มี มาแบ่งปันให้กับผู้อื่นในชีวิตประจำวัน





