‘ซิตี้แบงก์’ ชูบทบาท ‘แบงก์ยุคใหม่’ ต้องเป็นเสาหลัก ยึด ‘เสถียรภาพ’ ก่อน ‘การเติบโต’

‘ซิตี้แบงก์’ ชูบทบาทแบงก์ยุคใหม่ ต้องเป็นเสาหลัก ยึด ‘เสถียรภาพ’ ก่อน ‘การเติบโต’ ย้ำภารกิจธนาคารต้องจัดสรรเงินทุนมีคุณภาพ หวังเชื่อมโยงโอกาสธุรกิจไทย
KEY
POINTS
- ซิตี้แบงก์ชูบทบาทธนาคารยุคใหม่ที่ต้องให้ความสำคัญกับ “เสถียรภาพ” ทางการเงินเป็นอันดับแรกก่อนการเติบโต
- มองว่าไม่ใช่แค่การปล่อยสินเชื่อ แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- หลังจากมีเสถียรภาพแล้ว ธนาคารต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดสรรเงินทุน” ไปยังภาคธุรกิจที่มีศักยภาพสูง
- ธนาคารยุคใหม่ต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาให้ภาคธุรกิจจริง
ท่ามกลางความผันผวนของ “เศรษฐกิจโลก” และแรงกดดัน “เชิงโครงสร้าง” ที่ท้าทายมากขึ้น เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน “ทางแยกสำคัญ” ที่ต้องเลือกทิศทางระหว่างการเติบโตระยะสั้นกับการวางรากฐานเสถียรภาพระยะยาว การดำเนินธุรกิจของธุรกิจต่าง ๆ รวมถึง “ภาคธนาคาร” เอง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงบทบาทและข้อจำกัดเหล่านี้มากขึ้น
“นฤมล จิวังกูร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย สะท้อนชัดว่า บทบาทของธนาคารใน “โลกยุคใหม่” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “การปล่อยสินเชื่อ”
แต่คือการเป็นกลไกสร้าง “เสถียรภาพ” จัดสรร “เงินทุน” อย่างมีคุณภาพ และเชื่อมโยงโอกาสของไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลกเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการ “ตกชั้น” และพาประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว
และจากบทบาทของภาคการเงินในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากพูดถึงหน้าที่หลักของ “ธนาคารซิตี้แบงก์” สิ่งแรก “ไม่ใช่การปล่อยสินเชื่อ” แต่คือ “การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
ประเทศไทยมี “จุดแข็งสำคัญ” ในเรื่องนี้ จากเงินสำรองระหว่างประเทศ (FX Reserve) ที่อยู่ในระดับสูงมาก สูงกว่าของประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซียรวมกัน ปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังสามารถยืนอยู่บนเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
เมื่อธนาคารมีเสถียรภาพและ “กล้ามเนื้อแข็งแรง” มากขึ้น บทบาทถัดมาคือการทำหน้าที่เป็น ผู้จัดสรรเงินทุน (Capital Allocator) ไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV) หรือภาคเกษตรที่เน้นการเพิ่มมูลค่า (Value-added Agriculture)
ในขณะเดียวกัน “ซิตี้แบงก์” ยังให้ความสำคัญกับ Social Financing โดยตั้งงบประมาณไว้สูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก รวมถึงในไทย เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ ธุรกิจเกษตรที่มุ่งสู่ Zero Waste และการสร้างงานให้กับชุมชนท้องถิ่น
ดังนั้น การดำเนินธุรกิจของซิตี้แบงก์อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “Think Global, Speak Solution” ซึ่งหมายถึงการนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงเทคโนโลยี
ณ ปัจจุบัน ไทยได้รับเลือกให้เป็น ประเทศแรกในโลก ที่เปิดตัวระบบ Citi Payment Express ซึ่งช่วยให้ธุรกรรมทางการเงินไหลได้รวดเร็ว รองรับปริมาณการทำธุรกรรมระดับ 5,000-10,000 รายการต่อวินาที แทนการประมวลผลแบบเป็นรอบ (Batch) ในรูปแบบเดิม
ขณะเดียวกัน Citi Token Services ยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถโอนเงินและบริหารสภาพคล่องข้ามประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดทำการของธนาคาร (Cut-off Time) หรือความจำเป็นในการเปิด Wallet ใหม่
“เป้าหมายของซิตี้แบงก์ คือการก้าวขึ้นเป็น Cross-Border Champion หรือธนาคารอันดับหนึ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการข้ามพรมแดน ด้วยเครือข่ายกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ภาษี และการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน”
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญอย่างมาก คือการสร้าง “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน” หรือ Wealth for All โดยมองว่าไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเติบโตได้อย่างยั่งยืน!
สูตรสำคัญเริ่มจาก การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย จนเหลือกำไร แล้วจึงนำกำไรนั้นไปจัดสรรต่อยอด ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยง Supply Chain ผ่านการใช้ Data Analytics เพื่อสนับสนุน SME หรือผู้ประกอบการรายเล็กที่อยู่ในระบบนิเวศของบริษัทขนาดใหญ่ แม้ธนาคารจะไม่สามารถเข้าถึงผู้ประกอบการเหล่านี้ได้โดยตรงก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมองว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเงินเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเทคโนโลยีมาช่วยทั้งการชำระเงินที่รวดเร็ว เช่น
PromptPay (พร้อมเพย์) ยังช่วยเพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนของรายได้ ทำให้การค้าขายกลายเป็นกลไกสำคัญของการกระจายความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจ
สุดท้ายเชื่อว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพและโอกาสในเวทีโลกอย่างมาก แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ความตั้งใจที่ไม่ย่อท้อ และความต่อเนื่อง ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการใช้นวัตกรรมทางการเงินเป็นเครื่องมือสนับสนุน
“บทบาทของธนาคารในโลกยุคใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงผู้ปล่อยเงิน แต่คือ ผู้สร้างเสถียรภาพ เชื่อมโยงโอกาส และสนับสนุนให้ National Champion ของไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมทั้งนำความมั่งคั่งกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”
สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยและธุรกิจธนาคารผ่านเลนส์ระดับโลก โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน หากมองไปข้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงปี 2026 โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Great Bifurcation” หรือการแยกออกเป็นสองเส้นทางอย่างชัดเจน
ภายใต้บริบทโลกดังกล่าว หากมองกลับมาที่ไทย มองว่าไทยในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่ม “Winners” จากผลกระทบสงครามภาษีและการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลก
หลักฐานสำคัญสะท้อนผ่าน เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยข้อมูลจาก Citi Research และ IMF ระบุว่า ในปี 2024 ไทยมี FDI ไหลเข้าในระดับที่โดดเด่นมากเทียบกับอดีต ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงเกือบแตะระดับ 200% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเปรียบเทียบ
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงปริมาณเงินลงทุน แต่คือ ลักษณะของการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนแบบ Digital Greenfield Investment หรือการลงทุนใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่การต่อยอดจากฐานเดิม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และ Data Center ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าครอง “VIP Seat” ในโลกของ Digital Economy
แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นผู้ชนะในวันนี้ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในวันข้างหน้า ในอีก 5 ปีข้างหน้า การเติบโตของไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เวียดนามและฟิลิปปินส์แซงหน้าได้ หากไทยไม่สามารถยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจได้ทัน อีกทั้งไทยยังสูญเสียตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียนให้กับสิงคโปร์ และตกลงมาอยู่อันดับ 3 ซึ่งสะท้อนว่าความได้เปรียบของไทยกำลังถูกท้าทายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการ “ตกชั้น” ทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ไทยต้องทำมี 3 ประการ ในการ Escaping Middle Income Trap
ประการแรก คือ การแปลงสภาพอุตสาหกรรม จากโรงงานราคาถูกไปสู่ “โรงงานที่เพิ่มมูลค่า” โดยใช้ฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้วเป็นจุดตั้งต้น
ประการที่สอง คือ การลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมของทุกประเทศที่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จ
ประการที่สาม คือ ความต่อเนื่องของนโยบาย นโยบายระดับชาติต้องเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายชุด เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการระยะยาว







