วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ซิตี้แบงก์’ ชูบทบาท ‘แบงก์ยุคใหม่’ ต้องเป็นเสาหลัก ยึด ‘เสถียรภาพ’ ก่อน ‘การเติบโต’

‘ซิตี้แบงก์’ ชูบทบาท ‘แบงก์ยุคใหม่’ ต้องเป็นเสาหลัก ยึด ‘เสถียรภาพ’ ก่อน ‘การเติบโต’

‘ซิตี้แบงก์’ ชูบทบาท ‘แบงก์ยุคใหม่’ ต้องเป็นเสาหลัก ยึด ‘เสถียรภาพ’ ก่อน ‘การเติบโต’

ท่ามกลางความผันผวนของ “เศรษฐกิจโลก” และแรงกดดัน “เชิงโครงสร้าง” ที่ท้าทายมากขึ้น เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน “ทางแยกสำคัญ” ที่ต้องเลือกทิศทางระหว่างการเติบโตระยะสั้นกับการวางรากฐานเสถียรภาพระยะยาว การดำเนินธุรกิจของธุรกิจต่าง ๆ รวมถึง “ภาคธนาคาร” เอง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงบทบาทและข้อจำกัดเหล่านี้มากขึ้น

นฤมล จิวังกูร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย สะท้อนชัดว่า บทบาทของธนาคารใน “โลกยุคใหม่” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “การปล่อยสินเชื่อ” 

แต่คือการเป็นกลไกสร้าง “เสถียรภาพ” จัดสรร “เงินทุน” อย่างมีคุณภาพ และเชื่อมโยงโอกาสของไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลกเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการ “ตกชั้น” และพาประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

และจากบทบาทของภาคการเงินในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากพูดถึงหน้าที่หลักของ “ธนาคารซิตี้แบงก์” สิ่งแรก “ไม่ใช่การปล่อยสินเชื่อ” แต่คือ “การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

ประเทศไทยมี “จุดแข็งสำคัญ” ในเรื่องนี้ จากเงินสำรองระหว่างประเทศ (FX Reserve) ที่อยู่ในระดับสูงมาก สูงกว่าของประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซียรวมกัน ปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังสามารถยืนอยู่บนเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

เมื่อธนาคารมีเสถียรภาพและ “กล้ามเนื้อแข็งแรง” มากขึ้น บทบาทถัดมาคือการทำหน้าที่เป็น ผู้จัดสรรเงินทุน (Capital Allocator) ไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV) หรือภาคเกษตรที่เน้นการเพิ่มมูลค่า (Value-added Agriculture)

ในขณะเดียวกัน “ซิตี้แบงก์” ยังให้ความสำคัญกับ Social Financing โดยตั้งงบประมาณไว้สูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก รวมถึงในไทย เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ ธุรกิจเกษตรที่มุ่งสู่ Zero Waste และการสร้างงานให้กับชุมชนท้องถิ่น

ดังนั้น การดำเนินธุรกิจของซิตี้แบงก์อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “Think Global, Speak Solution” ซึ่งหมายถึงการนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงเทคโนโลยี

ณ ปัจจุบัน ไทยได้รับเลือกให้เป็น ประเทศแรกในโลก ที่เปิดตัวระบบ Citi Payment Express ซึ่งช่วยให้ธุรกรรมทางการเงินไหลได้รวดเร็ว รองรับปริมาณการทำธุรกรรมระดับ 5,000-10,000 รายการต่อวินาที แทนการประมวลผลแบบเป็นรอบ (Batch) ในรูปแบบเดิม

ขณะเดียวกัน Citi Token Services ยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถโอนเงินและบริหารสภาพคล่องข้ามประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดทำการของธนาคาร (Cut-off Time) หรือความจำเป็นในการเปิด Wallet ใหม่

“เป้าหมายของซิตี้แบงก์ คือการก้าวขึ้นเป็น Cross-Border Champion หรือธนาคารอันดับหนึ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการข้ามพรมแดน ด้วยเครือข่ายกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ภาษี และการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน”

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญอย่างมาก คือการสร้าง “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน” หรือ Wealth for All โดยมองว่าไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเติบโตได้อย่างยั่งยืน!

สูตรสำคัญเริ่มจาก การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย จนเหลือกำไร แล้วจึงนำกำไรนั้นไปจัดสรรต่อยอด ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยง Supply Chain ผ่านการใช้ Data Analytics เพื่อสนับสนุน SME หรือผู้ประกอบการรายเล็กที่อยู่ในระบบนิเวศของบริษัทขนาดใหญ่ แม้ธนาคารจะไม่สามารถเข้าถึงผู้ประกอบการเหล่านี้ได้โดยตรงก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมองว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเงินเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเทคโนโลยีมาช่วยทั้งการชำระเงินที่รวดเร็ว เช่น 

PromptPay (พร้อมเพย์) ยังช่วยเพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนของรายได้ ทำให้การค้าขายกลายเป็นกลไกสำคัญของการกระจายความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจ

สุดท้ายเชื่อว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพและโอกาสในเวทีโลกอย่างมาก แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ความตั้งใจที่ไม่ย่อท้อ และความต่อเนื่อง ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการใช้นวัตกรรมทางการเงินเป็นเครื่องมือสนับสนุน

 “บทบาทของธนาคารในโลกยุคใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงผู้ปล่อยเงิน แต่คือ ผู้สร้างเสถียรภาพ เชื่อมโยงโอกาส และสนับสนุนให้ National Champion ของไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมทั้งนำความมั่งคั่งกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยและธุรกิจธนาคารผ่านเลนส์ระดับโลก โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน หากมองไปข้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงปี 2026 โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Great Bifurcation” หรือการแยกออกเป็นสองเส้นทางอย่างชัดเจน

ภายใต้บริบทโลกดังกล่าว หากมองกลับมาที่ไทย มองว่าไทยในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่ม “Winners” จากผลกระทบสงครามภาษีและการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลก

หลักฐานสำคัญสะท้อนผ่าน เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยข้อมูลจาก Citi Research และ IMF ระบุว่า ในปี 2024 ไทยมี FDI ไหลเข้าในระดับที่โดดเด่นมากเทียบกับอดีต ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงเกือบแตะระดับ 200% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเปรียบเทียบ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงปริมาณเงินลงทุน แต่คือ ลักษณะของการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนแบบ Digital Greenfield Investment หรือการลงทุนใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่การต่อยอดจากฐานเดิม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และ Data Center ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าครอง “VIP Seat” ในโลกของ Digital Economy

แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นผู้ชนะในวันนี้ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในวันข้างหน้า ในอีก 5 ปีข้างหน้า การเติบโตของไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เวียดนามและฟิลิปปินส์แซงหน้าได้ หากไทยไม่สามารถยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจได้ทัน อีกทั้งไทยยังสูญเสียตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียนให้กับสิงคโปร์ และตกลงมาอยู่อันดับ 3 ซึ่งสะท้อนว่าความได้เปรียบของไทยกำลังถูกท้าทายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการ “ตกชั้น” ทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ไทยต้องทำมี 3 ประการ ในการ Escaping Middle Income Trap

ประการแรก คือ การแปลงสภาพอุตสาหกรรม จากโรงงานราคาถูกไปสู่ “โรงงานที่เพิ่มมูลค่า” โดยใช้ฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้วเป็นจุดตั้งต้น

ประการที่สอง คือ การลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมของทุกประเทศที่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จ

ประการที่สาม คือ ความต่อเนื่องของนโยบาย นโยบายระดับชาติต้องเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายชุด เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการระยะยาว