เช้าวันจันทร์ในเดือนกุมภาพันธ์ เสียงหัวเราะและบทสนทนาของเด็ก ๆ เติมชีวิตชีวาให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงม่อนกระทิง จังหวัดลำปาง ภายในห้องเรียน เด็ก ๆ นั่งล้อมวงบนเสื่อสีสด ขีดเขียนด้วยสีเทียน เล่นของเล่น คุยกันเจื้อยแจ้ว บางคนแอบปาดน้ำตาหลังโบกมือลาพ่อแม่ในช่วงเริ่มต้นของวัน
ภาพเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่แท้จริงแล้วคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตเด็ก เพราะช่วงเดือนและปีแรก ๆ สมองของเด็กพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ การเติบโต และการใช้ชีวิตในโลกใบนี้
ในบรรดาเด็ก 57 คน อายุระหว่าง 2-4 ปีที่ศูนย์แห่งนี้ มีเด็กคนหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาอายุน้อยที่สุด
เพชรเมฆินทร์ ฟูสามป๊อก เด็กชายวัยเพียง 1 ปี 9 เดือน ใช้เวลาในแต่ละวันอย่างสนุกสนานท่ามกลางพี่ ๆ ที่โตกว่า เขาวิ่งตามเพื่อน ๆ ไปทั่วห้อง คลาน กระโดด และร่วมกิจกรรมทันทีเมื่อเสียงเพลงดังขึ้น เมื่อครูแจกกระดาษสี เขาก็ไปยืนต่อแถวกับพี่ ๆ รอคิวของตัวเองอย่างใจเย็น
“เขาชอบทำตามพี่ ๆ ชอบอยู่กับเด็กสามขวบค่ะ” เรวิษร บุตรจันทร์ ครูผู้สอนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เขาจะคอยสังเกต แล้วก็พยายามทำตามสิ่งที่พี่ ๆ ทำ”
โดยปกติ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐในประเทศไทยจะรับเด็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไป แต่ศูนย์แห่งนี้เป็นหนึ่งใน 20 แห่งทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการนำร่อง เปิดรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งยูนิเซฟร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เริ่มดำเนินการเมื่อปีที่ผ่านมา
แม้จะอายุน้อยกว่าเพื่อน ๆ แต่เพชรเมฆินทร์สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ครูเล่าว่าเขามีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มมาเรียน
“ช่วงเดือนแรก เขายังไม่ยอมกินข้าวสวย กินแต่ข้าวเหนียว ตอนนี้กินข้าวเองได้แล้ว กินนมเองได้แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทำไม่ได้” เรวิษรเล่า
เบื้องหลังเรื่องราวเล็ก ๆ นี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ของประเทศ แม้ช่วงปีแรกของชีวิตจะสำคัญที่สุด แต่เด็กเล็กจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงการดูแลที่มีคุณภาพ หนึ่งในสาเหตุหลักคือ “ช่องว่าง” ของระบบ เมื่อพ่อแม่ต้องกลับไปทำงานหลังลาคลอด 4 เดือน ขณะที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐส่วนใหญ่รับเด็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไป ทำให้เด็กช่วงอายุ 4 เดือนถึง 2 ปี มีทางเลือกในการดูแลค่อนข้างจำกัด
ขณะเดียวกัน สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนก็มีค่าใช้จ่ายสูงเกินเอื้อมสำหรับหลายครอบครัว โดยในจังหวัดลำปางมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 4,000 บาทต่อเดือน หลายบ้านจึงต้องพึ่งพาปู่ย่าตายายหรือญาติช่วยเลี้ยงดู ขณะที่ในระดับประเทศ เด็กประมาณ 1 ใน 4 คนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ส่วนใหญ่อยู่กับปู่ย่าตายาย เนื่องจากพ่อแม่ย้ายถิ่นเพื่อไปทำงานในจังหวัดอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นอยู่และพัฒนาการของเด็ก
“การเข้าถึงบริการดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีที่มีคุณภาพยังเป็นช่องว่างสำคัญของประเทศไทย” นภัทร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยจากยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “พ่อแม่จำนวนมากจำเป็นต้องทำงาน การมีบริการดูแลเด็กที่เข้าถึงได้และมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องจำเป็น ภาครัฐควรขยายบริการเหล่านี้ เพื่อให้เด็กเล็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเรียนรู้”
ภายใต้โครงการนำร่องนี้ ครูผู้ดูแลเด็กเล็กได้รับการอบรมเพื่อเสริมทักษะในการดูแลเด็กวัยเล็ก ทั้งด้านพัฒนาการ ความปลอดภัย และสุขภาวะ
ครูที่ศูนย์บ้านดงม่อนกระทิงเชื่อว่า ความต้องการจะเพิ่มขึ้นในอนาคต แม้ศูนย์ฯยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ แต่ก็เริ่มมีผู้ปกครองสอบถามเข้ามาแล้ว
ความต้องการดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเข้าร่วมโครงการนำร่องนี้เช่นกัน ปัจจุบันมีเด็กในความดูแล 111 คน ในจำนวนนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีถึง 16 คน
“ในพื้นที่มีสถานรับเลี้ยงเด็กหลายแห่ง แต่ผู้ปกครองจำนวนมากไม่สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายได้” รัตนมณี ฟูคำ ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแม่เมาะกล่าว
อย่างไรก็ตาม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะการขาดแคลนผู้ดูแลที่มีคุณสมบัติ เด็กเล็กต้องการการดูแลใกล้ชิดมากกว่า โดยมาตรฐานกำหนดให้เด็กอายุ 1–2 ปี มีผู้ดูแล 1 คนต่อเด็ก 5 คน ซึ่งสูงกว่าเด็กอายุ 2-3 ปีที่ใช้ผู้ดูแล 1 คนต่อเด็ก 10 คน ทำให้ต้องใช้ทั้งบุคลากรและงบประมาณเพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน การดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปียังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ ทำให้มีเพียงบางศูนย์เท่านั้นที่สามารถเปิดรับได้ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแม่เมาะ ผู้ปกครองจึงช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการนำของใช้จำเป็น เช่น นมและผ้าอ้อมมาเอง และร่วมสมทบค่าอาหารกลางวันของเด็ก
ตลอดโครงการนี้ ยูนิเซฟและภาคีจะเก็บข้อมูลทั้งด้านผลลัพธ์ต่อเด็กและครอบครัว ศักยภาพครู และค่าใช้จ่ายในการจัดบริการ เพื่อนำไปประกอบการกำหนดนโยบายและงบประมาณในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายบริการดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
“ในสังคมที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การลงทุนในเด็กเล็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” นภัทรกล่าว “เพราะไม่เพียงส่งผลดีต่อเด็กและครอบครัว แต่ยังส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในวันนี้และอนาคตด้วย”
สำหรับเพชรเมฆินทร์ ผลลัพธ์นั้นเห็นได้ชัดในรอยยิ้มของเขาในทุกวันแห่งการเรียนรู้

