อุเทน พัฒนานิผล เจ้าของธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง (OEM) กว่า 20 ปี ได้ผันตัวมาเป็นนักสะสมงานศิลปะแถวหน้าของไทย
KEY POINTS
- อุเทน พัฒนานิผล เจ้าของธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง (OEM) กว่า 20 ปี ได้ผันตัวมาเป็นนักสะสมงานศิลปะแถวหน้าของไทย
- มีผลงานศิลปะในครอบครองกว่า 2,000 ชิ้น โดยเน้นสะสมจากความชอบส่วนตัว (Passion) และสนับสนุนศิลปินร่วมสมัยทั้งไทยและต่างชาติที่ยังมีชีวิตอยู่
- กำลังสร้างอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัวขนาดใหญ่เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะในอนาคต และได้นำผลงานในคอลเลคชันมาจัดแสดงในนิทรรศการ "Visual Dialogue" ร่วมกับ พิริยะ วัชจิตพันธ์ นักสะสมและนักวิจารณ์งานศิลปะ
อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ผู้ปิดทองหลังพระมานานกว่า 20 ปี หันมาสนใจศิลปะและกลายมาเป็นหนึ่งในนักสะสมงานศิลป์แถวหน้า มีผลงานในครอบครองซึ่งหาชมได้ยากกว่า 2,000 ชิ้น
จากนักธุรกิจผู้ทำหน้าที่สร้างความงามบนใบหน้า อุเทน พัฒนานิผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) June Laboratories Co Ltd กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในการสร้างความจรรโลงใจผ่านดวงตา เขาเชื่อว่า “ตาของเราต้องการอาร์ตดีๆ ไว้เสพ” ไม่ต่างจากหูชอบฟังเพลงไพเราะ หรือจมูกที่ชอบกลิ่นน้ำหอม
“ยิ่งมีงานศิลปะให้ดูมากๆ ผมคิดว่าช่วยจรรโลงใจได้เยอะ เราชอบกินอาหารอร่อย หูเราก็ชอบฟังเพลงเพราะๆ จมูกเราก็ชอบกลิ่นน้ำหอมหอมๆ ตาเราก็ต้องการอาร์ตดีๆ ไว้เสพในบางครั้งเหมือนกัน” อุเทนตอบคำถามที่ว่าเหตุใดจึงเริ่มต้นให้ความสนใจงานศิลปะ
เมื่อเร็วๆ นี้ อุเทน พัฒนานิผล นำผลงานศิลปะในคอลเลคชันส่วนตัวออกมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะชิ้นเอกในครอบครองของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ นักสะสมและผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะคนสำคัญของเมืองไทย ภายใต้นิทรรศการศิลปะที่พวกเขาร่วมกันตั้งชื่อว่า Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ ณ ท่าพิพิธภัณฑ์ ในโครงการท่าช้างวังหลวง ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง
จุดเริ่มจากบ้านหลังใหม่ และวิกฤตโควิดเปลี่ยนชีวิต
อุเทน พัฒนานิผล เริ่มต้นธุรกิจ OEM รับจ้างผลิตเครื่องสำอางมาตั้งแต่ปี 2003 กิจการเติบโตเป็นฐานผลิตสำคัญของแบรนด์ไทยและต่างชาติ แต่จุดเปลี่ยนสู่โลกศิลปะกลับเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในช่วงต้นของวิกฤตโควิด-19 ขณะที่เขากำลังสร้างบ้านใหม่และต้องการงานศิลปะมาประดับบ้าน
อุเทนเล่าว่าเขาเริ่มจากการซื้อของเก่าจากตลาดนัดยุโรปวันอาทิตย์ (Flea Market) จนกระทั่งเพื่อนแนะนำให้ลองสะสมงานของศิลปินไทยกลุ่มที่ไปเขียนภาพที่วัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
จากจุดนั้นเองที่เริ่ม “กว้านซื้อ” อย่างหนัก จนกลายเป็นบทเรียนแรกที่ทำให้เขาหันมาศึกษาศิลปะอย่างจริงจังและปรับกลยุทธ์การสะสมใหม่
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การสะสมก้าวกระโดดสู่ระดับสากล คือการเดินทางไปงาน Art Basel Hong Kong ในปี 2022 การได้เห็นงานศิลปะระดับโลกทำให้เขาเริ่มสะสมงานของศิลปินต่างชาติเข้ามาในคอลเลคชัน โดยยึดหลักการสนับสนุน Living Artist หรือศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่
อุเทนให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้มองศิลปะเป็น การลงทุน (Investment) เป็นหลัก แต่เน้นที่ ความชอบส่วนตัว (Passion)
“จุดประสงค์ที่เราเก็บสะสมภาพเป็นเพราะ passion, ไม่เหมือนบางท่านที่มองเป็น investment ซึ่งไม่มีอะไรผิดอะไรถูก แต่จากประสบการณ์ของผม ใครอยากลงทุนกับงานศิลปะ ผมแนะนำให้เลือกจากงานที่เราต้องรู้สึกชอบส่วนตัวด้วย ไม่ใช่ฟังคนอื่นบอกให้ซื้องานของศิลปินคนนั้นคนนี้สิเป็นศิลปินดัง สุดท้ายถ้าราคางานไปไม่ถึงขั้นนั้น เขาจะเศร้าที่ต้องมานั่งทนดูรูปนั้น งานศิลปะควรเป็นอะไรที่อิ่มเอมใจ สบายใจ ไม่ว่าคุณจะสะสมด้วย passion หรือ investment คุณต้องชอบก่อน”
อุเทนยังมักซื้องานศิลปะผ่านแกลเลอรีเพื่อสนับสนุน ระบบนิเวศศิลปะให้ครบวงจร และมีความสุขที่ได้เห็นพัฒนาการและการเติบโตของศิลปินตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาจนก้าวสู่ศิลปินอาชีพ
“ผมมองว่าในระบบนิเวศของศิลปะ มีนักสะสม แกลลอรี ศิลปิน คิวเรเตอร์(ภัณฑารักษ์) ถ้าเป็นไปได้ผมจะสนับสนุนซื้องานผ่านแกลลอรีทุกครั้ง เพราะแกลลอรีมีหน้าที่นำเสนอศิลปินที่ดี เคี่ยวเข็ญพัฒนาให้เขาเติบโตต่อไปในระดับโลกได้ใช่ไหมครับ แต่ขณะเดียวกันศิลปินบางท่านยังไม่มีแกลลอรีสนับสนุน เราก็อาจต้องคุยกับเขาส่วนตัว
ตั้งแต่เก็บมาแรกๆ จนถึงวันนี้ ก็น่าจะมีคร่าวๆ สัก 2,000 กว่าชิ้น ไม่ใช่งานมาสเตอร์พีซทุกชิ้นนะครับ จะมีผลงานที่เราเข้าไปสนับสนุนเด็กช่วงโควิดล็อคดาวน์ เด็กบางคนเรียนด้วยทำงานด้วย พอทำงานไม่ได้ เราก็สนับสนุนค่าเทอม-ค่าความเป็นอยู่ของเขา ผ่านมาสี่-ห้าปีบางคนก็กลายเป็นศิลปินจริงๆ มันก็เป็นความสุขทางใจกับเราเหมือนกัน บางคนยังนึกถึงเราก็มีครับ” อุเทนกล่าว
ปัจจุบัน อุเทนกำลังสร้างอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัว (Private Gallery) ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร บนถนนเทอดไทย เขตธนบุรี อาคาร 3 ชั้นแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบด้วยแนวคิดให้เหมือนแกลลอรีต่างประเทศ ใช้ระบบไฟส่องสว่างที่แตกต่างกันในแต่ละชั้น (ไฟขาวและไฟส้ม) เพื่อดึงศักยภาพของงานศิลปะแต่ละประเภทออกมา
เป้าหมายของแกลลอรีแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่เก็บของสะสม แต่อุเทนต้องการให้เป็นพื้นที่สาธารณะในอนาคต ให้ศิลปินไทยได้มีโอกาสมาดูงานศิลปินต่างชาติระดับโลกด้วยตาตนเอง เพื่อศึกษาเทคนิคและมุมมองโดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ
บทสนทนาที่ไม่มีพรมแดน
นิทรรศการ Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ คือการเปิดพื้นที่ให้ผลงานศิลปะต่างพรมแดน ต่างยุคสมัย ต่างวัฒนธรรม ได้ร่วมสร้างบทสนทนาผ่านจินตนาการของผู้เข้าชม
จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้เกิดขึ้นจากมิตรภาพระหว่าง 2 นักสะสมที่พบกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปชมงาน Art Basel ที่เกาะฮ่องกง แม้หลงใหลศิลปะเหมือนกัน แต่มีแนวทางสะสมงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
พิริยะ วัชจิตพันธ์ มุ่งสะสมผลงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศิลปะไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ขณะที่ อุเทน พัฒนานิผล ให้ความสำคัญกับศิลปะร่วมสมัยทั้งศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินต่างประเทศระดับแถวหน้าของโลก
“ปกติเราสองคนสนทนากันด้วยคำพูดอยู่แล้ว ครั้งนี้เราอยากลองเปลี่ยนมาสนทนากันด้วยงานศิลปะดูบ้าง” พิริยะ กล่าวถึงที่มาของจัดนิทรรศการ Visual Dialogue
นิทรรศการนี้ ผลงานของศิลปินไทยระดับครูไปจนถึงศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่ได้รับการนำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติ อาทิ ภาพวาด Untitled, 2024/2567 สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 200 x 250 เซนติเมตร ของศิลปินร่วมสมัยชาวเยอรมัน อันเดร บุทเชอร์ (Andre Butzer) ในคอลเลคชันส่วนตัวของอุเทน ได้รับการติดตั้งประจันหน้ากับภาพจิตรกรรม มารผจญ (Battle of Mara, 1989/2532) สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 174 x 360 เซนติเมตร ของ ถวัลย์ ดัชนี (พ.ศ.2482-2557) ซึ่งอยู่ในคอลเลคชันสะสมของพิริยะ
อันเดร บุทเชอร์ อายุ 53 ปี ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแนวทางศิลปะ Science Fiction Expressionism ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะจากลัทธิสำแดงอารมณ์แบบเยอรมันและรูปแบบศิลปะอเมริกันยุคหลังสงคราม
ผลงาน Untitled, 2024/2567 นำเสนอภาพวาดสไตล์นาอีฟ (Naive)และกึ่งนามธรรม ตัวละครรูปร่างบิดเบี้ยวผิดสัดส่วนควบคู่ไปกับการลดทอนรูปทรง ทว่ากลับถ่ายทอดมวลอารมณ์ออกมาได้อย่างล้นหลาม ทั้งจากการใช้สีสันจัดจ้านและลายเส้นหนักแน่นรุนแรง องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดของศิลปินต่อการนำเสนอสภาวะจิตใจอันเปราะบางและความสับสนของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ได้อย่างทรงพลัง
เมื่ออุเทนนำเสนอผลงานผลงานชิ้นดังกล่าว พิริยะจึงนึกถึงภาพ มารผจญ ชิ้นนี้ ซึ่งแตกต่างจากผลงานชิ้นอื่นๆ ของศิลปินที่คนส่วนใหญ่คุ้นตา ในผลงานกลับปรากฏภาพตัวละครจากภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นหลายเรื่อง เช่น แรมโบ้, บรูซ ลี, อินเดียน่า โจนส์, คนเหล็ก, แบทแมน, ซูเปอร์แมน, คิงคอง พร้อมภาพส่วนหัวของสัตว์ป่าหน้าตาดุดันล้อมรอบผลงาน ซึ่งมีความนาอีฟและสนุกสนานเหมือนเด็กวาด
เมื่อมองไปยังกลางภาพส่วนบน มีภาพเศียรพระพุทธรูปหันหลัง เปรียบเปรยถึงการไม่แยแสต่อสิ่งยั่วยุในสังคม แสดงให้เห็นถึงแนวคิดของผลงานต่อการวิพากษ์วิจารณ์ถึงวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย
นอกจากนี้ยังมีการสนทนาระหว่างผลงาน Stupa/สถูป, 1994/2537 ศิลปะจัดวางจากดินเหนียว ไม้ ผ้าใบ ของ มณเฑียร บุญมา และผลงานจิตรกรรมจัดวาง Surprise Again ร่วมกับประติมากรรม Ammo! ของ Gao Hang (เกา ฮัง) ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนปัจจุบันทำงานและพำนักในอเมริกา
อุเทนเล่าว่าเจอผลงาน Surprise Againของ เกา ฮัง ที่ปักกิ่ง ครั้งแรกเห็นแต่ภาพลังไม้กับอินสตอลเลชั่นจากผ้าใบเขียนเป็นรูปกระสุนปืน แต่ศิลปินบอกว่าผลงานเซ็ตนี้ต้องมีภาพทหารกึ่งพอร์เทรตอยู่ด้านบน
แต่รัฐบาลจีนสั่งให้เก็บภาพทหารออกไปด้วยเหตุผลอันอ่อนไหวระหว่างประเทศ จึงมองว่าผลงานชิ้นนี้มีอัตลักษณ์และบริบทที่เชื่อมโยงกับสังคม น่าจะมีความสำคัญต่อไปในอนาคต
พิริยะเล่าเสริมว่าเมื่อเห็นงานของเกา ฮัง ชิ้นนี้ ทำให้นึกถึงงานของอาจารย์มณเฑียร บุญมา ผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวางของบ้านเรา จึงนำผลงาน ‘สถูป’ มาแสดงคู่กับงานชิ้นนี้ของเกา ฮัง เพราะมีบริบทหลายอย่างที่ใกล้เคียงกัน เช่น ความเป็นกล่องที่อาจารย์มณเฑียรนำเฟรมผ้าใบมาฉาบด้วยดินเหนียวเหมือนอิฐเพื่อนำมาเรียงเป็นสถูป
ในนิทรรศการฯ ยังมีผลงานของจักรพันธุ์ โปษยกฤต, ประเทือง เอมเจริญ, ขรัวอินโข่ง, ศิลป์ พีระศรี, Gongkan (ก้องกาน), Muebon (มือบอญ) ได้รับการนำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะร่วมสมัยของ Christian Rex van Minnen, Alexander James, Jason Kinsella, Matias Sanchez เป็นอาทิ
เป็นอีกหนึ่งนิทรรศการศิลปะที่สนุกและเต็มไปด้วยบทสนทนา..แม้ต่างวัฒนธรรม
- ภาพ : ท่าพิพิธภัณฑ์





