สานพลังเติมเต็มคุณภาพ 'เด็กเมืองใหญ่' ไม่เปราะบาง

สานพลังแลกเปลี่ยนความร่วมมือ เติมเต็มคุณภาพชีวิต "เด็กเมืองใหญ่" โดยเฉพาะ "เด็กกทม." เพื่อเดินหน้าช่วยเหลือ และดูแลใจไม่ให้เปราะบาง
หนึ่งในข้อเท็จจริงที่ไม่น่าอภิรมย์ก็คือ สังคมเมืองใหญ่แบบ กทม. อาจมีเด็กในครอบครัวเปราะบางจำนวนมากกว่าเด็กในครอบครัวที่มั่นคง ยิ่งมีการพัฒนาการความเป็นเมือง และการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มปมปัญหาในสังคมอีกมาก จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า "เด็ก" คือหนึ่งในผู้ที่รับผลพวงจากความซับซ้อนเหล่านี้ ทำให้จำเป็นที่ต้องชักชวนทุกฝ่ายมาร่วมมือกัน เพื่อผลักดันเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก กทม.
เรื่องของคนตัวเล็ก ที่ไม่เล็ก
เป็นที่รู้กันว่าพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของเด็กอยู่ในช่วงปฐมวัย องค์การอนามัยโลก หรือ WHO นิยามคำว่า "ช่วงปฐมวัย" คือเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาถึง 8 ขวบ ถือเป็นวัยที่ต้องการการเรียนรู้ผ่านร่างกายอย่างมาก นั่นคือการได้เคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน และผ่านประสาทสัมผัส
ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็กเยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ให้ข้อมูลว่า การพัฒนาของเด็กในช่วงปฐมวัยเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะและความสามารถในระดับที่สูงขึ้น เด็กควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมในช่วงอายุ 0 - 8 ปี หรืออย่างน้อยในช่วง 1,000 วัน เพราะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอย่างเต็มศักยภาพ แต่ด้วยข้อจำกัดระบบการศึกษาและค่านิยมสังคม อาจทำให้เด็กไทยจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบการเรียนเขียนอ่านก่อนวัยอันควรและไม่สอดคล้องกับพัฒนาการช่วงวัยนัก นอกจากนี้ เด็กส่วนใหญ่แทบไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ หากแต่อยู่กับพี่เลี้ยง ตายาย เผลอๆ สถิติของเด็กแรกเกิดในสังคมไทยมีโอกาสอยู่กับพ่อแม่น้อยมาก อีกหนึ่งปัญหาที่เด็กๆ ต้องเผชิญคือ การใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่เผชิญกับการใช้ความรุนแรงใต้หลังคาบ้านที่กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
"หากพูดถึง Next Generation เรากำลังพูดถึงเด็กรุ่นต่อไปที่ยังไม่เกิด แปลว่าตอนนี้เรากำลังทำงานกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ก็เพื่อให้เขาเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความพร้อมที่จะเป็นพ่อแม่คุณภาพของ Next Generation ในวันข้างหน้า" ณัฐยา กล่าว
แนวทางดังกล่าวเหมือนจะเป็นแนวโน้มที่ดี แต่หากมองดูทรัพยากรที่ประเทศ การทุ่มเทให้กับอนาคตของชาติวันนี้ทุกอย่างดูกลับหัวและดูจะให้ความสำคัญด้านส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยน้อยเกินไป และรวมถึงระบบนโยบายของประเทศ และระบบบริการของประเทศยังคงมี "gap" หรืออีกหลายช่องว่างที่จะต้องเติมเต็มไม่น้อย ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน อาจมีงานบางอย่างยังซ้ำซ้อน แต่เมื่อพัฒนาการของเด็กในช่วงปฐมวัยคือเรื่องสำคัญที่สุดของช่วงชีวิตคนเรา ทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต
สสส. จึงร่วมกับภาคี จัดเวทีสานพลัง เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือในเรื่องต่างๆ ให้เกิดเครือข่ายงานที่เชื่อมโยงขับเคลื่อนภารกิจการฟูมฟักเด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพฯ การรวมพลังครั้งนี้ มีหน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่ และพันธมิตรเครือข่ายด้านการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กมาร่วมกันระดมไอเดียอย่างหลากหลาย
ณัฐยา กล่าวว่า การจัดเวทีนี้จะเป็นพื้นที่กลางให้คนทำงานได้มารู้จักเพื่อน - รู้จักงาน เกิดโครงการร่วมระดับพื้นที่ไปจนถึงการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน รวมถึงการใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน มีระบบปฏิบัติงานที่เชื่อมร้อยกันแบบไร้รอยต่อ เพื่อไม่ให้มีเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะจากครอบครัวเปราะบางตกหล่นจากการดูแลช่วยเหลือ
หมดยุครักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี
ในอดีตคนไทยเคยมีความเชื่อว่า หากอยากให้ลูกเติบโตได้ดี ต้องรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี แต่ดูเหมือนมีหลายวิจัยทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่าวาทกรรมดังกล่าวนั้น อาจเป็นเพียงความรู้ไม่เท่าทันพัฒนาการเด็กของพ่อแม่ยุคสมัยก่อน แต่วันนี้โลกมีความเข้าใจและวิวัฒนาการด้านพัฒนาการเด็กที่กว้างมากขึ้น ทำให้ต่างตระหนักว่า "ความรุนแรง" คือสิ่งที่ "เด็กทุกคนบนโลกนี้" ไม่ควรต้องเจอแม้แต่นิดเดียว
"เด็กวัยนี้ถ้าได้รับความเครียด สมองจะถูกทำลาย เด็กต้องได้รับการปกป้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง เพื่อลดความรุนแรงในเด็กและเยาวชน" ณัฐยา กล่าว
ณัฐยา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้เพื่อที่จะสกัดความรุนแรงในเด็กตั้งแต่ก้าวแรกในวันที่พวกเขาออกมาเผชิญโลก สิ่งสำคัญคือ จะต้องส่งเสริมความรู้ความเข้าใจพ่อแม่ในเรื่องนี้ก่อน โดยที่ผ่านมา สสส. ดำเนินการพัฒนา Sandbox ระดับพื้นที่ สร้างต้นแบบในพื้นที่นำร่อง และสกัดบทเรียนที่ได้ส่งต่อให้หน่วยงานเจ้าภาพนำไปขับเคลื่อนต่อ รวมถึงยังพัฒนาโครงการสนับสนุนให้มีระบบติดตามข้อมูลเด็กรายบุคคล ที่จะบ่งชี้เด็กอยู่ในภาวะปกติหรือมีความเสี่ยง ผ่านแพลตฟอร์มเติมเต็มที่สสส. และภาคีได้นำร่องไปเมื่อสองปีที่แล้ว
เปราะบางในเมืองใหญ่
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ ด้วยสภาพสังคมโดยรวมของประเทศที่ยังมีทิศทางการพัฒนาประเทศเป็นการเติบโตแบบกระจุกตัว แน่นอนว่า ทำให้สถานการณ์การย้ายถิ่นยังคงต้องดำเนินต่อไป กรุงเทพฯ ไม่ได้ต้องการแค่พนักงานชนชั้นกลางที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีแรงงานหลากหลายที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยหล่อเลี้ยงและเป็นกองหนุนอยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปากท้องคนเมือง รวมไปถึงแรงงานนอกระบบต่างๆ แม้แต่แม่ค้าพ่อค้าที่ยังเป็นพ่อแม่ของเด็กจำนวนไม่น้อย
ณัฐยา เปิดประเด็นว่า เด็กกลุ่มเปราะบางส่วนหนึ่ง คือเด็กที่มาจากพ่อแม่ย้ายถิ่นเข้ามาทำงานใช้แรงงานใน กทม. ดังนั้น ราชการหรือภาครัฐควรต้องให้ความเข้าใจปัญหาเหล่านี้ รวมถึงเข้าใจว่าเด็กที่ต้องการเข้าสู่ระบบบริการของกทม. ที่เป็นคนกทม. อาจมีจำนวนน้อยกว่าเด็กที่พ่อแม่เป็นแรงงานย้ายถิ่น โดยทุกภาคส่วนจำเป็นต้องพูดถึงการทำนโยบายรองรับผลกระทบ สังคมที่เกิดจากสถานการณ์ดังกล่าวให้มากขึ้น เช่น ต้องมีการทำให้แรงงานย้ายถิ่นไม่จำเป็นต้องทิ้งลูกไว้ต่างจังหวัด หรือสถานที่ทำงาน นายจ้างสามารถเข้ามาช่วยซัพพอร์ตตรงนี้ยังไงได้บ้าง ซึ่งมาตรการที่จะเพิ่มเติมเหล่านี้ ต้องเกิดจากความร่วมมือภาครัฐราชการ เข้ามาเสริมสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นสถานประกอบการให้ความร่วมมือ ก็จะช่วยลดปัญหาของเด็กต้องถูกทิ้งไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ หรืออาจอยู่ตามลำพัง
ลดช่องว่างด้วยแพลตฟอร์มเติมเต็ม
แพลตฟอร์มเติมเต็ม เป็นอีกนวัตกรรมในการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยเหลือแก้ปัญหาสังคม เพื่อให้เด็กที่เปราะบางได้เข้าถึงบริการช่วยเหลือ
เพ็ญศรี สงวนสิงห์ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) กล่าวว่า สสส. ร่วมกับ สวน. และภาคีเครือข่าย พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเติมเต็ม ต้นแบบระบบจัดการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเปราะบาง ระหว่างผู้ให้บริการทางสังคม 4 มิติ 1) การเรียนรู้ 2) สังคม 3) อาชีพความเป็นอยู่ และ 4) สุขภาพ โดยร่วมกับผู้ปกครองและเด็ก มีผู้นำชุมชน อาสาสมัคร ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ร่วมวางเป้าหมายพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเปราะบางตามความเร่งด่วนและความซับซ้อนในการป้องกันคุ้มครองเด็ก
แพลตฟอร์มเติมเต็ม ไม่เพียงลดช่องว่าง ลดระยะเวลาของการช่วยเหลือเด็กเปราะบางให้อยู่ในเซฟโซน หากยังเป็นอีกโอกาสของการลดสถานการณ์ครอบครัวเปราะบางของสังคมไทย จากการทำโครงการ 0 - 15 ปี ในพื้นที่ Sandbox พบว่า แพลตฟอร์มเติมเต็มลดคอขวดที่ทำให้ระบบการช่วยเหลือเข้าถึงยาก และซับซ้อน ทั้งการเชื่อมบริการช่วยเหลือที่จะทำให้เด็กเปราะบางได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมจากหน่วยงานต่างๆ เร็วยิ่งขึ้น จากการทำ Sandbox ในกลุ่มเป้าหมาย 90 ครัวเรือน มี 20 ครัวเรือน ที่ประเมินเด็กมีสภาวะสีแดงและเหลือง จากตอนแรกที่ลงพื้นที่สำรวจแทบไม่พบเด็กที่มีปัญหา พอขยายไปจึงได้เจอ 3 ราย
เพ็ญศรี สะท้อนว่า ปัญหาคือผู้ปกครองไม่รู้ไม่เข้าใจและไม่ตระหนัก และยังชี้ให้เห็นว่ามาตรการเรื่องครอบครัว หรือการบริการการแพทย์เป็นสิ่งที่ขาด ระบบคุ้มครองเด็กมีปัญหาทุกจุด สิ่งที่แพลตฟอร์มเติมเต็มทำคือค้นพบต้นน้ำให้เจอ เจอแล้วทำให้เต็ม ที่สำคัญยังเห็นด้วยว่ากทม. ควรมีการปรับมาตรการด้านการคุ้มครองเด็กอย่างเป็นรูปธรรม
ชุมชนพลังเงียบปลดภาวะเปราะบาง
อนรรฆ พิทักษ์ธานิน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนความจริงในข้อนี้ว่า ภาวะเปราะบางของเด็กและเยาวชนมีหลายมิติ มีความซับซ้อน ซึ่งการแก้ไขปัญหาไม่สามารถสำเร็จได้จากการทำงานเพียงบางประเด็น ทั้งนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและคุ้มครองเด็กจำนวนมาก อาทิ การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และความรุนแรง แต่ปัญหาสำคัญของระบบการดูแลเด็กไทยคือ ระบบการทำงานแยกส่วนของแต่ละหน่วยงาน ดังนั้น หลักการสำคัญในการทำงานคือการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายงานสังคมที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง มีชุมชน ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม ซึ่งเขามองว่ารู้จักเด็กในชุมชนได้ดีกว่า
ศูนย์เด็กเล็ก บ่มเพาะปฐมวัยคุณภาพ
ลัพธวรรณ ลีรพงษ์กุล คณะอนุกรรมการพัฒนาศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนและการดูแลเด็กปฐมวัยในพื้นที่กทม. กล่าวว่า ในปี 2566 - 2567 กทม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้าง หลักสูตร และบุคลากร โดยใช้งบประมาณกทม. และ CSR จากภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงกายภาพของโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กให้มีความปลอดภัย ปรับโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 100 คน เป็นอนุบาล กทม. นำร่อง และปรับระเบียบการจัดตั้งชุมชนแบบพิเศษเพื่อให้จัดตั้งศูนย์เด็กเล็กได้มากขึ้น สร้างและปรับปรุงกายภาพพื้นที่กิจกรรมและนันทนาการ เช่น พิพิธภัณฑ์เด็ก หอสมุดเมือง ปรับคุณสมบัติและเพิ่มอัตราค่าตอบแทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์จัดอบรมมาตรฐานหลักสูตรและการประเมินผล
"นอกจากนี้ ศูนย์เด็กเล็กกทม. ปรับลดอายุเด็กที่สามารถเข้ารับบริการจากเดิม 2 ปี เป็น 1 ปี 6 เดือน โรงเรียนสังกัดกทม. ขยายชั้นเรียนอนุบาลเป็นอนุบาล 1 - 3 ปรับลดอายุลงจากเดิม 4 ปี เป็น 3 ปี ในปีการศึกษา 2567 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาศูนย์เด็กอ่อน - เด็กเล็กใกล้ชุมชนและแหล่งงาน รวมถึงส่งเสริมหลักสูตร คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น สำหรับเด็กช่วง 0 - 8 ปี"
ลัพธวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เป็นข้อจำกัดคือ ระบบราชการในบางเขตพื้นที่ที่ยังเป็นข้อกังวล แต่การจัดเวทีสานพลังครั้งนี้ทำให้ได้จิ๊กซอว์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ จากการได้รับความเอื้อเฟื้อร่วมมือจากข่ายงานทางสังคมและทุกภาคส่วน เชื่อว่าการสานพลังครั้งนี้จะช่วยไม่ให้มีเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะจากครอบครัวเปราะบางตกหล่นจากการดูแลช่วยเหลืออีกต่อไป







