ผู้บริโภคยื่นฟ้องสตาร์บัคส์ ระบุ 8 เมนูเข้าข่ายขัดกฎหมาย อย.สหรัฐ ตั้งชื่อเครื่องดื่มโปรตีนสูตร sugar-free แต่พบมีน้ำตาลแลคโตส 13-21 กรัมต่อแก้วใหญ่ไซส์เวนติ
KEY POINTS
- สตาร์บัคส์ถูกกลุ่มผู้บริโภค ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง ระบุ 8 เมนูเข้าข่ายขัดกฎหมาย อย.สหรัฐ
- ตั้งชื่อเครื่องดื่มโปรตีนลาเต้สูตร sugar-free แต่กลับพบมีน้ำตาลแลคโตส 13-21 กรัมต่อแก้วใหญ่ไซส์เวนติ
- โฆษกสตาร์บัคส์ลั่นพร้อมสู้คดีเต็มที่ ยืนยันแจงข้อมูลโภชนาการส่วนผสมชัดเจนบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น
- ชี้ผลแพ้-ชนะคดี กระทบธุรกิจอาหารเครื่องดื่มทั่วโลก วางบรรทัดฐานใหม่ใส่ sugar-free ในชื่อเมนูได้แค่ไหน
'สตาร์บัคส์' (Starbucks) เชนร้านกาแฟยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกถูกฟ้องอีกแล้วครับท่านผู้อ่าน แต่รอบนี้คดีมีความน่าสนใจและถูกจับตามองอย่างมากในแวดวงกฎหมายผู้บริโภคและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้คำว่า 'sugar-free' (ปราศจากน้ำตาล) ในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม
ถือเป็นสมรภูมิทางกฎหมายล่าสุดที่อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญ นำไปสู่บรรทัดฐานใหม่ในการตั้งชื่อเมนูในอนาคตก็เป็นได้
มีการวิเคราะห์กันว่า หากศาลตัดสินให้ฝั่งผู้บริโภคชนะ คดีนี้จะกลายเป็น 'จุดเปลี่ยน' สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทันที ซึ่งน่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง รวมไปถึงประเทศไทยด้วย เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยหรือ อย.ไทย ก็มีกฎกติกาควบคุมการใช้คำว่า ปราศจากน้ำตาล เช่นกัน
เคสใหญ่ล่าสุดนี้ เชนร้านกาแฟยักษ์ใหญ่ถูกยื่นฟ้องว่า เครื่องดื่มโปรตีนลาเต้ 8 เมนูของสตาร์บัคส์ซึ่งระบุว่าเป็นสูตร 'ปราศจากน้ำตาล' แต่ในความเป็นจริงมีปริมาณน้ำตาลระหว่าง 13 - 21 กรัม ต่อแก้วขนาดเวนติ (20 ออนซ์)
สตาร์บัคส์ ถูกกลุ่มผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกายื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐบาลกลาง ปมเครื่องดื่มโปรตีนลาเต้สูตรไร้น้ำตาล (ภาพ : GLady from Pixabay)
นอกจากนี้ ในคำฟ้องยังมีการแนบภาพถ่ายหน้าจอจากระบบสั่งซื้อของสตาร์บัคส์ ซึ่งแสดงปริมาณน้ำตาลควบคู่ไปกับชื่อผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นสูตรซูการ์-ฟรีหรือไม่มีน้ำตาล
คดีนี้มีการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 ณ ศาลรัฐบาลกลางในเมืองซีแอตเทิล ขณะที่โจทก์ในคดีคือผู้บริโภค 3 คน ที่รวมตัวกันยื่นฟ้องแบบกลุ่ม อ้างว่าเป็นตัวแทนของผู้บริโภคทั่วประเทศที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อเครื่องดื่ม มีทีมทนายความจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำอย่าง เฮเกนส์ เบอร์แมน ทำหน้าที่ฟ้องร้องและว่าความแทนผู้บริโภคกลุ่มนี้
ทางโฆษกสตาร์บัคส์ออกมาแถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาทันที โดยระบุว่า 'ไม่มีมูลความจริง' พร้อมชี้แจงว่า ในกลุ่มเครื่องดื่มดังกล่าว ไม่ได้มีการเติมน้ำตาลเพิ่มลงไป และยังใช้ไซรัปสูตรไร้น้ำตาลอีกด้วย แต่น้ำตาลที่พบนั้นคือ 'แลคโตส' ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติที่อยู่ในนมสูตรเพิ่มโปรตีนที่ใช้ทำเครื่องดื่มนั่นเอง
"สตาร์บัคส์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่มีโปรตีนสูง, ทางเลือกที่ปราศจากน้ำตาล, ตัวเลือกในการปรับแต่งเครื่องดื่ม และข้อมูลทางโภชนาการอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอมาโดยตลอด ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์, ข้อมูลโภชนาการของเมนู, สื่อประชาสัมพันธ์ทางการตลาด, เว็บไซต์ Starbucks.com, และแอปพลิเคชันบริษัท เราพร้อมที่จะปกป้องสิทธิ์ของบริษัทอย่างเต็มที่ในกรณีนี้" โฆษกสตาร์บัคส์ ระบุ
กลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนลาเต้ของสตาร์บัคส์ที่อยู่ในหมวด No Added Sugar หรือไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม (ภาพ : about.starbucks.com)
คดีนี้ครอบคลุมเครื่องดื่ม 8 เมนูที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ได้แก่ ซูการ์-ฟรี วานิลลา โปรตีน ลาเต้ (Sugar-Free Vanilla Protein Latte), ซูการ์-ฟรี คาราเมล โปรตีน ลาเต้ (Sugar-Free Caramel Protein Latte), ซูการ์-ฟรี วานิลลา โปรตีน มัทฉะ (Sugar-Free Vanilla Protein Matcha) และ ซูการ์-ฟรี คาราเมล โปรตีน มัทฉะ (Sugar-Free Caramel Protein Matcha) ทั้งสูตรร้อนและเย็นรวม 8 เมนูพอดี ซึ่งกลุ่มเมนูนี้ ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมเครื่องดื่มเสริมโปรตีนมากขึ้นเรื่อย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์ได้โต้แย้งทางข้อกฎหมาย โดยอ้างว่าตามกฎระเบียบของ 'อย.สหรัฐ' เครื่องดื่มจะไม่สามารถติดฉลากว่าปราศจากน้ำตาลได้ หากมีปริมาณน้ำตาลเกินกว่า 0.5 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคหรือต่อหนึ่งเสิร์ฟ ดังนั้น การใช้คำว่าปราศจากน้ำตาลในชื่อเมนู จึงทำให้ผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำตาลเกิดความเข้าใจผิด เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากชื่อเมนูก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เรื่องของการขาดข้อมูลทางโภชนาการแต่อย่างใด
บรรดาสื่อทุกแพลตฟอร์มในสหรัฐต่างไม่พลาดที่จะนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ บางรายพยายามชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญของข้อพิพาทนี้ว่า ปัญหาอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างคำ 'ปริมาณน้ำตาลรวม' (total sugar) กับ 'น้ำตาลที่เติมเพิ่ม' (added sugar)
- น้ำตาลที่เติมเพิ่มคืออะไร?
คือน้ำตาลทุกชนิดที่มนุษย์ใส่เพิ่มเข้าไปในระหว่างกระบวนการปรุงหรือผลิต เช่น น้ำตาลทรายขาว, น้ำผึ้ง, น้ำเชื่อมคาราเมล หรือน้ำตาลทรายแดง
ข้อพิพาทเรื่องเครื่องดื่มสูตรไร้น้ำตาล อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในอนาคต (ภาพ : Asael Peña on Unsplash)
- ปริมาณน้ำตาลรวม คืออะไร?
คือผลรวมของน้ำตาลทุกชนิดที่อยู่ในเครื่องดื่มแก้วนั้น ซึ่งรวมถึงน้ำตาลธรรมชาติที่ติดมากับวัตถุดิบตั้งแต่แรก โดยที่มนุษย์ไม่ได้ใส่เพิ่ม เช่น แลคโตสในนมวัว หรือฟรุกโตสในผลไม้
ในมุมของสตาร์บัคส์ อาจมองว่า ในกระบวนการชงเครื่องดื่มกลุ่มนี้ ทางแบรนด์เลือกใช้ไซรัปสูตรไร้น้ำตาลในการแต่งกลิ่นและให้ความหวานแทน โดยไม่ได้เติมน้ำตาลเพิ่มแต่อย่างใด ส่วนน้ำตาลที่เกิดขึ้นก็มาจากนมวัวเสริมโปรตีน จึงจัดหมวดหมู่เมนูนี้ให้อยู่ในกลุ่มอ็อปชั่น 'ไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม' (no added sugar) ซึ่งทางแบรนด์ก็บอกแล้วว่าไม่ได้ปิดบังข้อมูลอะไร ลูกค้าเข้าไปดูปริมาณน้ำตาลในเว็บหรือแอปพลิเคชั่นได้ตลอด
ในข้อมูลเมนูกลุ่มนี้ที่โชว์ในเว็บไซต์ สตาร์บัคส์เลือกเอาคำว่า sugar-free มาใส่ไว้ในชื่อเมนูตัวโต ๆ อาจเห็นว่าเป็นคำที่ทรงพลังทางการตลาดและสร้างยอดขายได้
จุดนี้เองที่ถูกมองมาเป็นประเด็นปัญหา เพราะฝ่ายที่ฟ้องเห็นว่าขัดต่อกฎหมายของ อย.สหรัฐ ที่ระบุห้ามมีน้ำตาลโดยรวมเกิน 0.5 กรัมต่อหนึ่งเสิร์ฟ
มาดูข้อกฎหมายของ อย.สหรัฐกันครับ...สินค้าที่จะใช้คำว่า ปราศจากน้ำตาล บนฉลากหรือชื่อผลิตภัณฑ์ได้ จะต้องมีน้ำตาลทั้งหมดต่ำกว่า 0.5 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคหรือต่อหนึ่งเสิร์ฟ คำว่า 'น้ำตาลทั้งหมด' ในกฎข้อนี้ หมายรวมถึงน้ำตาลทุกชนิด รวมถึงน้ำตาลธรรมชาติด้วย
ในเชิงโภชนาการ นมวัวจะมีน้ำตาลแลคโตส (Lactose) อยู่ในตัวเองโดยธรรมชาติ (ภาพ : Nathan Dumlao on Unsplash)
ที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ตกเป็นข่าวคดีความอยู่บ่อยครั้ง รวม ๆ แล้วเป็นพันคดีเลยทีเดียว อาจเป็นเพราะขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ระดับโลก และความมีชื่อเสียง ทำให้ตกเป็นเป้าสายตาและเป้าหมายในการฟ้องร้องมากกว่าแบรนด์เล็ก ๆ อย่างเห็นได้ชัด
และที่ยิ่งกว่าชัดเจนก็คือ การฟ้องร้องแบรนด์ใหญ่ ๆ การันตีได้เลยว่า ถ้าชนะหรือจำเลยยอมความ โจทก์และทีมทนายจะกำเงินก้อนโตกลับบ้านแน่นอน
คดีนี้ยังไม่มีการตัดสินนะครับว่า 'ใครแพ้-ใครชนะ' คาดว่าคงใช้เวลาพิจารณากันนานทีเดียว อาจยาวเป็นปี ๆ ก็ได้
หากศาลตัดสินให้ฝั่งผู้บริโภคชนะ สตาร์บัคส์มีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อ รวมไปถึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการประนีประนอมยอมความกันซึ่งก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าออกมาหน้าไหน คดีนี้สร้าง 'แรงกระเพื่อม' ครั้งใหญ่ทีเดียว อาจเป็นจุดจบของการใช้คำแบบเหมาเข่งรวม ๆ ว่าไม่มีน้ำตาล ในชื่อเมนู
โฆษกสตาร์บัคส์ยืนยัน เครื่องดื่มโปรตีนลาเต้ใช้ไซรัปสูตรไร้น้ำตาล ไม่มีการเติมน้ำตาลเพิ่มลงไปแต่อย่างใดในกระบวนการชง (ภาพ : Marcos Figueroa on Unsplash)
ในอนาคต ร้านอาหารและคาเฟ่ทั่วโลกคงไม่กล้าเสี่ยงที่จะใช้คำว่า sugar-free เป็นชื่อเมนูอีก หากส่วนผสมหลัก เช่น นม, น้ำผลไม้ หรือโยเกิร์ต มีน้ำตาลธรรมชาติอยู่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ อาจต้องเปลี่ยนไปใช้คำว่า no added sugar หรือ zero sugar syrup แทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางกฎหมาย
คดีที่ผ่าน ๆ มา มักจะเกิดกับเครื่องดื่มบรรจุกล่องหรือกระป๋องที่วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เคสของสตาร์บัคส์ โดนเข้ากับเครื่องดื่มที่ชงสด ๆ กันภายในร้านเลยทีเดียว
จึงถือเป็นคดีประวัติศาสตร์อีกหนึ่งคดีที่น่าติดตามต่ออย่างใกล้ชิดครับว่า ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ จะพิจารณาให้น้ำหนักกับ 'ตารางโภชนาการที่แจ้งไว้ในเว็บไซต์หรือในแอปพลิเคชัน' ของสตาร์บัคส์ หรือจะให้ความสำคัญกับ 'ความเข้าใจผิดจากชื่อเมนู' ของฝั่งผู้บริโภคมากกว่ากัน
คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคน 3 คนที่มายื่นฟ้องเชนร้านกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่คือคดีที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้า ชื่อและสูตรเมนูเครื่องดื่ม รวมไปถึงข้อความโฆษณาทางการตลาดที่เห็นกันในชีวิตประจำวัน หลังจากนี้ไป





