หนังใหม่ "แบรด พิทท์" Heart of the Beast เมื่ออดีตหน่วยรบพิเศษกับสุนัขสงครามคู่ใจ เครื่องบินตกกลางป่าทึบ ต้องเอาชีวิตรอดจากธรรมชาติอันโหดร้าย และ PTSD ที่ตามหลอกหลอน
การที่คนระดับ แบรด พิทท์ ตัดสินใจเล่นหนังสักเรื่องหนึ่ง มันต้องไม่ธรรมดา เพราะนักแสดงระดับ A-list ที่อยู่ในวงการมาปีนี้นับเป็นปีที่ 39 แล้ว มีรางวัลการันตีความสามารถมากมาย มีสินทรัพย์มูลค่าร่วม 400 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 13,000 ล้านบาท จากข้อมูลของ Celebrity Net Worth
พูดง่าย ๆ ก็คือ แบรด พิทท์ผ่านจุดที่ต้องเล่นหนังเพื่อ “ยังชีพ” มานานแล้ว แต่เล่นเพราะหนังเรื่องนั้นต้องมีความน่าสนใจอะไรบางอย่างทั้งในมุมมองส่วนตัว และในเชิงศิลปะภาพยนตร์
ดังนั้น ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง ‘Heart of the Beast’ ที่มีชื่อไทยว่า “หัวใจผจญไพร” จึงชวนให้สะกิดความสนใจตั้งแต่เห็นชื่อแบรด พิทท์แล้วว่า หนังเรื่องนี้มีอะไรที่ทำให้เขาสนใจ
Heart of the Beast เป็นเรื่องราวของเจมส์ เบลมอนต์ (รับบทโดยแบรด พิตต์) อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษ กับโอดิน สุนัขลาดตระเวนในสมรภูมิแนวหน้า ที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดในถิ่นทุรกันดาร หลังเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกลงกลางป่าลึกในรัฐอะแลสกา
ฟังพล็อตเรื่องคร่าว ๆ แล้วใครที่คิดว่าหนังคงจะเล่นประเด็น “บาดแผลสงคราม” ของทหารผ่านศึกและสุนัขคู่ใจที่เกิด trauma จากสงครามได้ไม่แพ้มนุษย์ ต้องบอกว่าคุณคิดถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะผู้กำกับ เดวิด เอเยอร์ให้สัมภาษณ์ Military.com ว่าเขาต้องการให้ตัวละครของแบรดเป็นทหารที่มีศักยภาพและความสามารถเต็มเปี่ยมหลังกลับมาใช้ชีวิตในโลกปกติแล้ว
ไม่ได้เป็นตัวละครแตกหัก ผุพัง เข้ากับผู้คนและสังคมไม่ได้เหมือนตัวละครทหารผ่านศึกที่เราเห็นในหนังสงครามหลายเรื่องที่ผ่านมา
“ผมไม่ต้องการทหารที่แตกสลายในหนังเรื่องนี้ ผมอยากได้ทหารที่ฉลาด เก่งกาจ ช่างคิด” เอเยอร์กล่าวพร้อมเสริมว่าความแตกต่างตรงนี้นี่แหละคือแก่นของหนังที่เขาพยายามจะบอกว่า “การเป็นทหาร...มันได้อะไรมากกว่าที่คิด”
“มันเป็นหนังของผู้ชายคนหนึ่ง สุนัขตัวหนึ่ง และพงไพร” เดวิด เอเยอร์กล่าวถึงหนังเรื่องล่าสุดของเขาด้วยประโยคสั้น ๆ
แต่ไม่ใช่ว่า Heart of the Beast จะหลงลืม ละเลยบาดแผลของสงครามที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากใจของเหล่าทหารผ่านศึก เอเยอร์บอกว่าเรื่องพวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่พวกเขาคิดว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ หรือการสูญเสียเพื่อนร่วมรบไปในสงคราม มันยังคงอยู่ตลอดไป แต่ trauma เหล่านั้นไม่ได้ทำให้ศักยภาพอันโดดเด่น โดยเฉพาะกับตัวละคร เจมส์ เบลมอนต์ที่เป็นทหารมานานถึง 30 ปี หายไป
สุนัขสงคราม...ก็มีบาดแผล
ก่อนถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เดวิด เอเยอร์ไปคลุกคลีกับทหารหน่วยสุนัขสงครามอยู่พักใหญ่ และสังเกตเห็นว่านายทหารหน่วยนี้มีภาระรับผิดชอบมากกว่าปกติ เพราะนอกจากจะต้องฝึกฝน คอยดูแลสุขภาพของสุนัขทหารให้พร้อมสมบูรณ์แล้ว ตัวเขาเองก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ทหารไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
ทางฝั่งของสุนัขทหารนั้น พวกมันจะต้องเชื่อว่าตัวเองต้องชนะหรือทำภารกิจสำเร็จเสมอ เพราะ “สุนัขไม่รู้หรอกว่ามันอยู่ในสงคราม มันแค่รู้ว่าตัวเองอยู่กับเพื่อนที่ดีที่สุดเท่านั้นเอง”
โดยสุนัขสงครามจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยทหาร แถมยังเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในแบบที่เทคโนโลยีทางทหารไม่สามารถทดแทนได้
“ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หรืออะไรก็ตามที่เรามี บางครั้ง แค่สุนัขตัวเดียวกับจมูกของมันก็สามารถเอาชนะสิ่งพวกนั้นได้หมด” เดวิด เอเยอร์กล่าว ซึ่งความสามารถอันยอดเยี่ยมของทั้งคนและสุนัขแบบนี้นี่แหละที่ทำให้เบลมอนต์กับโอดินเอาชีวิตรอดในป่าทึบใจกลางอะแลสกาไปได้เรื่อย ๆ
เมื่อทหารผ่านศึกทำหนังสงคราม
Heart of the Beast ถ่ายทำโดยมีเจ้าหน้าที่คอยประกบแบรด พิทท์ สอนทักษะการเอาชีวิตรอดให้เขา แล้วยังมีเพื่อนทหารของเอเยอร์ อดีตหน่วยรบพิเศษนาวิกโยธินที่เคยทำหน้าที่แพทย์ทหารมาให้คำแนะนำเรื่องการปฐมพยาบาล การช่วยเหลือตัวเอง และให้ความรู้ว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจะมีอาการแย่ลงอย่างไรเมื่ออยู่ในภาคสนาม
ในส่วนของแบรด พิทท์นั้น ผู้กำกับบอกว่า “เล่นจริง...เจ็บจริง...ไม่ใช้ตัวแสดงแทน” โดยมีอยู่หลายฉากในหนังที่ดาราระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดผู้นี้ยอมให้ตัวเองบาดเจ็บจนต้องเดินกระโผลกกระเผลก ได้รับบาดแผลฉีกขาด หรือเผชิญกับความหนาวเหน็บในป่าจริง ที่สำคัญ แบรดเป็นคนเสนอความคิดนี้กับทางผู้กำกับเองเพื่อความสมจริง
“การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในแววตาของเขา มันเป็นออกมาจากตัวเขาจริงๆ” ผู้กำกับกล่าว
สามารถรับชม ‘Heart of the Beast – หัวใจผจญไพร’ ได้ 24 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์





