กรมราชทัณฑ์นำศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือฟื้นฟูสมองของผู้ต้องขังตามหลักประสาทวิทยาศาสตร์ จับมือ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ เปลี่ยนมุมมองจากการขายสินค้าด้วย 'ความสงสาร'
KEY POINTS
- พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ ยกระดับผลงานผู้ต้องขัง โดยเปลี่ยนมุมมองจากการขายสินค้าด้วย 'ความสงสาร' ไปสู่การนำเสนอผลงานในฐานะ 'ศิลปิน' ที่มีคุณภาพและฝีมือ
- กรมราชทัณฑ์นำศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือฟื้นฟูสมองของผู้ต้องขังตามหลักประสาทวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยสร้างสมาธิ การควบคุมตนเอง และสร้างความสุขที่ยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพายาเสพติด
- โครงการมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนสินค้าจากเรือนจำให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางจิตใจ เพื่อให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมอย่างมีเกียรติในฐานะศิลปินอาชีพ
- จัดนิทรรศการ "พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ" ณ ไอคอนสยาม เพื่อเป็นเวทีแสดงศักยภาพและจำหน่ายผลงาน โดยรายได้ส่วนใหญ่จะกลับคืนสู่ผู้ต้องขังเพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่
ในอดีต สังคมมักมองบทบาทของ กรมราชทัณฑ์ เป็นเพียงพื้นที่ควบคุมและตัดขาดผู้ต้องขังออกจากโลกภายนอก ทว่าในยุคปัจจุบัน กระบวนการฟื้นฟูมนุษย์ได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่บริบทใหม่อย่างสิ้นเชิง โดยนำ ศิลปะ และ ความคิดสร้างสรรค์ มาเป็นหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจิตใจและคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เรื่องราวทั้งหมดนี้คือการเดินทางอันน่าอัศจรรย์ของ "โอกาส วิทยาศาสตร์ และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้" ที่เชื่อมโยงจากห้องขังแคบๆ สู่หมุดหมายระดับสากล
วิทยาศาสตร์แห่งการเยียวยา
แต่เดิมภาพลักษณ์และบทบาทของ กรมราชทัณฑ์ ถูกยึดติดอยู่กับการลงโทษเชิงจองจำที่เน้นเพียงการควบคุมและกักขังเพื่อความมั่นคงของสังคม
อย่างไรก็ตาม ภายใต้พลวัตของสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อนขึ้น กรมราชทัณฑ์ได้ยกระดับสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ไปสู่กระบวนการ แก้ไขและฟื้นฟู (Rehabilitative Approach) อย่างเป็นระบบ
จากการขับเคลื่อนนโยบายของ ขวัญไชย สันติภราภพ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พบว่า "ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์" มิใช่เพียงกิจกรรมสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียด แต่คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในมิติของการปรับปรุงพฤตินิสัย การนำศิลปะมาใช้ในทัณฑสถานจึงเป็นการใช้เครื่องมือเชิง สถาปัตยกรรมทางสมอง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูจากภายในสู่ภายนอกเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
“จากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ ผู้ต้องขังที่มีประวัติการพึ่งพาสารเสพติดเป็นระยะเวลานาน มักประสบกับภาวะความเสื่อมถอยทางชีวภาพอย่างรุนแรง สารเสพติดส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของประสาทโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการให้รางวัล (Dopamine System) ทำให้วงจรการทำงานของสมองผิดเพี้ยนไปจากปกติ
ในช่วงเวลาที่บุคคลตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสารเสพติด สมองส่วนทำหน้าที่ด้านการคิดวิเคราะห์ระดับสูงและการควบคุมตนเองจะหยุดการพัฒนา เนื่องจากสมองคุ้นชินกับการรับ ‘ความสุขทางลัด’ จากสารเคมีเพียงอย่างเดียว กระบวนการเรียนรู้และวุฒิภาวะทางอารมณ์จึงหยุดชะงักตามระยะเวลาที่ใช้สาร
เมื่อโครงสร้างสมองถูกทำลายจากการกระตุ้นด้วยสารเคมีภายนอกเป็นเวลานาน สมองจะไม่สามารถสร้างหรือตอบสนองต่อความสุขตามธรรมชาติได้ ทำให้ผู้ต้องขังตกอยู่ในวงจรการพึ่งพาสารเสพติดเพื่อรักษาสมดุลทางอารมณ์”
การฉลุไม้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาเรียงต่อกันเป็นภาพ จากเรือนจำพิเศษธนบุรี
ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กล่าวด้วยว่า เมื่อผู้ต้องขังเข้าสู่กระบวนการเลิกใช้สารเสพติด โจทย์ใหญ่ที่สุดคือการ "ปลุกสมองส่วนที่หยุดพัฒนาให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง" ศิลปะจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระตุ้นโครงสร้างสมองให้กลับมาแข็งแรง
“ในทางประสาทวิทยาศาสตร์ กระบวนการสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ความประณีตและการตัดสินใจจะช่วยกระตุ้นการทำงานของ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity) ที่สามารถฟื้นฟูโครงสร้างส่วนที่เสียหายให้กลับมาทำหน้าที่ได้อีกครั้ง
การฝึกฝนศิลปะอย่างต่อเนื่องช่วยปรับโครงสร้างสมองให้มีความมั่นคงและแข็งแรงขึ้น กระบวนการนี้ช่วยให้สมองกลับมามีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ดีกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นการซ่อมแซม ‘เครื่องมือในการคิด’ ของผู้ต้องขังให้มีความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม
ศิลปะฝึกให้สมองเรียนรู้วิธีการสร้างความสุขจากการลงมือทำและความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีจากภายนอก ช่วยตัดวงจรการโหยหาสารเสพติดในระดับชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กล่าวด้วยว่า เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการฟื้นฟูสมองด้วยศิลปะ คือ การสร้างทักษะชีวิต (Life Skills) ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงภายหลังพ้นโทษ
“เมื่อสมองส่วนที่เคยหยุดพัฒนาได้รับฟื้นฟู ผู้ต้องขังจะมีความสามารถในการ ‘ประมวลผล’ และมี ‘สมาธิ’ มากขึ้น ทำให้สามารถใช้สมองส่วนนี้ในการวิเคราะห์และเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในชีวิตจริงได้อย่างมีเหตุมีผล
การสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตนเองผ่านงานศิลปะ ทำให้ผู้พ้นโทษมีเกราะป้องกันใจเมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยงหรือแรงกดดันในสังคม ลดความเสี่ยงในการกลับไปกระทำผิดซ้ำ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับโครงสร้างสมองส่งผลให้ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมที่สงบและมีวุฒิภาวะมากขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ว่าพวกเขาสามารถดำรงชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างปกติสุข”
ก้าวข้าม ‘ความสงสาร’ สู่ศักดิ์ศรีแห่งศิลปิน
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ได้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ภัณฑารักษ์ร่วม (Curatorial and Artistic Partner) กับกรมราชทัณฑ์ ผ่านการทำ ‘บันทึกความเข้าใจ’ ในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ภายในสถานพินิจ
ดอยธิเบศร์กล่าวว่า การก้าวพลาดในอดีตคืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ แต่ ศิลปะ จะทำหน้าที่เป็นเครื่องบำบัดและเยียวยา (Healing Process) เพื่อจัดระเบียบจิตใจใหม่ สร้างสมาธิ และขัดเกลาตัวตนผ่านกระบวนการสร้างสรรค์
โครงการนี้มิใช่เพียงการฝึกอาชีพตามภารกิจดั้งเดิม แต่คือการสร้าง “การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์” ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังผ่านมิติทางสุนทรียศาสตร์ ด้วยความเชื่อที่ว่า สองมือของผู้ต้องขัง แม้จะเคยผ่านจุดผิดพลาดในชีวิต แต่สองมือคู่นั้นก็มีพลังสร้างสรรค์สิ่งงดงามขึ้นมาใหม่ได้
“ปรัชญานี้สะท้อนผ่านตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างที่สุดคือ การปั้นพระพุทธรูป ไม่ว่าคุณจะติดคดีใดมาก็ตาม แต่เมื่อคุณปั้นพระพุทธรูปขึ้นมา ผู้คนย่อมกราบไหว้ในสิ่งที่มือคุณสร้าง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าอานุภาพแห่งศิลปะสามารถก้าวข้ามประวัติอาชญากรรม และสร้างพื้นที่ให้สังคมยอมรับบุคคลจากผลลัพธ์แห่งความดีงามที่เขาสร้างขึ้นในปัจจุบัน”
ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ยังตั้งเป้าหมายเปลี่ยนผ่านรูปแบบเดิมๆ ที่เคยอุดหนุนสินค้าเรือนจำเพียงเพราะความสงสารหรือราคาถูก โดยยืนยันอย่างเด็ดขาดว่าจะ "ไม่ใช้ความสงสารเป็นเครื่องมือทางการตลาด" แต่จะคัดสรรผลงานด้วย คุณภาพ สมาธิ และ ทักษะฝีมือจริง ประกาศให้โลกเห็นถึงคุณค่าในฐานะ "ศิลปิน" อย่างเต็มภาคภูมิ
“เป้าหมายหลักคือการยกระดับสถานะของงานฝีมือราชทัณฑ์จากการเป็นสินค้าที่พึ่งพาความเมตตา ไปสู่การเป็นงานศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางจิตใจสูง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์บ้านดำในการเจียระไนศักยภาพที่ซ่อนอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ต้องขังในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีในฐานะศิลปินอาชีพ”
ดอยธิเบศร์ยังได้มอบภาพเขียน “ช้างนพสุบรรณ” ผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มูลค่า 2,500,000 บาท เพื่อสมทบทุนในการขับเคลื่อนโครงการ และกล่าวด้วยว่า พิพิธภัณฑ์บ้านดำพร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้พ้นโทษเข้ามาร่วมงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนสายอาชีพทางศิลปะอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเงื่อนไขกีดกันเรื่องอดีต
จากกล่องโฟมในห้องขัง สู่ศิลปะเปลี่ยนชีวิต 17 ปีหลังกำแพงสูง
ย้อนกลับไปในวันที่ความทุกข์และเรื่องราวต่างๆ ประดังประเดเข้ามาในชีวิต จุดเริ่มต้นเส้นทางสายศิลปะของ แพท - ภฤศ บุญทองนุ่ม หรือ ‘แพท พาวเวอร์แพท’ ไม่ได้เริ่มจากผืนผ้าใบหรืออุปกรณ์ราคาแพง แต่เริ่มขึ้นระหว่างนั่งรอส่งตัวอยู่ในห้องขังบนโรงพัก
“ในห้องขัง ตำรวจก็นำข้าวผัดหรือข้าวกล่องมาเลี้ยงพวกเรา กินเสร็จก็เหลือกล่องโฟม ผมก็พอจะหาปากกาได้สักแท่งหนึ่ง ก็แบ่งครึ่งกล่องโฟมมานั่งขีดนั่งเขียนวาดรูปเล่น นี่คือจุดเริ่มต้น เราก็เริ่มรู้สึกมันฆ่าเวลาได้ดี แล้วเรารู้สึกเพลินในขณะที่เราเต็มไปด้วยความทุกข์” แพท กล่าว
เมื่อเข้าสู่เรือนจำเพื่อชดใช้โทษเป็นเวลาเกือบ 17 ปี แพทสังเกตเห็นเพื่อนร่วมห้องขังนั่งเขียนภาพลายเส้น คิดว่าตนเองก็ชอบทำงานศิลปะอยู่แล้วคือเขียนเพลง จึงรวบรวมความกล้าขอความช่วยเหลือจาก "เสมียนแดน 1" เพื่อแบ่งกระดาษ A4 เพียงแผ่นเดียว และดินสอ HB ธรรมดา (ไม่ใช่เครื่องมือวาดภาพโดยตรง) เพื่อเริ่มต้นสเก็ตช์ภาพจากหนังสือในห้องสมุดเรือนจำ
แพทกล่าวว่า เมื่อภาพสเก็ตช์แรกเสร็จสมบูรณ์ ความรู้สึกภาคภูมิใจและการเห็นคุณค่าในตัวเองก็เริ่มก่อตัวขึ้น การฝึกฝนศิลปะอย่างจริงจังกลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูจิตใจ ช่วยสร้าง สมาธิ วินัย และ ความใจเย็น แม้สภาพแวดล้อมในเรือนจำจะเต็มไปด้วยความแออัดและเสียงรบกวน
แต่ทุกครั้งที่เขาจดจ่อกับการลากเส้นและลงสี จิตใจจะเข้าสู่ความสงบจนลืมความวุ่นวายรอบตัวไปสิ้นการก้าวข้ามข้อจำกัดนี้คือจุดเริ่มของการสร้างวินัยและเป้าหมายใหม่
“การกลับมาจับพู่กันคือการรื้อฟื้นความหลงใหลเดิมที่ผมเคยมี ผมชอบไปยืนชมงานตามแกลเลอรีหรือตลาดนัดจตุจักร การเห็นคุณค่าในศิลปินคนอื่นถูกเปลี่ยนมาเป็นการค้นพบ ‘ศิลปินภายใน’ ของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเคารพในตนเอง (Self-esteem) ขึ้นมาใหม่”
แพทกล่าวด้วยว่า งานศิลปะคือการฝึกสมองให้ทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะต้องเผชิญกับ "ปัญหาหน้างาน" ตลอดเวลา เช่น การควบคุมลายเส้นหรือการผสมสีให้ได้ตามต้นแบบในหัว กระบวนการนี้ช่วยฝึกให้ผู้สร้างสรรค์รู้จักการรอคอย ความเพียรพยายาม และการคิดวิเคราะห์อย่างใจเย็น
“ศิลปะเปลี่ยนจาก ‘คนใจร้อน’ ให้กลายเป็น ‘คนใจเย็น’ อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่กับความประณีต ผู้ต้องขังจะเริ่มลดการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง มีเหตุผลมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์รอบข้าง ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกลับคืนสู่สังคม”
จากประสบการณ์ตรงหลังกำแพง 17 ปี แพทยืนยันว่า "ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีศักยภาพ" และสามารถเป็นบุคลากรสำคัญในการ "พัฒนาประเทศ" ได้ หลายคนก้าวพลาดเพียงเพราะความประมาท ความหลงผิดชั่วขณะ หรือความโลภที่บดบังจิตใจ แต่เมื่อคนเหล่านี้ได้รับการขัดเกลาและเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนตนเองแล้ว สิ่งเดียวที่จะทำให้ศักยภาพของเขาเบ่งบานได้คือ "โอกาสจากสังคม" การเปิดใจยอมรับอดีตผู้ต้องขังจึงไม่ใช่เพียงการให้ความเมตตา แต่คือการกอบกู้ทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่ากลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคม
พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ ปรากฏการณ์ ณ ICONSIAM
ผลลัพธ์จากความร่วมมือระหว่าง พิพิธภัณฑ์บ้านดำ, กรมราชทัณฑ์ และไอคอนสยาม ได้ตกผลึกเป็นนิทรรศการระดับโลก The Power of Art Beyond Barriers: พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม 17 - 29 กันยายน 2569
ภายในนิทรรศการได้จัดแสดงผลงานวิจิตรศิลป์ หัตถศิลป์ และงานออกแบบร่วมสมัยจากเรือนจำทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 15 โซนหลัก เช่น The Wall of Reflection (กำแพงแห่งการทบทวน), Therapeutic Community (กระบวนการฟื้นฟูมนุษย์), และ Design for Second Chance (การออกแบบเพื่อโอกาสครั้งใหม่)
รายได้ 70% ของผลงานแต่ละชิ้นคืนกลับเป็นเงินออมสะสมสำหรับผู้ต้องขัง 30% ใช้เป็นทุนหมุนเวียนจัดหาวัสดุอุปกรณ์
หลังจากงานนิทรรศการนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้สนใจยังสามารถสนับสนุนผลงานผู้ต้องขังและสั่งทำได้ที่ หับเผย ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี หรือ FB/HubPoei - หับเผย ผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์
ดอยธิเบศร์กล่าวด้วยว่า นิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น (Kick-off) ครั้งยิ่งใหญ่ ในการเชื่อมโยงศักยภาพของเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมผลงานจัดเป็นงาน Expo ของศิลปินผู้พ้นโทษในอนาคต พิสูจน์ให้เห็นว่าความผิดพลาดในอดีตไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายของชีวิต และ...
กำแพงใดๆ ก็ไม่อาจกั้นขวางจินตนาการและความตั้งใจที่จะเริ่มต้นใหม่ของมนุษย์





