ศิลปินขายดีที่สุดคนหนึ่งในโลกปัจจุบัน "เอ็ด ชีแรน" ถูกวงแบ็คอัพ และวงเปิดลอยแพ หลังแรปเปอร์ Macklemore ถูกปลดออกจากการเป็นวงเปิดเพราะพูดสนับสนุนปาเลสไตน์บนเวที
เอ็ด ชีแรน นักร้องเบอร์ใหญ่ระดับโลก เจ้าของเพลงฮิตนับไม่ถ้วนอย่าง Shape of You, Perfect, Thinking Out Loud, Photograph ฯลฯ กำลังเผชิญสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการแบน” หรือ Cancel Culture จากศิลปินในวงการ ทีมงาน รวมถึงคนฟังบางส่วน ภายหลังจากแรปเปอร์อเมริกันที่ชื่อ Macklemore ถูกถอดออกจากการเป็นศิลปินเปิดทัวร์คอนเสิร์ต Loop Tour ของเอ็ดในสหรัฐ เพราะพูดสนับสนุนปาเลสไตน์ระหว่างการแสดงบนเวที
โรเบิร์ต คราฟต์ (Robert Kraft) มหาเศรษฐีเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล New England Patriots ผู้เป็นเจ้าของสนามกีฬา Gillette Stadium ในเมืองแมสซาชูเสตส์ สถานที่จัดคอนเสิร์ตของเอ็ด ชีแรน เป็นผู้ประกาศห้าม Macklemore ขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตรอบที่เหลือ แถมยังบอกด้วยว่าเขาถูกถอดออกจากทัวร์คอนเสิร์ตในอเมริกาของเอ็ด ชีแรนทั้งหมดด้วย
การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ศิลปินรายอื่น ๆ ที่เล่นเป็นวงเปิดให้กับทัวร์คอนเสิร์ตของเอ็ด ชีแรนในอเมริกา รวมถึงวงแบ็คอัพของเขา ต่างพากันถอนตัวออกจนหมด ไม่ว่าจะเป็น Finneas พี่ชายและโปรดิวเซอร์ของ Billie Eilish, นักร้องนักแต่งเพลงชาวไอริช Aaron Rowe, วงดนตรีไอริช Beoga และวงดนตรีจากเดนมาร์ก Lukas Graham โดยพวกเขาต่างออกมาแสดงจุดยืนทั้งในเรื่องการสนับสนุน Macklemore และชาวปาเลสไตน์
ขณะที่ศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมี่ Billie Eilish ได้ออกมาสนับสนุนท่าทีของพี่ชายเธอ โดยบอกว่าภูมิใจในตัว Finneas มาก รวมถึงศิลปินรายอื่น ๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยกัน “เราจะไม่เงียบ และต้องพูดแทนผู้ที่ถูกกดขี่”
บิลลี่ออกมาสนับสนุนพี่ชายของเธอ
อย่างไรก็ตาม มีศิลปินที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ Macklemore อยู่ด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ Pink ที่บอกว่าถึงแม้เธอจะเกิดมาเป็นยิว แต่เธอไม่ได้พูดแทนอิสราเอลหรือรัฐบาลใด ๆ เธอเพียงแค่แสดงจุดยืนและความเชื่อของตัวเองออกมา และยังยืนยันในสิ่งที่เธอพูดเอาไว้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ว่า ฮามาส กลุ่มหัวรุนแรงชาวปาเลสไตน์ คือองค์กรก่อการร้าย
Pink กล่าวว่าการปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์สมควรมาเป็นอันดับแรก ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ควรมีใครมาเฉลิมฉลองการตายของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกของใครก็ตาม โดยเธอทำงานให้กับองค์กรยูนิเซฟมาร่วมสิบปีเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เลือกประเทศ หรือสงครามที่พวกเขาต้องเกิดมาเจอ เธอเสียใจกับพวกเขาทั้งสองฝ่าย
สำหรับการกระทำของ Macklemore ในคอนเสิร์ตของเอ็ด ชีแรนนั้น Pink มองว่าเป็นการล้ำเส้น
“คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลอิสราเอล แต่ก็ไม่ควรจะทำให้ครอบครัวชาวยิวที่นั่งอยู่ถัดจากคุณไปสองแถวต้องหวาดกลัว หรือตกเป็นเป้าในคอนเสิร์ต นั่นคือสิ่งที่ฉันขอร้อง”
Cancel Culture ที่ยากจะหลีกเลี่ยง
ทั้งนี้ สิ่งที่ “เอ็ด ชีแรน” กำลังเผชิญอยู่คือสิ่งที่เรียกว่า Cancel Culture ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อัน “ซับซ้อน” และ “ทับซ้อน” กันมากขึ้นจนแทบจะแยกไม่ออกระหว่างคนในสังคม เมื่อโลกของเราเชื่อมต่อกันโดยไร้พรมแดน คนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอีกซีกโลกหนึ่งได้ในเสี้ยววินาที ประกอบกับ “โซเชียลมีเดีย” เป็นตัวกระตุ้นให้คนกล้าแสดงออก ประกาศจุดยืนในเรื่องต่าง ๆ และรับรู้ถึง “พลัง” ของตัวเองได้มากขึ้น
สำหรับศิลปินบางราย “คอนเสิร์ต” อาจไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แสดงดนตรี แต่ยังเป็นเวทีประกาศจุดยืนในเรื่องต่าง ๆ ของตัวเองด้วย ขณะที่ศิลปินบางราย เช่น เอ็ด ชีแรน อาจจะอยากสงวนพื้นที่ตรงนี้เอาไว้สำหรับการแสดงดนตรีเท่านั้น ไม่อยากนำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย
เมื่อความคิดเห็นที่ต่างกันมาพบเจอกันบนเวทีของศิลปินระดับโลก จึงกลายเป็นเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียง มีทั้งฝ่ายโปรและฝ่ายคอน ออกมาแสดงความเห็นกันมากมาย
ทั้งนี้ Macklemore ประกาศจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์มาเป็นเวลาหลายปีแล้วหลังจากที่อิสราเอลเปิดฉากถล่มฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างที่เล่นเป็นวงเปิดให้กับเอ็ด ชีแรนที่สนาม MetLife Stadium เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เขาพันผ้ากูฟียะห์สีขาวดำเอาไว้รอบคอ พร้อมกล่าวว่า
“เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมอยากมาทัวร์นี้ก็เพราะว่าผมจะได้มายืนในสนามแบบนี้ และพูดคำสองคำที่ใกล้กับหัวใจของผมที่สุด นั่นคือ ปลดปล่อยปาเลสไตน์ซะ (Free Palestine)”
อย่างไรก็ตาม Macklemore บอกว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปลดเขาออกจากทัวร์คือ โรเบิร์ต คราฟต์ เจ้าของสนาม Gillette Stadium ที่ฝักใฝ่อิสราเอล ทั้งยังอ้างว่าคราฟต์ไปกล่อมเจ้าของสนามอื่นที่เอ็ด ชีแรนจะไปเล่นคอนเสิร์ต เช่น AT&T Stadium ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเทกซัส ให้เห็นด้วยกับตน ก่อนจะมายืนคำขาดกับเอ็ด ชีแรนว่า “ถ้าให้ Macklemore เล่นเป็นวงเปิดต่อ เอ็ดก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นในสนามของพวกเขา”
ทางด้านโรเบิร์ต คราฟต์ได้ออกมายอมรับว่าเขาสั่งแบน Macklemore จริงโดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้ทำไปเพราะต้องการจะลดทอนความทุกข์ยากของชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์ หรือปฏิเสธไม่ให้ใครออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนชาวปาเลสไตน์ แต่เขามองว่าการเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วน โดยเพิกเฉยต่อการกระทำของกลุ่มฮามาส เป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งรังแต่จะทำให้เกิดการแบ่งแยกและเกลียดชังมากขึ้นเท่านั้น
ส่วน “เอ็ด ชีแรน” ได้ชี้แจงผ่านอินสตาแกรมว่า เขาพยายามเจรจาประนีประนอมกับทั้งสองฝ่ายแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ยังคงถูกผู้จัดคอนเสิร์ตในสหรัฐออกมากดดัน โดยหลังจากที่ Macklemore กล่าวสนับสนุนปาเลสไตน์ในโชว์ที่นิวเจอร์ซีก่อนหน้านี้ สถานที่จัดคอนเสิร์ตที่เหลือในสหรัฐต่างพากันติดต่อมาว่าจะยกเลิกโชว์ของเขาหากยังสนับสนุน Macklemore
“ Macklemore ถูกถอดออกจากทัวร์เป็นการตัดสินใจของโปรโมเตอร์ ไม่ใช่ผม” เอ็ดประกาศชัดเจน
เอ็ด ชีแรนยังกล่าวด้วยว่า เขามีความคิดเห็นของตัวเองในเรื่องความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ แต่เขาเลือกที่จะไม่แสดงออกต่อสาธารณชน ซึ่งการไม่แสดงออกไม่ได้หมายความว่าเขาไม่แคร์เรื่องนี้
“มันมีเหตุผลที่ผมไม่ใช้ช่องทางอาชีพของผมในเรื่องการเมือง เพราะผู้ฟังของผมมีคนที่อายุน้อย และเด็ก ๆ ที่มีรกรากมาจากทุกประเทศ คนที่มาดูโชว์ของผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเจอการเมืองบนเวที ผมเคารพในวัตถุประสงค์อันแข็งแกร่งของ Macklemore ที่ยืนหยัดและเป็นกระบอกเสียงในสิ่งที่เขาเชื่อ แต่มันก็มีพื้นที่ว่างสำหรับวิธีการอันหลากหลายที่นำไปสู่บั้นปลายเดียวกัน นั่นคือ สันติภาพ”
“ผมเลือกที่จะใช้ชื่อเสียง และแพลตฟอร์มของผมให้เป็นสถานที่แห่งความปลอดภัยและสถานที่หลบภัย เพื่อคดำรงไว้ซึ่งการทูต และทำให้การพูดคุยนั้นเปิดกว้าง ไม่ใช่ปิดสนิท ถ้าเราโฟกัสไปกับการตะโกนให้ดังที่สุด จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย มันมีวิธีการที่แตกต่างในการสนับสนุนความเปลี่ยนแปลงอยู่”
ทางด้าน ลี โรว์แลนด์ ผู้อำนวยการบริหารสมาพันธ์แห่งชาติเพื่อต่อต้านการเซนเซอร์ ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐ คราฟต์และเจ้าของสนามมีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ใครแสดงในพื้นที่ของตัวเอง แต่สิ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า “เงินมีอำนาจล้นเหลือต่อการแสดงความไม่พอใจของพวกเราในที่สาธารณะ”
ที่สำคัญ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อศิลปินคนอื่น ๆ ด้วย
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อไปเราจะได้เห็นการเซนเซอร์ตัวเองเกิดขึ้นแพร่หลาย บรรดาศิลปินจะต้องแน่ใจว่าคอนเทนต์ของตัวเองไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง สร้างความเจ็บปวดมากเกินไปจนไปทำให้โปรโมเตอร์คอนเสิร์ตหรือเจ้าของสนามไม่พอใจ”





