เมื่อหลักการ “ปรุงจืด” ลดหวาน มัน เค็ม กลายมาเป็นโจทย์สุดหินของเหล่าเชฟในรายการแข่งขันทำอาหาร "รสแลกเงิน" ทางช่อง 7 HD ผลลัพธ์คือ เมนูสุขภาพที่ทำตามได้จริงและอร่อย
“โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นโรคที่องค์การอนามัยโลก (WHO) พูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ ที่สำคัญมันเกี่ยวข้องกับเรามากที่สุดในเรื่องของการกิน สสส. ทำเรื่องของการกินมาเยอะ แต่จุดที่ยากก็คือ เวลาที่คนเห็นภาพโฆษณาจะเห็นแค่ภาพเดียว เราจะนึกไม่ออกว่าเวลาที่จะแปลงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อย่าง 2:1:1 ให้ดูน่าทานเป็นอย่างไร จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราตั้งใจว่า รายการนี้จะทำให้คนรู้สึกว่าเรื่องใกล้ตัวสามารถประยุกต์แล้วทำได้จริง คนจะนึกไม่ออกว่าทานผักเยอะๆ ลดการปรุง ลดทานหวาน มัน เค็ม ลดโซเดียมจะเป็นยังไง ความน่าสนใจอีกอย่างของรายการคือ เรามีนักประกอบอาหารที่จะมาให้ความรู้ พูดถึงเมนูหรือวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ทำให้คนลด NCDs ได้เลย”
สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงรายการ “รสแลกเงิน” ที่ สสส. ร่วมกับช่อง 7HD และบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผลิตขึ้นเพื่อส่งต่อแนวคิดการเลือกรับประทานอาหารที่อร่อย คุ้มค่า และดีต่อสุขภาพ ผ่านการแข่งขันที่ทั้งสนุก เข้มข้น และเต็มไปด้วยสาระด้านโภชนาการ
“รสแลกเงิน” เป็นรายการแข่งขันทำอาหารรูปแบบใหม่ที่รวมสุดยอดนักปรุงจากหลากหลายเวทีมาประชันฝีมือภายใต้โจทย์ที่แปลกและแตกต่างจากรายการทำอาหารส่วนใหญ่ นั่นคือ ต้องลดการปรุงให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ลดความอร่อย พร้อมคำนึงถึงหลักโภชนาการที่ดี เพื่อแลกกับเงินรางวัล ท่ามกลางกติกาและเกมการแข่งขันที่ชวนลุ้นทุกตอน
หมายเหตุ : โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) คือโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ และมีความเครียดสะสม ซึ่งจะค่อย ๆ สะสมและแสดงอาการในระยะยาว
ส่วน 2:1:1 คือหลักการกำหนดปริมาณอาหารที่เหมาะสมตามคำแนะนำของ สสส. โดยการแบ่งสัดส่วนของจาน (เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 9 นิ้ว) ออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน และแบ่งประเภทอาหารเป็น ผัก 2 ส่วน หรือครึ่งหนึ่งของจาน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน
กิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อดังฉายา “เจ้าพ่อเรียลลิตี้โชว์” ของเมืองไทย กล่าวถึงรายการ “รสแลกเงิน” ว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะปกติในรายการวาไรตี้แข่งขันทำอาหาร เราจะได้ยินกรรมการบอกว่าใส่เกลือน้อยไปบ้าง หรือปรุงน้อยไม่มีรสชาติบ้าง ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับโจทย์ของรายการ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้ผลิตต้องคิดว่าจะสร้างสรรค์รายการออกมาอย่างไรให้ตรงโจทย์ แต่ดูสนุก และได้ความรู้ไปด้วย
โดยรายการ “รสแลกเงิน” มีกติกาว่าเชฟผู้เข้าแข่งขันจะได้เงินตั้งต้นคนละ 50,000 บาท ถ้าไม่นำไปซื้อเครื่องปรุงเลยก็จะได้เงินห้าหมื่นกลับบ้านไปทั้งหมด ผู้เข้าแข่งขันต้องพยายามไม่ซื้อ หรือซื้อให้น้อยที่สุด แต่ทว่าต้องทำอาหารให้ออกมาอร่อยให้ได้ด้วยเครื่องปรุงที่น้อยนั้น ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาจะต้องทำก็คือใช้ศักยภาพความเป็นเชฟดึงรสชาติจากวัตถุดิบออกมาแทนการใช้เครื่องปรุงให้ได้มากที่สุด
“มันถูกขับเคลื่อนจากความงกของเชฟ เพราะเชฟไม่อยากเสียเงินซื้อเครื่องปรุง มันเลยออกมาเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพแต่ยังคงทานได้อร่อย ผมเชื่อว่าคนดูทางบ้านจะได้ประโยชน์ อย่างเช่น เหตุผลที่เราขายเกลือแค่ ¼ ช้อนชาในราคาแพงถึง 15,000 บาท คนดูก็จะเข้าใจว่าปกติแล้วต่อหนึ่งมื้อ เกลือ น้ำตาลควรกินไม่เกินเท่าไร รวมถึงเครื่องปรุงตัวอื่น ๆ ด้วย”
กิติกร เพ็ญโรจน์ กล่าว พร้อมยืนยันว่า ถึงแม้จะลดปรุง ลดวัตถุดิบ แต่ความสนุกตื่นเต้นเร้าใจยังครบรสเหมือนเดิม เพราะ “รสแลกเงิน” เป็นการแข่งขันรูปแบบวาไรตี้ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีความอยากชนะอยู่ในตัว และต้องการเงินรางวัลกลับบ้าน เพราะฉะนั้น พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้อาหารของเขาออกมาแล้วชนะ เพราะคนที่แพ้กลับบ้านมือเปล่า
“ทำไมเราขายเกลือ น้ำตาลนิดเดียวหมื่นกว่าบาท ตรงนี้มีที่มา การปรุงเยอะเท่ากับว่าในอนาคตเราอาจจะเกิดโรค เช่น NCDs หรือโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย ซึ่งเงินเหล่านั้นต้องนำไปใช้ในการรักษาตัวอยู่ดี แต่ถ้าเกิดคุณปรุงน้อย คุณก็จะไม่เสียเงินเหล่านั้นไปในอนาคต อันนี้คือที่มาที่ไปของคำว่า “รสแลกเงิน” ครับ”
โจทย์อ้างอิงโรคที่คนไทยเป็นเยอะ
เมนูที่เชฟต้องแข่งกันทำในรายการ “รสแลกเงิน” ไม่ได้เป็นเมนูปกติทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีเมนูสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หรือเด็กที่กินอาหารยากอยู่ด้วย เช่น โจทย์การทำขนมหวานให้คนเป็นโรคเบาหวาน
กิติกรกล่าวว่า หลัก ๆ แล้วโจทย์จะมาจากทาง สสส. ที่มีข้อมูลอยู่แล้วว่าคนไทยเป็นโรคต่าง ๆ มากน้อยอย่างไร ทางผู้ผลิตอย่างเขาจะนำไปคิดว่าจะนำเสนอรายการออกมาอย่างไรให้คนเข้าใจ โดยที่ยังดูสนุกในรูปแบบของรายการวาไรตี้เหมือนเดิม
ขณะที่สุพัฒนุช ตัวแทนจาก สสส. ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการรายการ “รสแลกเงิน” เสริมว่าจะมีช่วงเปิดหัวรายการเพื่อบอกโจทย์ในแต่ละวันที่ผู้ชมจะได้รับความรู้ว่า แต่ละโรค เช่น เบาหวาน มีความสำคัญกับคนไทยอย่างไร คนไทยเป็นมากน้อยขนาดไหน เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนเท่าไร อันนำไปสู่ความเข้าใจว่า การไม่ปรุงจะยิ่งทำให้เรามีสุขภาพดี และช่วยลดเงินในอนาคตที่เราต้องไปเสียค่ารักษาพยาบาล
“ถ้าดูรายการจะเห็นว่าโจทย์แต่ละตอนจะมีความเฉพาะที่บ่งชี้ว่า ถ้าคุณเป็นเบาหวานจะทำยังไง ถ้าเด็กติดหวานจะทำยังไงให้เขากินขนมหวานอย่างมีความสุข แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขาเปลี่ยนรสชาติไปได้ด้วย ความเฉพาะของโจทย์ในแต่ละตอนทำให้รู้สึกว่าทุกคนสามารถ enjoy eating ได้ ความสุขเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เกิดขึ้นได้ในทุก ๆ มื้อ และทำให้เราคิดออกด้วยว่าทำอะไรดี เพราะเวลาคนเห็น 2:1:1 ก็จะนึกถึงแต่สลัดผัก ซึ่งไม่จำเป็นเลย เรามีอาหารทุกมื้อ อาหารเช้า อาหารกลางวัน ขนมหวาน ของหวาน มีความหลากหลายสลับกันไป”
ร่วมลุ้นไปกับการแข่งขันที่ทั้งสนุก ได้สาระ และอาจเปลี่ยนมุมมองการกินของคุณไปตลอดกาล ในรายการ “รสแลกเงิน” ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 18.00 น. เริ่มวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมนี้ ทางช่อง 7HD กด 35 และรับชมย้อนหลังได้ทางเน็ตฟลิกซ์
บรรยากาศภายในห้องส่ง





