วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร

เมื่อหลักการ “ปรุงจืด” ลดหวาน มัน เค็ม กลายมาเป็นโจทย์สุดหินของเหล่าเชฟในรายการแข่งขันทำอาหาร "รสแลกเงิน" ทางช่อง 7 HD ผลลัพธ์คือ เมนูสุขภาพที่ทำตามได้จริงและอร่อย

“โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นโรคที่องค์การอนามัยโลก (WHO) พูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ ที่สำคัญมันเกี่ยวข้องกับเรามากที่สุดในเรื่องของการกิน สสส. ทำเรื่องของการกินมาเยอะ แต่จุดที่ยากก็คือ เวลาที่คนเห็นภาพโฆษณาจะเห็นแค่ภาพเดียว เราจะนึกไม่ออกว่าเวลาที่จะแปลงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อย่าง 2:1:1 ให้ดูน่าทานเป็นอย่างไร จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราตั้งใจว่า รายการนี้จะทำให้คนรู้สึกว่าเรื่องใกล้ตัวสามารถประยุกต์แล้วทำได้จริง คนจะนึกไม่ออกว่าทานผักเยอะๆ ลดการปรุง ลดทานหวาน มัน เค็ม ลดโซเดียมจะเป็นยังไง ความน่าสนใจอีกอย่างของรายการคือ เรามีนักประกอบอาหารที่จะมาให้ความรู้ พูดถึงเมนูหรือวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ทำให้คนลด NCDs ได้เลย”

สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงรายการ “รสแลกเงิน” ที่ สสส. ร่วมกับช่อง 7HD และบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผลิตขึ้นเพื่อส่งต่อแนวคิดการเลือกรับประทานอาหารที่อร่อย คุ้มค่า และดีต่อสุขภาพ ผ่านการแข่งขันที่ทั้งสนุก เข้มข้น และเต็มไปด้วยสาระด้านโภชนาการ

‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร

“รสแลกเงิน” เป็นรายการแข่งขันทำอาหารรูปแบบใหม่ที่รวมสุดยอดนักปรุงจากหลากหลายเวทีมาประชันฝีมือภายใต้โจทย์ที่แปลกและแตกต่างจากรายการทำอาหารส่วนใหญ่ นั่นคือ ต้องลดการปรุงให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ลดความอร่อย พร้อมคำนึงถึงหลักโภชนาการที่ดี เพื่อแลกกับเงินรางวัล ท่ามกลางกติกาและเกมการแข่งขันที่ชวนลุ้นทุกตอน

 

หมายเหตุ : โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) คือโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ และมีความเครียดสะสม ซึ่งจะค่อย ๆ สะสมและแสดงอาการในระยะยาว

ส่วน 2:1:1 คือหลักการกำหนดปริมาณอาหารที่เหมาะสมตามคำแนะนำของ สสส. โดยการแบ่งสัดส่วนของจาน (เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 9 นิ้ว) ออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน และแบ่งประเภทอาหารเป็น ผัก 2 ส่วน หรือครึ่งหนึ่งของจาน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน

กิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อดังฉายา “เจ้าพ่อเรียลลิตี้โชว์” ของเมืองไทย กล่าวถึงรายการ “รสแลกเงิน” ว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะปกติในรายการวาไรตี้แข่งขันทำอาหาร เราจะได้ยินกรรมการบอกว่าใส่เกลือน้อยไปบ้าง หรือปรุงน้อยไม่มีรสชาติบ้าง ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับโจทย์ของรายการ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้ผลิตต้องคิดว่าจะสร้างสรรค์รายการออกมาอย่างไรให้ตรงโจทย์ แต่ดูสนุก และได้ความรู้ไปด้วย

‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร

โดยรายการ “รสแลกเงิน” มีกติกาว่าเชฟผู้เข้าแข่งขันจะได้เงินตั้งต้นคนละ 50,000 บาท ถ้าไม่นำไปซื้อเครื่องปรุงเลยก็จะได้เงินห้าหมื่นกลับบ้านไปทั้งหมด ผู้เข้าแข่งขันต้องพยายามไม่ซื้อ หรือซื้อให้น้อยที่สุด แต่ทว่าต้องทำอาหารให้ออกมาอร่อยให้ได้ด้วยเครื่องปรุงที่น้อยนั้น ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาจะต้องทำก็คือใช้ศักยภาพความเป็นเชฟดึงรสชาติจากวัตถุดิบออกมาแทนการใช้เครื่องปรุงให้ได้มากที่สุด

“มันถูกขับเคลื่อนจากความงกของเชฟ เพราะเชฟไม่อยากเสียเงินซื้อเครื่องปรุง มันเลยออกมาเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพแต่ยังคงทานได้อร่อย ผมเชื่อว่าคนดูทางบ้านจะได้ประโยชน์ อย่างเช่น เหตุผลที่เราขายเกลือแค่ ¼ ช้อนชาในราคาแพงถึง 15,000 บาท คนดูก็จะเข้าใจว่าปกติแล้วต่อหนึ่งมื้อ เกลือ น้ำตาลควรกินไม่เกินเท่าไร รวมถึงเครื่องปรุงตัวอื่น ๆ ด้วย”

กิติกร เพ็ญโรจน์ กล่าว พร้อมยืนยันว่า ถึงแม้จะลดปรุง ลดวัตถุดิบ แต่ความสนุกตื่นเต้นเร้าใจยังครบรสเหมือนเดิม เพราะ “รสแลกเงิน” เป็นการแข่งขันรูปแบบวาไรตี้ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีความอยากชนะอยู่ในตัว และต้องการเงินรางวัลกลับบ้าน เพราะฉะนั้น พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้อาหารของเขาออกมาแล้วชนะ เพราะคนที่แพ้กลับบ้านมือเปล่า

“ทำไมเราขายเกลือ น้ำตาลนิดเดียวหมื่นกว่าบาท ตรงนี้มีที่มา การปรุงเยอะเท่ากับว่าในอนาคตเราอาจจะเกิดโรค เช่น NCDs หรือโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย ซึ่งเงินเหล่านั้นต้องนำไปใช้ในการรักษาตัวอยู่ดี แต่ถ้าเกิดคุณปรุงน้อย คุณก็จะไม่เสียเงินเหล่านั้นไปในอนาคต อันนี้คือที่มาที่ไปของคำว่า “รสแลกเงิน” ครับ”

 โจทย์อ้างอิงโรคที่คนไทยเป็นเยอะ

เมนูที่เชฟต้องแข่งกันทำในรายการ “รสแลกเงิน” ไม่ได้เป็นเมนูปกติทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีเมนูสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หรือเด็กที่กินอาหารยากอยู่ด้วย เช่น โจทย์การทำขนมหวานให้คนเป็นโรคเบาหวาน

กิติกรกล่าวว่า หลัก ๆ แล้วโจทย์จะมาจากทาง สสส. ที่มีข้อมูลอยู่แล้วว่าคนไทยเป็นโรคต่าง ๆ มากน้อยอย่างไร ทางผู้ผลิตอย่างเขาจะนำไปคิดว่าจะนำเสนอรายการออกมาอย่างไรให้คนเข้าใจ โดยที่ยังดูสนุกในรูปแบบของรายการวาไรตี้เหมือนเดิม

ขณะที่สุพัฒนุช ตัวแทนจาก สสส. ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการรายการ “รสแลกเงิน” เสริมว่าจะมีช่วงเปิดหัวรายการเพื่อบอกโจทย์ในแต่ละวันที่ผู้ชมจะได้รับความรู้ว่า แต่ละโรค เช่น เบาหวาน มีความสำคัญกับคนไทยอย่างไร คนไทยเป็นมากน้อยขนาดไหน เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนเท่าไร อันนำไปสู่ความเข้าใจว่า การไม่ปรุงจะยิ่งทำให้เรามีสุขภาพดี และช่วยลดเงินในอนาคตที่เราต้องไปเสียค่ารักษาพยาบาล

‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร

“ถ้าดูรายการจะเห็นว่าโจทย์แต่ละตอนจะมีความเฉพาะที่บ่งชี้ว่า ถ้าคุณเป็นเบาหวานจะทำยังไง ถ้าเด็กติดหวานจะทำยังไงให้เขากินขนมหวานอย่างมีความสุข แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขาเปลี่ยนรสชาติไปได้ด้วย ความเฉพาะของโจทย์ในแต่ละตอนทำให้รู้สึกว่าทุกคนสามารถ enjoy eating ได้ ความสุขเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เกิดขึ้นได้ในทุก ๆ มื้อ และทำให้เราคิดออกด้วยว่าทำอะไรดี เพราะเวลาคนเห็น 2:1:1 ก็จะนึกถึงแต่สลัดผัก ซึ่งไม่จำเป็นเลย เรามีอาหารทุกมื้อ อาหารเช้า อาหารกลางวัน ขนมหวาน ของหวาน มีความหลากหลายสลับกันไป”

 

ร่วมลุ้นไปกับการแข่งขันที่ทั้งสนุก ได้สาระ และอาจเปลี่ยนมุมมองการกินของคุณไปตลอดกาล ในรายการ “รสแลกเงิน” ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 18.00 น. เริ่มวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมนี้ ทางช่อง 7HD กด 35 และรับชมย้อนหลังได้ทางเน็ตฟลิกซ์

‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร

บรรยากาศภายในห้องส่ง

‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร ‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร ‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร ‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร ‘รสแลกเงิน’ เมื่อกระแส Wellness รุกเข้าสู่รายการแข่งทำอาหาร เมนูเพื่อสุขภาพจากทางรายการที่อร่อยจริง