วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ILLIT’ สะท้อนเทรนด์ แค่คิดดี ชีวิตก็จะดี ผ่านเพลง ‘Lucky Girl Syndrome’

‘ILLIT’ สะท้อนเทรนด์ แค่คิดดี ชีวิตก็จะดี ผ่านเพลง ‘Lucky Girl Syndrome’

25 มี.ค. 2567 “ILLIT” (ไอลิท) เกิร์ลกรุ๊ปวงแรกภายใต้สังกัด “BELIFT LAB” ได้เดบิวต์ด้วยมินิอัลบั้มแรก “SUPER REAL ME” สำหรับสมาชิกของ “ILLIT” มีทั้งสิ้น 5 คน ประกอบไปด้วย ยุนอา (Yunah) มินจู (Minju) โมกะ (Moka) วอนฮี (Wonhee) และ อิโรฮะ (Iroha) ซึ่งเป็นผู้ชนะจากรายการ “RU Next?” รายการเซอร์ไววัลหาศิลปินหน้าใหม่ โดยชื่อวงมาจากการผสมผสานคำว่า “I’ll” (ฉันจะ) และ “It” (มัน) มีความหมายว่า พวกเธอมีศักยภาพที่จะเป็นอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ทั้งนี้ ILLIT นับเป็นเกิร์ลกรุ๊ปวงที่ 3 ของเครือ “HYBE Corporation

 

“ILLIT” ความเป็นธรรมชาติของหญิงสาว

ILLIT แตกต่างจากเกิร์ลกรุ๊ปอื่น ๆ ตรงที่พวกเธอมาในคอนเซ็ปต์ที่แสดงความจริงใจ แท้จริง (authenticity) และ ความเป็นธรรมชาติ (naturalness) โดยมินจูได้กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวของพวกเธอว่า “เราจะแสดงตัวตนที่แท้จริงของเราทั้งบนเวทีและหลังเวทีต่อไป” 

ขณะที่ยุนอากล่าวเสริมว่า “เรามุ่งมั่นที่ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสกับความมั่นใจ ความแปลกใหม่ และมีชีวิตชีวาของพวกเรา และปล่อยผลงานเพลงที่หลากหลาย”

ในอัลบั้มเดบิวต์ของพวกเธอมีด้วยกันทั้งหมด 4 เพลง ได้แก่ “My World” เพลงป๊อปฟังสบาย ตามมาด้วย “Magnetic” เพลงฮิตติดหู “Midnight Fiction” เพลงฟังง่ายชวนโยก และ “Lucky Girl Syndrome” เพลงสดใสน่ารัก ซึ่งในอัลบั้มนี้ได้ บังชีฮยอก ผู้ก่อตั้ง HYBE มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานเพลงให้ด้วย และยังมีโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ของค่ายมาร่วมทำเพลงเพื่อนำเสนอภาพของเด็กสาววัยรุ่นที่กำลังมีความรักได้อย่างลงตัว

“ILLIT” (ไอลิท)

ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส แนวเพลงที่ฟังง่ายและติดหู จึงทำให้เพลง “Magnetic” ซิงเกิลหลักของพวกเธอสามารถไต่ชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว และสามารถขึ้นอันดับ 1 ชาร์ตเพลงเกาหลีแบบเรียลไทม์ของทุกชาร์ต หรือที่เรียกว่า RAK (Real-Time All-Kill) ได้สำเร็จ อีกทั้งเพลงนี้ยังทำให้พวกเธอชนะถ้วยรางวัลรายการเพลง หลังจากเดบิวต์ได้เพียง 8 วันเท่านั้น นับเป็นศิลปินเจน 5 ที่คว้าถ้วยได้เร็วที่สุด และทำยอดขายอัลบั้มไปมากกว่า 420,000 ชุดแล้ว

นี่จึงเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของพวกเธอ ตามที่วอนฮีได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า อยากชนะรายการเพลงด้วยเพลง Magnetic “เพลงนี้เป็นเพลงเดบิวต์ของพวกเรา ฉันคงมีความสุขมากหากเราทำสำเร็จ” เป้าหมายต่อไปของพวกเธอคืออยากไปพบปะแฟนเพลงในต่างประเทศ และได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ซึ่งดูแล้วไม่ไกลเกินเอื้อม

 

 

“Lucky Girl Syndrome” แค่คิดดีก็จะมีแต่โชคดี

นอกจากเพลง Magnetic ที่ฮิตติดลมบนไปแล้ว อีกหนึ่งเพลงที่น่าจับตามอง คือเพลง “Lucky Girl Syndrome” เพลงน่ารักที่หยิบเอาแนวคิด Lucky Girl Syndrome ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นชาวเจน Z ที่ว่า การมีทัศนคติที่ดีในชีวิตจะทำให้ในการใช้ชีวิตในแต่ละวันมีแต่เรื่องราวดี ๆ และสมหวัง นับเป็นการส่งเสริมการมองโลกในแง่ดีและเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

เหล่าวัยรุ่นต่างพากันแชร์สิ่งดี ๆ ที่เกิดเกิดขึ้น ผ่าน #LuckyGirlSyndrome บน TikTok จนมียอดเข้าชมมากกว่า 2,000 ล้านครั้ง จุดเริ่มต้นของกระแสดังกล่าวมาจากลอรา กาเลบ ครีเอเตอร์วัย 23 ปี ที่โพสต์เรื่องราวอัศจรรย์ในชีวิตของเธอ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

“ฉันพูดอยู่เสมอว่าสิ่งดี ๆ มักจะเกิดขึ้นกับฉันโดยไม่คาดคิดเสมอ แค่พยายามทำเข้าข้างตัวเองให้มากที่สุดและเชื่อว่าสิ่งที่คุณต้องการจะมาหาคุณ” กาเลบกล่าวในคลิประหว่างแต่งหน้า

สำหรับคนรุ่นเจน Z นี่ถือเป็นคำแนะนำที่เรียบง่ายที่สุดในการดำเนินชีวิต แต่ความจริงแล้ว แนวคิด Lucky Girl Syndrome ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “กฎแห่งการดึงดูด” (law of attraction) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมาตั้งแต่ยุค 1800 โดยเชื่อว่าจิตของเรามีพลังมากพอที่จะดึงดูดสิ่งต่าง ๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งถ้าเราคิดแต่เรื่องดี ๆ ชีวิตก็จะพานพบแต่สิ่งที่ดี และประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการ

อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ถูกหักล้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม แต่ว่าจะมีคำอธิบายอยู่บ้างว่าทำไมคนถึงยังเชื่อในทฤษฎีนี้ และยังกลับมาเป็นที่พูดถึงในชื่อใหม่ ๆ เสมอ

การฝึกมองโลกในแง่ดีช่วยให้เพิ่มภูมิคุ้มกันในจิตใจและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการสร้างเป้าหมายและคอยย้ำเตือนอยู่เสมอเพื่อปลุกความสงบหรือความมั่นใจ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ขณะที่ “การพูดคุยกับตัวเอง” (self-talk) จะช่วยให้เข้าใจตนเองมากขึ้น และจะช่วยให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้

บางคนเชื่อว่าการเปลี่ยนความคิดช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ เพราะมันสอดคล้องกับประสบการณ์เชิงบวกที่พวกเขาสังเกตเห็นในแต่ละวัน คริสโตเฟอร์ ชาบริส นักประชานศาสตร์ กล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากอคติทางจิตวิทยา ที่เรียกว่า “สหสัมพันธ์ลวง” (illusory correlation) ซึ่งเรามักจะเชื่อมเหตุการณ์หรือสถานการณ์สองอย่างเข้าด้วยกัน คิดว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น ดังนั้นการที่เราย้ำเตือนตัวเองบ่อย ๆ หรือภาวนาให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น แล้วมันเกิดขึ้นจริง จึงถือว่าเป็นสหสัมพันธ์ลวงด้วยเช่นกัน

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น แนวคิด Lucky Girl Syndrome ยังคงมีประโยชน์ในบางสถานการณ์ และเป็น “แสงนำทางแห่งชีวิต” ได้ในระยะสั้น ๆ โดยมาร์ก แมนสัน นักเขียนหนังสือแนวพัฒนาตนเอง กล่าวว่า “ในวันนี้การคิดแบบนี้อาจจะช่วยคุณรู้สึกดี แต่ในระยะยาว ผมว่ามันไม่ช่วยใครเลย เพราะว่ามันคือกฎแห่งการดึงดูดเวอร์ชันหวาน ๆ ต้องระวังให้ดี เพราะมันมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการใช้มันเป็นตัวช่วยให้เราสบายใจ หรือจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง เป็นการค้นพบความลับแห่งจักรวาล”

 

อย่ามัวแต่ฝันกลางวัน ต้องลงมือทำด้วย

แรงบันดาลใจและฝันกลางวันของผู้คนสะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการจากชีวิต กาเบรียล เอิททิงเกน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าวว่า การฝันถึงเป้าหมายและอนาคตสามารถสร้างแรงกระตุ้น และทำให้เราพึงพอใจได้แค่ชั่วขณะหนึ่ง แต่จินตนาการเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายในท้ายที่สุด

ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาชาย 83 คนในเยอรมนีถูกขอให้ทำนายความเป็นไปได้ที่จะได้งานในสาขาวิชาที่ตนเรียน และดูว่าพวกเขาจะฝันกลางวันถึงเกี่ยวกับงานที่พวกเขาต้องการหรือไม่  เอิททิงเกนพบว่านักเรียนชอบเพ้อฝันจะส่งใบสมัครงานน้อยลง ทำได้รับการเสนองานน้อยลง และมีรายได้น้อยกว่านักเรียนคนอื่น ๆ ในสองปีต่อมา

“จินตนาการเชิงบวกและฝันกลางวันเป็นเรื่องปกติสำหรับการปิดบังอารมณ์ปัจจุบันของเรา แต่มันจะเป็นปัญหา หากเราคาดหวังว่าเราจะสมหวังโดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย และในขณะเดียวกันวิธีคิดแบบนี้จะคอยกัดกินเรา และทำให้โอกาสในการทำให้ฝันเป็นจริงน้อยลงไปทุกที” 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้ห้ามไม่ให้ใช้แนวคิด Lucky Girl Syndrome ทุกคนสามารถสร้างเป้าหมาย มีความหวัง หรือแม้พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องลงมือทำด้วย อย่ารอหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าทุกอย่างสำเร็จได้เพียงเพราะเราตั้งจิตอธิษฐาน หรือแค่เปลี่ยนวิธีคิด


ที่มา: Korea Joongang DailyKorea TimesThe ConversationVoxWashington Post

“ILLIT” (ไอลิท)