เมื่อปีพ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินและเสด็จไปทอดพระเนตรชีวิตของชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่ ‘บ้านดอยปุย’ จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จึงทรงทราบว่าชาวเขาปลูก ‘ฝิ่น’ แต่ยากจน
ทรงมีรับสั่งถามว่า ‘นอกจากปลูกฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชชนิดอื่นอีกหรือเปล่า’
ทำให้ทรงทราบว่า นอกจากฝิ่น ชาวเขายังเก็บ ‘ท้อ’ ผลไม้พื้นเมืองขาย แม้ว่าผลมีขนาดเล็ก แต่ก็ได้เงินเท่าๆ กัน และทรงทราบด้วยว่า บนดอยปุยยังมี ‘สถานีทดลองไม้ผลเขตหนาว’ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับต้นตอท้อพื้นเมืองได้
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อที่เหมาะสมสำหรับภูมิอากาศประเทศไทย เพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น พร้อมกับพระราชทานเงินจำนวน 200,000 บาท ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สำหรับจัดหาที่ดินเพื่อดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานีวิจัยดอยปุยซึ่งมีพื้นที่คับแคบ
ที่ดินที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดหาเพิ่มเติม ได้รับการเรียกกันลำลองเวลานั้นว่า “สวนสองแสน” เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งโครงการส่วนพระองค์ในนาม โครงการหลวง (Royal Project) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2512 นั้นเอง
โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดปัญหาการปลูกฝิ่น พัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรชาวเขาให้มีความอยู่ดี กินดี รวมทั้งฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบนพื้นที่สูงของประเทศไทยให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ ปลอดภัย และมีความมั่นคง
กาแฟอราบิก้า โครงการหลวง
ในปีพ.ศ.2515 หรือ 53 ปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักวิจัยศึกษาการปลูก กาแฟอราบิก้า (Arabica) ในพื้นที่โครงการหลวงซึ่งเป็นพื้นที่สูงอย่างจริงจัง
การศึกษาพบว่า ต้นกาแฟสามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงได้มีการศึกษาพันธุ์กาแฟอราบิก้าที่สามารถต้านทานโรคราสนิม รวมถึงการศึกษาด้านการปฏิบัติรักษาการปลูกกาแฟอราบิก้าด้านต่างๆ
พ.ศ.2517 จากการที่พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทไปตามเส้นทางอันลาดชันบนดอยอินทนนท์เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง เพื่อทอดพระเนตร ต้นกาแฟเพียงไม่กี่ต้น ของเกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง บ้านหนองหล่ม ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครั้งแรก
นับเป็นขวัญและกำลังใจต่องานวิจัยและพัฒนาการปลูกกาแฟอราบิก้าของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง และนำมาสู่ความสำคัญของกาแฟอราบิก้าในประเทศ
กาแฟอราบิก้าที่ราษฎรชาวเขาได้รับพระราชทานเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นมีความสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อพวกเขาเหล่านี้เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวต้องตรากตรำพระวรกายเพียงใด ส่งให้กาแฟอราบิก้าเป็นพืชสำคัญของเกษตรบนพื้นที่สูงในปัจจุบัน
คลิปวิดีทัศน์เรื่อง "จากกาแฟ 2-3 ต้น สู่ป่ากาแฟ สร้างเศรษฐกิจเพื่อการอนุรักษ์" ในเฟซบุ๊กโครงการหลวงบรรยายว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีรับสั่งว่า
"คุ้มที่ทรงเหนื่อย เพราะชาวบ้านต่างดีใจที่เสด็จไป ทำให้พวกเขาเชื่อว่ากาแฟนี้ดี ควรปลูก”
จากนั้น กาแฟอราบิก้า ได้แพร่หลายไปทั่วทุกดอย โดยมูลนิธิโครงการหลวงได้ดำเนินงานทั้งการวิจัย การพัฒนาพันธุ์ การพัฒนาเทคโนโลยีการปลูก การปลูกในระบบอนุรักษ์ การแปรรูป รวมไปถึงการจัดการจำหน่ายผลผลิตให้แก่เกษตรกร เป็นการดำเนินการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ผลจากการวิจัยและพัฒนาพันธุ์กาแฟอราบิก้าของโครงการหลวงซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2514 เป็นต้นมา ได้เกิดสายพันธุ์มากกว่า 36 สายพันธุ์
โครงการหลวงได้คัดเลือกสายพันธุ์คุณภาพเบื้องต้นไว้ 14 สายพันธุ์ โดยในปีพ.ศ.2564 ได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนรวม 6 สายพันธุ์ เป็นผลงานพัฒนาพันธุ์ของโครงการหลวง 4 สายพันธุ์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) อีก 2 สายพันธุ์
ปลูกต้นกาแฟในระบบอนุรักษ์
ปัจจุบัน กาแฟอราบิก้า ได้กลายเป็นพืชอันดับต้นๆ ที่เป็นที่นิยมแพร่หลายของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกในประเทศรวมทั้งสิ้นกว่า 105,600 ไร่
สำหรับพื้นที่ส่งเสริมของโครงการหลวงได้เน้นให้เกษตรกร ปลูกต้นกาแฟในระบบอนุรักษ์ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ เพื่อให้กาแฟเป็นพืชสร้างป่าและยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ที่ดีแก่ชุมชน
ข้อมูลปีพ.ศ.2564 โครงการหลวงมีพื้นที่ปลูกกาแฟอราบิก้ารวม 12,000 ไร่ เกษตรกรสมาชิก 2,300 ราย สามารถผลิต กาแฟกะลา (Parchment Coffee) ได้ปีละ 1,500 ตัน
นอกจากนี้โครงการหลวงยังส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเอง อีกทั้งพัฒนากระบวนการแปรรูปกาแฟที่ได้มาตรฐานตามนโยบายอาหารปลอดภัยของประเทศ
กาแฟแคปซูล จากแหล่งปลูกแม่ลาน้อย (คั่วเข้ม)
กาแฟคั่วเมล็ด กาแฟบด กาแฟแคปซูล
เมล็ดกาแฟคุณภาพที่ผ่านกระบวนการจัดการของโครงการหลวงได้ส่งไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านถ้วยกาแฟของแบรนด์ยอดนิยมต่างๆ และวางจำหน่ายภายใต้ ‘ตราโครงการหลวง’ อาทิ
- กาแฟแคปซูล จากแหล่งปลูกแม่ลาน้อย (คั่วเข้ม) กาแฟ Single Origin ปลูกโดยชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอของ ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย’ ซึ่งเป็นพื้นที่สูงและมีอุณหภูมิเย็นตลอดปี จึงเหมาะแก่การปลูกกาแฟคุณภาพ ดินภูเขามีธาตุอาหารในดินมาเป็นเวลานาน ทำให้กาแฟมีรสชาติที่ดี กาแฟแม่ลาน้อยคั่วเข้ม รสชาติมีความขมนิดๆ ปนเปรี้ยว หวาน ให้ความรู้สึกสดชื่น มีกลิ่นหอมคล้ายซ็อกโกแลต คาราเมล วานิลลาอ่อนๆ ดื่มแล้วรู้สึกหวานในปาก
- กาแฟคั่วเมล็ด ฮันนี่โพรเซส (Honey Processed Coffee Bean) คัดสรรกาแฟเฉพาะแหล่งผลิตจาก “แม่ปูนหลวง” อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ (Single-Origin Mae Poon Luang) นำเข้าสู่การพัฒนากาแฟชนิดพิเศษผ่านกระบวนการแปรรูปแบบกึ่งเปียกกึ่งแห้ง (Honey Process) เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟคุณภาพดี มีกลิ่นหอมอโรม่าและรสชาติของ ดอกไม้สีขาว (White Flower) ชาอู่หลง (Oolong Tea), น้ำผึ้ง (Honey) มีความหวาน (Sweet) และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแหล่ง (Single origin)
- นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ กาแฟดริป จากแหล่งปลูกแม่ลาน้อย (คั่วเข้ม), กาแฟคั่วเมล็ด (รสกลมกล่อม), กาแฟคั่วบด (รสเข้มข้น) ฯลฯ
ผลสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้นำมาสู่การขยายผลการส่งเสริมให้กาแฟอราบิก้าเป็นพืชหนึ่งในการสร้างรายได้ทดแทนฝิ่นและสร้างป่าในพื้นที่ ศูนย์พัฒนาการโครงการหลวงเลอตอ พื้นที่ดำเนินการแห่งล่าสุดของโครงการหลวง ตั้งขึ้นเมื่อช่วงปลายปีพ.ศ.2559 ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณรับพื้นที่บ้านเลอตอ จังหวัดตาก เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งแรกในรัชสมัย ตามพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ งานโครงการหลวงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยผลักดันความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
โครงการหลวงมุ่งสร้างชุมชนต้นแบบผู้ปลูกและผลิตกาแฟคุณภาพที่สามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าจากแหล่งปลูกเป็นกาแฟเฉพาะถิ่น พร้อมกับการส่งเสริมให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน นำมาซึ่งความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2568 วันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
- อ้างอิง/ภาพ : เว็บไซต์และเฟซบุ๊กมูลนิธิโครงการหลวง, เว็บไซต์สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)





