วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

‘Barbie' ควง 'Oppenheimer’ ทำเงินเปิดตัวสูงสุดของปี ต่อลมหายใจ 'โรงหนัง'

‘Barbie' ควง 'Oppenheimer’ ทำเงินเปิดตัวสูงสุดของปี ต่อลมหายใจ 'โรงหนัง'

“Barbie” (บาร์บี้) และ “Oppenheimer” (ออพเพนไฮเมอร์) ผนึกกำลังโกยรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก ขึ้นแท่นหนังทำเงินในสุดสัปดาห์เปิดตัวสูงสุด จนเกิดเทรนด์ “Barbenheimer” ปลุกกระแสดูหนังควบในวันเดียว ฟื้นธุรกิจโรงหนังหลังซบเซาต่อเนื่อง

การเข้าฉายของภาพยนตร์ 2 เรื่อง 2 รส ทั้ง “Barbie” ภาพยนตร์จิกกัดสังคมที่เคลือบไว้ด้วยความสดใส และ “Oppenheimer” ภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์ดรามาเข้มข้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้โรงภาพยนตร์กลับมาคึกคัก  จนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศในสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทำเงินสูงสุดในรอบปี

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศเกินความคาดหมาย “Barbie” (บาร์บี้) ทำรายได้ 22.3 ล้านดอลลาร์ในรอบพิเศษคืนวันพฤหัสบดี (Preview) ขณะที่ “Oppenheimer” (ออพเพนไฮเมอร์) ทำรายได้ไป 10.5 ล้านดอลลาร์ นี่เป็นครั้งแรกที่ภาพยนตร์สองเรื่องที่เข้าฉายในสัปดาห์เดียวกันทำรายได้มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ในการฉายรอบพิเศษ

เมื่อรวมรายได้ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว Barbie สามารถกวาดรายได้สัปดาห์เปิดตัวในสหรัฐไป 155 ล้านดอลลาร์ และเก็บรายได้จากการเข้าฉายนอกสหรัฐอีก 182 ล้านดอลลาร์ รวมทั่วโลก Barbie ทำรายได้ทั่วโลกไป 337 ล้านดอลลาร์ และได้รับคำชมอย่างล้นหลาม

ขณะที่ Oppenheimer ก็ไม่น้อยหน้า นอกจากจะได้คำวิจารณ์ระดับดีเยี่ยมแล้ว ยังทำรายได้ในสุดสัปดาห์ที่สหรัฐไป 80.5 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้นอกสหรัฐอยู่ที่ 93.5 ล้านดอลลาร์ รวมได้รายได้ทั่วโลกไป 174 ล้านดอลลาร์

  • “Barbenheimer” ปรากฏการณ์ดูหนังควบ

ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่อง และความแตกต่างกันสุดขั้ว ทำให้ผู้ชมจับมาสร้าง “มีม” เกี่ยวกับภาพยนตร์ทั้งคู่ เช่น เอาบาร์บี้ไปอยู่ในฉากหลังที่เป็นระเบิดปรมาณู หรือการแต่งกายไปดูหนังด้วยชุดครึ่งหนึ่งเป็นสีชมพู และอีกครึ่งเป็นสีดำสนิท จนเป็นที่พูดถึงไปทั่วอินเทอร์เน็ต กลายเป็นปรากฏการณ์ “Barbenheimer” (บาร์เบนไฮเมอร์) ซึ่งนำชื่อของภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องมารวมกัน โดยนักแสดงนำของเรื่องทั้ง 2 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น มาร์โก ร็อบบี เจ้าของบทบาร์บี้ และ คิลเลียน เมอร์ฟี ผู้รับบท เจ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ เองก็ร่วมสนับสนุนให้ผู้ชมดูหนัง 2 เรื่องภายในวันเดียวกันอีกด้วย 

แม้แต่ “ทอม ครูซ” พระเอกตลอดกาลของฮอลลีวู้ดก็ร่วมเทรนด์นี้ด้วยเช่นกัน ด้วยการไปชมภาพยนตร์ 2 เรื่องควบภายในวันเดียว (รวมถึง Indiana Jones ภาคล่าสุดด้วย) แม้ว่า Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ภาพยนตร์ที่เขาเล่นยังคงเข้าฉายอยู่ก็ตาม

‘Barbie' ควง 'Oppenheimer’ ทำเงินเปิดตัวสูงสุดของปี ต่อลมหายใจ 'โรงหนัง'

  • ความคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ

ถึง Barbenheimer กลายเป็นเทรนด์เพราะความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วของ “หน้าหนัง” ทั้ง 2 เรื่อง แต่แท้จริงแล้วภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องมีความคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มต้นจากผู้กำกับทั้งคู่เคยได้ชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน ภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องใช้นักแสดงจำนวนมาก และหลายคนล้วนเคยเข้าชิงหรือได้รับรางวัลทางการแสดงจากออสการ์มาแล้ว อีกทั้งนักวิจารณ์ต่างเห็นตรงกันว่า Barbie และ Oppenheimer จะเป็นตัวเต็งเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองเรื่องยังเล่าถึงเรื่องราวตามทฤษฎี “แอนโทรโปซีน” (Anthropocene) ทางสังคมศาสตร์พูดถึงยุคที่มนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมา สำหรับ Oppenheimer เป็นการเล่าอัตชีวประวัติของนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งระเบิดปรมาณู” แต่เขากลับใช้ชีวิตที่เหลือรณรงค์ให้คนทั่วโลกรู้ซึ้งถึงอันตรายและต่อต้านการใช้นิวเคลียร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์เป็นผู้ก่ออันตรายและผลกระทบให้แก่โลกใบนี้ตามทฤษฎีดังกล่าว 

ส่วน Barbie เล่าถึงของตัวละครบาร์บี้สุดฮิตขวัญใจของเด็กสาวทั่วโลก ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าที่สร้างความฝัน ความหวัง เชิดชูความเป็นผู้หญิง ในยุคที่โลกไม่ได้ตระหนักถึงความเท่าเทียม และอยู่ภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงจิกกัดโลกปิตาธิปไตยออกมาได้แสน ๆ คัน ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังอัดแน่นไปด้วยการล้อเลียนวัฒนธรรมร่วมสมัย แม้แต่ตัวนักแสดง บาร์บี้ และบริษัทผู้ให้กำเนิดบาร์บี้ก็ไม่รอด

 

  • ดูหนัง 2 เรื่องในวันเดียวแบบไม่ปวดหัว 

ปรากฏการณ์ “Barbenheimer” ไม่ได้เป็นแค่มีม แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย AMC Theatres เครือโรงภาพยนตร์ในสหรัฐเปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้มีผู้จองตั๋วดู Barbie และ Oppenheimer ในวันเดียวกันมากกว่า 40,000 ที่นั่ง มากกว่าสัปดาห์ที่แล้วถึงเท่าตัว และในโซเชียลมีเดียยังมีอีกหลายคนที่อยากดูหนังทั้งสองเรื่องภายในวันเดียว แต่ปัญหา คือ หนังทั้ง 2 เรื่องมีความยาวรวมกันเกือบ 6 ชั่วโมง (Barbie 114 นาที ส่วน Oppenheimer 180 นาที) นั่นหมายความว่าคุณจะต้องมีเวลาว่าท้ังวัน หากต้องการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกต่อไป ถึงขนาดสำนักข่าว CNN ต้องออกมาแนะนำวิธีดูหนัง 2 เรื่องที่ถูกต้อง

ก่อนอื่นควรจะต้องรู้ข้อมูลคร่าว ๆ ของหนังทั้ง 2 เรื่องก่อน เริ่มด้วย Barbie เป็นหนัง ตลก-ดรามา ของผู้กำกับหญิงแห่งยุค เกรตา เกอร์วิก (Greta Gerwig) นำแสดงโดย มาร์โก ร็อบบี และ ไรอัน กลอสลิง ที่เล่าเรื่องราวของตุ๊กตาบาร์บี้หลุดมาใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ โดยได้รับเรตติ้งผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีควรได้รับคำแนะนำ (PG-13) ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างที่หลายคนคิด

อ่านต่อ:
ส่องความปัง ‘Barbie’ ผลงาน ‘Greta Gerwig’ ผู้กำกับตัวแม่แห่งยุค
‘บาร์บี้’ ตุ๊กตาที่อยากให้เด็กผู้หญิงกล้าฝัน และโอบรับความหลากหลาย

 

ขณะที่ Oppenheimer เป็นงานกำกับเรื่องล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับชื่อดังของฮอลลีวู้ด โดยภาพยนตร์เล่าชีวประวัติของ เจ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสร้างระเบิดปรมาณูเพื่อยุติสงครามในโครงการแมนแฮตตันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รับบทโดย คิลเลียน เมอร์ฟี แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีความรุนแรง แต่ได้รับเรต R เนื่องจากมีฉากเปลือยและใช้ภาษาที่รุนแรง

สำหรับใครที่คิดจะดูทั้งสองเรื่องในวันเดียว CNN แนะนำว่า ควรชม Oppenheimer ก่อนเนื่องจากเนื้อหาของหนังค่อนข้างหนัก แล้วค่อยตบท้ายด้วย Barbie ซึ่งมีความสดใสมากกว่า (แม้ว่าจะแทรกประเด็นทางสังคมไว้มากก็ตาม) ที่สำคัญไม่ควรเลือกรอบฉายติดกัน ควรปล่อยให้สมองได้พักบ้าง เพราะหนังโนแลนไม่มีเรื่องไหนที่ไม่เครียด และจะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำ หาอะไรกินรองท้อง และปล่อยใจให้สนุกรับความบันเทิงไปกับบาร์บี้และผองเพื่อน

‘Barbie' ควง 'Oppenheimer’ ทำเงินเปิดตัวสูงสุดของปี ต่อลมหายใจ 'โรงหนัง'

 

  • ความหวังของวงการหนัง

ในปีนี้มีหนังบล็อกบัสเตอร์คว่ำคาตารางหนังทำเงินไปหลายเรื่อง สตูดิโอไม่อาจคาดหวังกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ได้อีกต่อไป ทั้ง Ant-Man and the Wasp: Quantumania, Shazam! Fury of the Gods, The Flash ต่างกอดคอกันขาดทุน ส่วนหนังฟอร์มยักษ์ก็เก็บเงินไม่ได้ตามเป้า ไม่ว่าจะเป็น The Little Mermaid, Transformers: Rise of  the Beasts, Indiana Jones and the Dial of Destiny และ Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ในปีนี้มีเพียง The Super Mario Bros. Movie เพียงเรื่องเดียวที่ทำรายได้เกินพันล้านดอลลาร์เท่านั้น

ขณะที่การประท้วงหยุดงานของนักแสดง คนเขียนบทและคนทำงานในวงการฮอลลีวู้ดนับแสนคนยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด ปรากฏการณ์ Barbenheimer จึงเป็นเหมือนความหวังของธุรกิจโรงภาพยนตร์ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะยังคงโตได้บ้างในสภาวะที่วงการบันเทิงไม่ปรกติและคนหันไปใช้บริการสตรีมมิงกันมากกว่าจะออกมาดูหนังโรง

นอกจากนี้ ทั้ง Barbie และ Oppenheimer ยังช่วยให้คนดูระลึกได้ว่าเราออกมาดูหนังกันทำไม ? ไม่เพียงแต่เป็นการไปเสพงานศิลปะ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงหลุดลอยเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการที่ทีมผู้ผลิตได้สร้างสรรค์ออกมาจากจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นการหาโอกาสไปใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับคนรัก กลุ่มเพื่อน เหมือนในครั้งวันวาน และยังได้ต่อลมหายใจให้แก่โรงภาพยนตร์อีกด้วย

 

ที่มา: BBCBuzzfeedCNNDeadlineEast Idaho NewsNBC NewsVanity FairVarietyWashington Post

‘Barbie' ควง 'Oppenheimer’ ทำเงินเปิดตัวสูงสุดของปี ต่อลมหายใจ 'โรงหนัง'