ความหมาย "วันนวมินทรมหาราช" เหตุใดตรงกับวันที่ 13 ต.ค.ของทุกปี น้อมรำลึกบทเรียนแห่งดิน น้ำ พระมหากรุณาธิคุณอันยั่งยืนของรัชกาลที่ 9
KEY POINTS
- วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี ได้รับการกำหนดให้เป็น "วันนวมินทรมหาราช" ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
- ชื่อ "นวมินทรมหาราช" มีความหมายว่า "วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่" เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
- ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ผ่านพระราชกรณียกิจและโครงการพัฒนาต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการน้ำและดิน
ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ ไม่มีแม้แต่วันเดียวที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) จะทรงทอดทิ้งประชาชน พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงชนชาวไทยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ย้อนกลับไปในปีพ.ศ.2489 หลังจาก ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ทรงตัดสินพระราชหฤทัยทรงงานในเรื่อง การพัฒนา ในทันที ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในต่างจังหวัดและทุกสภาพพื้น ไม่ว่าจะยากลำบากทุรกันดารอย่างไร พระองค์ก็เสด็จไปจนถึง
การเสด็จฯ ต่างจังหวัดทุกพื้นที่ ทำให้ทรงรับรู้ถึงปัญหาของเกษตรกรชนบทห่างไกล ก็คือ ความยากจนแร้นแค้น เนื่องจากประกอบอาชีพทางการเกษตรไม่สัมฤทธิ์ผล ขาดน้ำ ทรงเห็นด้วยสายพระเนตรของพระองค์เอง
บทที่ 1: “น้ำคือชีวิต” จากจุดเริ่มต้นสู่การบริหารจัดการ
เส้นทางการพัฒนาชนบทเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในพ.ศ.2495 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียง
เดือนพฤษภาคมปีนั้น เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร บ้านห้วยคต ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน รถยนต์พระที่นั่งดำเนินไปตามทางเกวียนที่มีสภาพขรุขระเป็นหลุมบ่อ กระทั่งติดหล่มบริเวณใกล้บ้านของนายรวย งามขำ ซึ่งได้เข้ามาช่วยตำรวจ ทหารและข้าราชการที่ติดตามเสด็จฯ ยกรถยนต์พระที่นั่งจนพ้นจากหล่ม
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอบถามปัญหาต่างๆ กับนายรวย จึงทรงทราบว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ไม่มีถนน ทำให้ต้องเดินทางโดยการเดินเท้าหรือเกวียนเพื่อนำพืชผลไปขายที่ตลาดหัวหิน ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลานานเป็นวันหรือ 2 วัน หรือถ้าเช่าเหมารถจี๊ปก็มีค่าเช่าสูงถึงเที่ยวละ 500 บาท ไม่คุ้มค่ากับราคาพืชผลที่ขายได้ โดยเฉพาะหากเจ็บป่วยกะทันหันหรือถูกงูกัดก็ไม่สามารถมาถึงโรงพยาบาลได้ทันการณ์
จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้าง ถนน จากหัวหินไปบ้านห้วยคต ทรงใช้วิธีพระราชทานรถบูลโดเซอร์แก่ตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร ซึ่งมีภารกิจปฏิบัติงานอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าวที่ขณะนั้นมีปัญหาการปลูกพืชเสพติด ชนกลุ่มน้อยลักลอบเข้าเมือง การขนของผิดกฎหมาย ทำให้ตำรวจได้ช่วยเหลือและมีความใกล้ชิดกับประชาชน สร้างความไว้วางใจให้ประชาชนมีความมั่นใจในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ทางราชการ
โดยตำรวจที่ไปช่วยก่อสร้างถนนได้พักแรมอยู่กับบ้านของผู้ใหญ่บ้าน สอนหนังสือและกิจกรรมสันทนาการร่วมกันไปด้วยหลังเลิกงานตอนเย็น
การก่อสร้างถนนเข้าหมู่บ้านห้วยคต ซึ่งต่อมาพระราชทานชื่อ ห้วยมงคล ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นเวลาหลายปีจึงแล้วเสร็จ และได้รับการปรับปรุงมาโดยตลอด ปัจจุบันสามารถเดินทางจากหัวหินไปห้วยมงคลได้ในเวลาเพียง 20 นาที
ต่อมาทรงทราบปัญหาความยากลำบากของราษฎร บ้านเขาเต่า ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้ชายทะเลที่ ขาดแคลนน้ำจืดบริโภค ราษฎรต้องไปหาน้ำจากภูเขาทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เป็นระยะทางไกลและขนน้ำมาได้ครั้งละน้อยๆ
ประกอบกับราษฎรได้รวมกลุ่มกันน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน ประมาณ 300 ไร่ บริเวณน้ำทะเลท่วมถึง ที่เรียกว่า “ทุ่งตะกาด” เป็นดินเค็ม ไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้
จึงทรงมีพระราชดำริให้ ‘กรมชลประทาน’ พิจารณาสร้าง อ่างเก็บน้ำเขาเต่า และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 60,000 บาท ใช้เป็นงบประมาณดำเนินการในระยะแรกและเสด็จฯ ไปทรงเจิมเสาเข็มเอก เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2506 นับเป็น โครงการด้านชลประทานโครงการแรก เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้แก่ราษฎร
ด้วยพระราชดำริสำคัญที่ว่า “น้ำคือชีวิต” พระองค์จึงทรงงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างจริงจัง พระราชทานแนวพระราชดำริในการบริหารจัดการน้ำครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของราษฎร
บทที่ 2: นวัตกรรมแห่งพระสติปัญญา และการคืนชีวิตให้แผ่นดิน
เพื่อต่อสู้กับความแห้งแล้ง พระองค์ทรงริเริ่มและบุกเบิก โครงการฝนหลวง เพื่อดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนในภูมิภาคเขตร้อน ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย ‘องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก’ ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย เครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีดังกล่าว
นอกจากนี้ ในด้านการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ ทรงประดิษฐ์ กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศเพื่อบำบัดน้ำเสียในชุมชนเมือง นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องที่ 9 ของโลกที่ได้รับการจดสิทธิบัตร และทำให้พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตร
นอกจากนี้ ่คณะกรรมการนานาชาติและกรรมการประจำชาติยังทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล เหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร สำหรับการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” อาทิ
- ถ้วยรางวัล MINISTER J. CHABERT ผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น โดย Minister of Economy of BrusselsCapital Region (รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคบรัสเซลส์)
- ถ้วยรางวัล Grand Prix International ผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น โดย International Council of the World Organization of Periodical Press (สภานานาชาติขององค์การสิ่งพิมพ์โลก)
- เหรียญรางวัล Prix OMPI Femme Inventeur Brussels EUREKA 2000 พร้อมประกาศนียบัตรเป็นรางวัลด้านสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นระดับโลก โดย World Organization of Intellectual Property (องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก)
ประชาชนอาจคุ้นตากับ กังหันน้ำชัยพัฒนา รูปทรง 12 เหลี่ยม ความจริงแล้วพระองค์ทรงศึกษาและสร้างเครื่องต้นแบบไว้ 9 ต้นแบบ คือ RX-1 ถึง RX-9 (RX ย่อมาจาก Royal Experiment) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำของราษฏรและของชุมชนในแต่ละลักษณะเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ในด้าน ทรัพยากรดิน โครงการพัฒนาดินในถิ่นทุรกันดารทุกพื้นที่ของประเทศช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การที่ ‘สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ’ หรือ International Union of Soil Sciences : IUSS ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist) เป็นพระองค์แรกของโลกเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2555
ต่อมา ‘องค์การสหประชาชาติ’ ขอพระราชทานประกาศให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี (วันคล้ายวันเสด็จพระบรมราชสมภพ) เป็น วันดินโลก ตั้งแต่พ.ศ.2557 เป็นต้นมา
พร้อมกันนี้ พระองค์ยังได้พระราชทาน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ แนวพระราชดำริการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นหลักปฏิบัติในการพึ่งพาตนเอง สร้างความมั่นคงแก่ครอบครัวและสังคมอย่างยั่งยืน
ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์
บทที่ 3: พระเกียรติคุณก้องโลก: King of Kings
พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าส่งผลให้ทรงได้รับการขนานพระนามจากชาวโลกเป็น “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ (Human Development Lifetime Achievement Award) ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศที่ริเริ่มขึ้นใหม่โดย ‘สหประชาชาติ’ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเป็นกรณีพิเศษในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปีพ.ศ.2549
ความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยและพระเกียรติยศปรากฏเด่นชัดในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549 พสกนิกรชาวไทยต่างพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง (สีประจำวันเสด็จพระราชสมภพ) เดินทางมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททุกตารางนิ้วของบริเวณลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมส่งเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้อง กลายเป็นภาพที่เผยแพร่ไปทั่วโลก
ขณะที่พระประมุขและพระราชวงศ์จากทั่วโลก 25 ประเทศ เสด็จพระราชดำเนินมาร่วมงานและถวายพระพรในวโรกาสนี้ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีที่เสด็จฯ มาด้วยพระองค์เองเป็นจำนวน 13 ประเทศ
สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลามมีพระราชดำรัสในนามพระราชวงศ์ทั้งหมด ถวายพระพรว่า
“ทรงเป็นมิตรที่รักและพึงเคารพอย่างที่สุด ทั้งยังทรงเป็นพลังบันดาลใจให้แก่เหล่าพระประมุขด้วยกัน ท่ามกลางเสียงถวายราชสดุดีจากทั่วโลกที่ยกย่องพระองค์เป็น King of Kings”
วันนวมินทรมหาราช และความทรงจำอันเป็นนิรันดร์
วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 กลายเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยโศกเศร้าที่สุดเมื่อ ‘สำนักพระราชวัง’ ประกาศการ เสด็จสวรรคตของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ และร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560 ณ มณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง อย่างสมพระเกียรติสูงสุด
เนื่องในโอกาสเสด็จสวรรคตครบ 7 ปี (สัตตมวรรษ) ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2566 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อวันดังกล่าวว่า วันนวมินทรมหาราช มีความหมายว่า "วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่" และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2566 กำหนดให้ วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันนวมินทรมหาราช”
เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดินอันล้นพ้นหาที่สุดไม่ได้ตราบกาลนาน
- อ้างอิง - ภาพ : มูลนิธิชัยพัฒนา, สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมประชาสัมพันธ์, เว็บไซต์พอเพียง, สำนักงาน กปร.




