วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

การบินไทย พาตามรอย แมววิเชียรมาศ สู่ทำเนียบขาว - ราชสำนักยุโรป

เปิดบันทึกประวัติศาสตร์นักการทูตสี่ขา ‘แมววิเชียรมาศ’ จากสมุดสมุดข่อยโบราณสู่ ‘น้องเว’ มาสคอตการบินไทย ซอฟต์พาวเวอร์สี่ขาพาท่องทั่วโลก

KEY POINTS

  • แมววิเชียรมาศมีสถานะเป็น "แมวแก้ว" สัตว์มงคลชั้นสูงในราชสำนักสยาม และมีบทบาทในพระราชพิธีสำคัญมาแต่โบราณ
  • ทำหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรี บันทึกระบุว่าได้รับการส่งไปถึงทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1877
  • ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชทานแมววิเชียรมาศแก่กงสุลอังกฤษและราชวงศ์รัสเซีย ทำให้แมวไทยเป็นที่รู้จักและโด่งดังในราชสำนักยุโรป
  • ปีนี้ "การบินไทย" นำแมววิเชียรมาศมาเป็นหนึ่งในสมาชิกของ "THAI Sky Explorers Club" ซึ่งเป็นกลุ่มมาสคอต 5 คาแรคเตอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารกับผู้โดยสารรุ่นเยาว์

หากจะกล่าวถึงอัญมณีมีชีวิตที่สืบทอดตำนานคู่แผ่นดินสยามมาอย่างยาวนาน คงไม่มีสิ่งใดงดงามและเปี่ยมมนต์ขลังไปกว่า แมววิเชียรมาศ หรือที่บรรพชนไทยแต่โบราณขนานนามด้วยความยกย่องว่า “แมวแก้ว”

ในบริบทประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนับตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน บทบาทของ แมว ที่ปรากฏใน ‘ตำราแมวโบราณ’ สะท้อนว่าแมวเป็นสัตว์ชั้นสูงที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีและมีส่วนสำคัญใน 'พระราชพิธีบรมราชาภิเษก'

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงการใช้แมวเป็น 'ทูตวัฒนธรรม' เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมาอย่างยาวนาน

ปัจจุบัน การบินไทย นำเรื่องราว ‘แมววิเชียรมาศ’ จากสมุดข่อยโบราณสมัยอยุธยามาสร้างเป็นมาสคอตชื่อ Wela หรือ วิฬาร์ (วิ-ลา) เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘น้องเว’ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สำหรับคนรุ่นใหม่

 

การบินไทย พาตามรอย แมววิเชียรมาศ สู่ทำเนียบขาว - ราชสำนักยุโรป

น้องเว หรือมาสคอตแมววิเชียรมาศ หนึ่งในทีม Junior Sky Explorer Club

 

น้องเว ความสง่างามและโชคดี

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ การบินไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2503 ในวาระครบรอบ 66 ปีในปีนี้ได้เปิดกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ด้วยการเปิดตัวกลุ่มมาสคอต (Mascot) Junior Sky Explorer Club จำนวน 5 คาแรคเตอร์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างแบรนด์ในกลุ่ม ‘นักเดินทางวัยจิ๋ว’

วิฬาร์ หรือ ‘น้องเว’ คือหนึ่งใน 5 คาแรคเตอร์ของ Junior Sky Explorer Club หรือทีมนักสำรวจรุ่นจิ๋วแห่งท้องฟ้า

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า แต่ละปีการบินไทยมีผู้โดยสารประมาณ 19 ล้านคน เป็นผู้โดยสารเด็กอายุ 2-12 ปี ประมาณ 300,000 คน ในกลุ่มนี้เป็นสมาชิก Royal Orchid Plus (ROP) ประมาณ 30,000 คน

“เรามองไกลว่าผู้โดยสารตัวน้อยที่เป็นเด็ก วันหนึ่งต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ถ้าพวกเขารักการบินไทยตั้งแต่เด็ก โอกาสที่เขาเมื่อโตขึ้นจะกลับมาเลือกบินกับการบินไทยก็สูงขึ้น การที่จะเข้าไปอยู่ในใจเด็กๆ ต้องมีตัวเชื่อม และตัวเชื่อมที่น่ารักที่สุดก็คือน้องมาสคอต ขณะเดียวกันหากเด็กๆ รักมาสคอต โอกาสที่พ่อแม่จะเลือกเดินทางด้วยการบินไทยก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย”

การบินไทย พาตามรอย แมววิเชียรมาศ สู่ทำเนียบขาว - ราชสำนักยุโรป กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์

กิตติพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาพบว่ามาสคอตที่จะอยู่ได้ยาวนานต้องเป็น ‘สัตว์’ การบินไทยจึงค้นคว้าสัตว์ที่เกี่ยวกับประเทศไทย ในที่สุดผ่านการลงความเห็นออกมาเป็นสัตว์ 5 ชนิด ได้รับการออกแบบเป็นคาแรคเตอร์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยและมีความเป็นสากลในนาม Junior Sky Explorer Club ที่พร้อมออกเดินทางค้นพบโลกกว้าง

  1. Panjaa : ปัญจา (เบญ) ไก่ชนจากพิษณุโลก ผู้นำผู้กล้าหาญ ฉลาดหลักแหลม พร้อมลุยทุกภารกิจ
  2. Iyara : ไอยรา (ไอซ์) ช้างไทยจากสุรินทร์ ผู้พิทักษ์อันอ่อนโยน คอยดูแลเพื่อนๆ เสมอ
  3. Wela : วิฬาร์ (เว) แมววิเชียรมาศจากพระนครศรีอยุธยา ตัวแทนความสง่างามและความโชคดี
  4. Thui : ทุย ควายน้ำทะเลน้อยจากพัทลุง แสนซื่อสัตย์ เป็นเสาหลักของทีม พูดน้อยแต่พร้อมช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างเพื่อนเสมอ
  5. Rika : ริก้า นกเอี้ยงสาริกาจากสงขลา อัจฉริยะตัวจิ๋วผู้เปี่ยมไหวพริบ ความคิดสร้างสรรค์และพลังการสื่อสาร

“การบินไทยอยากให้เด็กๆ มีแรงบันดาลใจเวลาเห็นน้องทั้ง 5 ตัว เหมือนเห็นเพื่อน เห็นตัวเอง เพราะแต่ละตัวมีบุคลิกลักษณะแตกต่างกัน คือการให้เด็กๆ เคารพความแตกต่าง มาสคอตทั้ง 5 ตัวไม่มีเพศ เราอยากให้เขารู้สึกถึงการไม่แบ่งแยก”

การบินไทย พาตามรอย แมววิเชียรมาศ สู่ทำเนียบขาว - ราชสำนักยุโรป การบินไทย จัดกิจกรรม “ตามรอยตำนานวิเชียรมาศกับบ้านฮอลันดา” ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมมาสคอตวิฬาร์ บริเวณหน้า “วัดนิเวศธรรมประวัติวราชวรวิหาร” พระอารามหลวงชั้นเอก รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2419 เพื่อเป็นสถานที่ทรงใช้บำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางปะอิน (ภาพ : การบินไทย)

การบินไทยและทัวร์เอื้องหลวง (Royal Orchid Holidays) ยังใช้ทีมมาสคอตสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้เสริม (Non-fuel revenue) เริ่มจาก การเดินทางตามรอยน้องเวที่อยุธยา เพื่อเรียนรู้เรื่องราวในอดีต

พร้อมนำเรื่องราวของน้องเวที่อยุธยามาเชื่อมโยงกับการเปิดเที่ยวบินไป อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) เนื่องจากในอดีตชาวดัตช์ (บริษัท Vereenigde Oost-Indische Compagnie - VOC) เคยเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาและได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณ หมู่บ้านวิลันดา (พ.ศ.2177-2310) ปัจจุบันคือ ‘บ้านฮอลันดา’ จุดท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ยังขยายขอบเขตไปยังเส้นทางบินต่างประเทศ เช่น การพา ‘น้องเว’ ไปพบเพื่อนแมวที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนรักแมว

 

รูปลักษณ์ - ลักษณะเด่นทางกายภาพ

แมววิเชียรมาศ มีลักษณะเด่นคือ ขนพื้นสีขาวนวลสะอาดตา และมี ดวงตาสีฟ้าใส (หรือสีเขียวเป็นประกาย) งดงามดั่งอัญมณี

เอกลักษณ์สำคัญที่สุดคือ จุดแต้มสีเข้มดุจน้ำหมึกตามร่างกาย เรียกกันว่า จุดแต้มมงคล ในตำราแมวทั่วไปมักระบุว่ามี 8 จุด ได้แก่ ปลายเท้าทั้งสี่, ปลายหูสองข้าง, ปลายหาง และบริเวณปาก

อย่างไรก็ดี ในตำราดั้งเดิมบางฉบับระบุว่ามีจุดแต้มทั้งหมด 9 จุด โดยจุดที่ 9 คือบริเวณอวัยวะเพศ

 

จากผู้พิทักษ์หอกลองอยุธยา สู่นักการทูตสี่ขา

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องราวของแมวในไทยมีหลักฐานการจดบันทึกย้อนไปได้เก่าแก่ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏอยู่ใน สมุดข่อยโบราณ แม้ว่าวัสดุที่ใช้บันทึกในสังคมไทยโบราณจะชำรุดเสียหายได้ง่ายจากความชื้นและกาลเวลา ทำให้เหลือรอดมาถึงปัจจุบันไม่เยอะนัก แต่บันทึกที่เหลืออยู่ก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยมีความหลงใหลและให้ความสำคัญกับแมวมาอย่างยาวนาน

“ตำราแมวหรือคัมภีร์แมว เป็นตำราที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับแมวประเภทต่างๆ วิธีการเลี้ยง รวมถึงการแบ่งประเภทระหว่างแมวดีที่จะนำโชคลาภมาให้-แมวให้คุณ กับแมวที่ไม่ดี -แมวให้โทษ ไว้อย่างชัดเจน ฉบับหลักๆ หลงเหลืออยู่อย่างน้อย 8 ฉบับ มีรูปแบบการบันทึกที่หลากหลาย ทั้งประเภทเขียนแต่งเป็นโคลงและเป็นฉันท์”

การบินไทย พาตามรอย แมววิเชียรมาศ สู่ทำเนียบขาว - ราชสำนักยุโรป คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์

คุณากรกล่าวเพิ่มเติมว่า ในบันทึก คำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรม แม้ไม่ใช่ตำราแมวโดยตรง แต่เอกสารประวัติศาสตร์ที่บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเมืองช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ฉบับนี้ ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เอกสารที่พูดถึงเรื่องราวของ แมว อย่างชัดเจนและสามารถระบุช่วงเวลาได้

ในอดีต แมว ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เพื่อนคลายเหงาประดับบ้าน แต่ได้รับการถักทอเข้ากับ ‘วิถีชีวิต’ และ ‘ความเชื่อ’ อย่างลึกซึ้ง ดังนี้

1.สถานะความเป็น ‘แมวแก้ว’ และ ‘แมวมงคล’ ชั้นสูง

คุณากรกล่าวว่า บรรพชนไทยแต่โบราณเรียกแมววิเชียรมาศว่า แมวแก้ว คำว่า ‘แก้ว’ ในวัฒนธรรมไทยสื่อถึงสิ่งที่มีค่า แวววาว และสูงส่ง เช่นเดียวกับช้างแก้วและม้าแก้วของกษัตริย์

แมววิเชียรมาศ จึงจัดเป็นสุดยอดแมวมงคลที่ให้คุณสูงสุด เชื่อกันว่าผู้ใดเลี้ยงไว้จะทำให้ร่ำรวย ปลอดภัยและเจริญรุ่งเรืองแก่ตัวเจ้าของและวงศ์ตระกูล เป็นสัตว์เลี้ยงสำคัญที่ผู้ปกครองและชนชั้นสูงต้องมีไว้ข้างกาย

2.สัญลักษณ์แห่งความมั่นคง

ใน พิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ซึ่งเป็นขั้นตอนการเสด็จเข้าประทับในพระบรมหาราชวังหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะต้องมีสัตว์และเครื่องประกอบต่างๆ ที่แสดงถึงความแข็งแกร่งและความทนทาน

ไก่ขาว และ แมวแก้ว (วิเชียรมาศ) คือสัตว์สองชนิดที่ได้รับการกำหนดให้ต้องนำเข้าไปในห้องบรรทมก่อนพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ทนทาน และความร่มเย็นเป็นสุข หากขาด ‘แมวแก้ว’ พิธีสำคัญนี้ก็มิอาจถือว่าสมบูรณ์ตามขัตติยราชประเพณี

แม้ว่าในยุคปัจจุบัน (รัชกาลที่ 10) จะมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ ตุ๊กตาแมววิเชียรมาศ เพื่อความเหมาะสมและตามหลักสิทธิสัตว์ แต่รากเหง้าทางวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับแมวในฐานะสัตว์ที่มีสถานะสูงส่งและเกี่ยวเนื่องกับจิตวิญญาณของผู้ปกครองมาอย่างยาวนาน

3.หน้าที่เชิงยุทธศาสตร์

คุณากรกล่าวว่า จากบันทึก คำให้การขุนหลวงหาวัดฯ พบว่าในสมัยอยุธยา แมว ได้รับการเชื่อมโยงเข้ากับ ระบบการสื่อสารมวลชน (Mass Communication) ของเมือง

บันทึกคำให้การฯ ระบุว่า กรุงศรีอยุธยามี หอกลอง ขนาด 3 ชั้น สูง 30 วา (ราว 60 เมตร ถือว่าสูงมากในยุคโบราณ) ยอดซุ้มทาสีแดง

  • ชั้นบนสุด แขวนกลองใบเล็ก เรียก กลองพระมหาฤกษ์ สำหรับตีแจ้งเหตุเมื่อมีข้าศึกศัตรูประชิดเมือง
  • ชั้นกลาง แขวนกลองขนาดกลาง เรียก กลองพระมหาระงับดับเพลิง สำหรับตีแจ้งเหตุอัคคีภัย โดยมีรหัสเสียงบอกพิกัด เช่น หากไฟไหม้นอกกำแพงเมืองจะตี 3 ที แต่หากไฟไหม้ภายในกำแพงเมืองจะตีรัวจนกว่าเพลิงจะดับ
  • ชั้นล่างสุด แขวนกลองขนาดใหญ่ที่สุด เรียก กลองพระทิวาราตรี สำหรับตีบอกเวลาตามประเพณีของกรุงศรีอยุธยา เช่น การตีบอกเวลาย่ำเที่ยง ย่ำค่ำ

สัตว์สำคัญประจำหอกลองคือ แมว หน้าที่ของแมวบนหอกลองไม่ใช่เพียงแค่สัตว์เลี้ยง แต่คือ ‘ผู้พิทักษ์’ ที่รักษา ‘หน้ากลอง’ ไม่ให้หนูกัดทำลาย ด้วยกลองเหล่านี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของเมืองดังกล่าวข้างต้น

ความสำคัญเชิงหน้าที่ของแมวทำให้เกิด ‘ระบบการจัดการทางสังคม’ มีการบันทึกถึงหน้าที่พนักงานกรมพระนครบาลที่ต้องเก็บเบี้ยจากร้านค้าเพื่อนำมาซื้อ ‘ปลาย่าง’ เลี้ยงแมวบนหอกลองโดยเฉพาะ

สมัยกรุงศรีอยุธยา หอกลองตั้งอยู่บริเวณสี่แยกใจกลางเมือง เพื่อให้กลองกระจายเสียงไปได้ไกลและครอบคลุมพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันไม่เหลือโครงสร้างเดิมให้เห็นแล้ว แต่คาดว่าตั้งอยู่บริเวณใกล้กับวัดเกตุและวังช้าง

การบินไทย พาตามรอย แมววิเชียรมาศ สู่ทำเนียบขาว - ราชสำนักยุโรป แมววิเชียรมาศ

4.ทูตสันถวไมตรี

เวลาผันผ่าน แมววิเชียรมาศ ทำหน้าที่ใหม่เป็น ทูตสันถวไมตรี สู่ระดับสากล คุณากรกล่าวว่า มีบันทึกสยามได้มอบแมวไทยเป็นของขวัญแก่ผู้นำต่างประเทศมาตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 หรือราวครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคที่เกิดกระแสความคลั่งไคล้การเลี้ยงแมวสายพันธุ์แท้เป็นเทรนด์ใหญ่ไปทั่วโลก ผู้นำสยามจึงได้นำแมววิเชียรมาศที่มีศักดิ์ศรีสูงสุดของไทยมาเป็นของกำนัล เพื่อแสดงให้เห็นว่าสยามมีอารยธรรมยาวนานและมีสัตว์สวยงามแปลกตา

กรณีแรกสุดในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกเรื่องการส่งมอบแมวไทยวิเชียรมาศให้แก่ผู้นำต่างชาติ คือ ภริยาประธานาธิบดีรัทเทอร์ฟอร์ดแห่งสหรัฐอเมริกา ในปีค.ศ.1877 ผู้รับมอบประทับใจและคลั่งไคล้ในความพิเศษของแมวนี้มาก ทำให้คำว่า cat ส่วนใหญ่จะหมายถึงแมววิเชียรมาศ

ต่อมา รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานแมววิเชียรมาศคู่หนึ่งให้แก่ เอ็ดเวิร์ด เบลนโคว์ กูลด์ (Edward Blencowe Gould) กงสุลอังกฤษในกรุงเทพฯ กูลด์เป็นคนแรกที่นำแมวไทยคู่นี้ไปโชว์ตัวในงานนิทรรศการใหญ่ที่อังกฤษในปี 1884 นำมาสู่ความคลั่งไคล้แมวไทยในระดับโลก

สยามยังได้มอบแมววิเชียรมาศให้ พระราชธิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ขณะพระองค์ทรงดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียและเสด็จประพาสสยามในปี 1891 เนื่องจากฝ่ายไทยทราบดีว่าพระราชธิดาทรงชื่นชอบแมว มีหลักฐานเป็นรูปถ่ายแมวไทยในพระหัตถ์ของราชวงศ์รัสเซียหลงเหลืออยู่ด้วย

เรื่องราวของ แมวไทย จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์เลี้ยง แต่เป็นเส้นเรื่องที่ขนานไปกับประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่ ความเชื่อศรัทธา (ตำราแมว) ความมั่นคงของรัฐ (หอกลอง) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ทูตแมว) ไปจนถึง การตลาดสร้างสรรค์ (มาสคอต Junior Sky Explorer Club) ในปัจจุบัน